ชั่วครู่ต่อมา บุรุษผู้นั้นจึงก้าวเดินออกจากห้อง ในไม่ช้าก็ออกจากจวนองค์หญิงใหญ่
ตำหนักฉางเล่อ วังหลวง
ราตรีดึกดื่น ยามปกติใน่เวลานี้ ทุกคนล้วนนอนหลับกันหมดแล้ว และวันนี้ั้แ่ที่ฉางไทเฮากลับมาจากเรือนพำนัก ข่าวการลอบสังหารได้มาถึงหูของฮ่องเต้หยวนเต๋อกับฮองเฮาอวี่เหวินอย่างเงียบเชียบ พวกเขามุ่งหน้าไปที่ตำหนักฉางเล่ออย่างเร็วรี่ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงตอนนี้ก็ยังคงไม่จากไป
บนตั่ง ฉางไทเฮาได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ามาอยู่ในชุดเรียบง่าย นางที่มีสีหน้าซีดเซียวเอนพิงกายบนตั่ง มือถูกพันหนาด้วยผ้าผืนบางสีขาว เมื่อครู่นี้หมอหลวงตรวจอาการาเ็ ร่องรอยแผลบนฝ่ามือที่ถูกกริชคมบาด ลึกมากเสียจนเห็นกระดูก าเ็สาหัสไม่น้อย ทว่านางในยามนี้กลับจ้องมองความว่างเปล่าอย่างใจลอย มิรู้ว่ากำลังคิดสิ่งใด
ฮ่องเต้หยวนเต๋อและฮองเฮาอวี่เหวินล้วนนั่งอยู่ในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ั้แ่ฉู่ชิงออกไป ในห้องก็ยิ่งเงียบงัน
ทันใดนั้น ฉางไทเฮาพลันลุกยืนขึ้น ฮองเฮาอวี่เหวินเห็นการเคลื่อนไหวของนาง จึงรีบเข้าไปประคองนางทันที “เสด็จพี่สะใภ้ ท่านได้รับาเ็ นอนพักผ่อนเสียเถิด หาก้าสิ่งใดให้สั่งออกมาได้เลย”
ฉางไทเฮาเหลือบมองฮองเฮาอวี่เหวินพลางทอดถอนหายใจ ทว่านางยังคงยืนหยัดที่จะลุกยืนขึ้น หลังจากลุกจากเตียง ฉางไทเฮาพลันคุกเข่าลงตรงหน้าฮ่องเต้หยวนเต๋อ
“พี่สะใภ้ นี่ท่านจะทำอันใด?” ฮ่องเต้หยวนเต๋อและฮองเฮาอวี่เหวินต่างตื่นตะลึง ฮ่องเต้หยวนเต๋อรีบลุกจากเก้าอี้ทันที “พี่สะใภ้ ท่านรีบลุกขึ้นเร็วเข้า ท่านเป็ไทเฮา เป็ผู้าุโ จะคุกเข่าให้เจิ้นได้อย่างไร?”
“ฝ่าา การลอบสังหารในวันนี้ทำให้หม่อมฉันนึกถึงฮ่องเต้พระองค์ก่อน” ฉางไทเฮาไม่ลุกขึ้น ทั้งยังทอดมองฮ่องเต้หยวนเต๋อ “เื่คดีของเหลียงฮว่านในตอนนั้น พระองค์เองก็ทรงรู้ว่า เป็คดีเดียวที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงตัดสินผิดพลาด แม้ว่าฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงได้เปลี่ยนแปลงคำตัดสินคดีของตระกูลเหลียง เมื่อตอนที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์อยู่แล้วก็ตาม ทว่าหม่อมฉันเองรู้มาตลอดเช่นกันว่า ฮ่องเต้พระองค์ก่อนยังคงรู้สึกติดค้างต่อตระกูลเหลียง แทนที่จะพูดว่ารู้สึกติดค้าง สู้บอกว่ายังคงสลักอยู่ในหัวใจเขาได้จะดีกว่า”
ฮ่องเต้พระองค์ก่อนปณิธานที่จะเป็ฮ่องเต้ที่ดีมาั้แ่ไหนแต่ไร ทว่าเขากลับเจ็บไข้ได้ป่วย แม้นร่างกายจะไม่สบาย ทว่าเขาก็มิเคยละทิ้งงานหลวงเลย เขารักประชาชน รักราชวงศ์และชื่อเสียงของตนเอง ยามนี้ บุตรีของเหลียงฮว่านหาทางเข้ามา สำหรับนาง การลอบสังหารนางคือการล้างแค้นให้ตระกูล ตนไม่โทษนาง เพียงคิดว่าหากฮ่องเต้พระองค์ก่อนยังมีพระชนม์อยู่ เขาไม่มีทางลงโทษสตรีผู้นั้นแน่ ทว่าฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงสิ้นพระชนม์ไปหลายปีแล้ว มาตรแม้นดวงิญญาของเขาจะอยู่บนสรวง์ ทว่าเขาเองก็คงจะไม่อยากเห็นคดีที่เขาเคยตัดสินผิดพลาดถูกเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
เพียงแค่เอ่ยถึงฮ่องเต้พระองค์ก่อน น้ำเสียงสงบนิ่งของฉางไทเฮา พลันค่อยๆ เกิดคลื่นอารมณ์แทรกเข้ามาเล็กน้อย
ความเคร่งขรึมบนพระพักตร์ของฮ่องเต้หยวนเต๋อพลันเข้มขึ้น ความหมายของฉางไทเฮาชัดเจนอย่างยิ่ง ทว่าเขา...
ฮ่องเต้หยวนเต๋อขมวดคิ้ว เขาเองก็ไม่อยากให้ชื่อเสียงของเสด็จพี่ต้องแปดเปื้อน ทว่าหากไม่แถลงไข ไม่ไต่สวนเื่นี้ ในสายตาของผู้คนมากมายที่ไม่รู้เื่ราว ความสงสัยในตัวฮองเฮาอวี่เหวินที่แบกรับมาตลอดใน่เวลานี้คงจะไม่ได้รับการถูกชะล้างไปตลอด
ผู้คนในใต้หล้านี้ยังคงคิดว่า ฮองเฮาอวี่เหวินไม่สามารถทนต่อฉางไทเฮาได้ เพราะเช่นนั้น จึงวางแผนลอบสังหารนาง
ฮ่องเต้หยวนเต๋อชำเลืองมองฮองเฮาอวี่เหวินอย่างไม่มีท่าทีอันใด เห็นเพียงใบหน้าอันสงบนิ่งของนาง ทั้งยังมองไม่ออกถึงอารมณ์ของนางแม้แต่น้อย
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฮองเฮาอวี่เหวินจึงเอ่ยปากขึ้นว่า “ฝ่าาเพคะ ความกังวลของพี่สะใภ้มิได้ผิดเลยเพคะ ฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงล่วงลับไปนานมากแล้ว มิสมควรอย่างยิ่งที่จะเอ่ยรื้อฟื้นถึงเื่เก่า โชคยังดีที่ชีวิตของพี่สะใภ้ยังอยู่รอดปลอดภัยจากการลอบสังหารถึงสองครา หม่อมฉันคิดว่า จะต้องเป็เพราะจิติญญาบนสรวง์ของฮ่องเต้พระองค์ก่อนยังคงคอยปกป้องคุ้มครองอยู่แน่นอนเพคะ”
ยามที่ฮองเฮาอวี่เหวินตรัส นางเข้าไปประคองฉางไทเฮาให้ลุกขึ้น
สตรีสองคนยืนเคียงกัน คนหนึ่งสวยสง่า สุภาพเยือกเย็นและเพียบพร้อม อีกคนงดงามโดดเด่น เรียบร้อยสงบนิ่ง
ฮ่องเต้หยวนเต๋อกวาดตามองทั้งสองคน เขามิคาดคิดว่าฮองเฮาอวี่เหวินจะเห็นด้วยกับข้อเสนอของฉางไทเฮาเยี่ยงนี้ ทว่านางรู้ใช่หรือไม่ว่า ความระแวงสงสัยจะติดตัวนางไปตลอด?
ฮ่องเต้หยวนเต๋อขมวดคิ้ว ราวกับกำลังไตร่ตรองอะไรบางอย่าง จากนั้นจึงตรัสว่า “ถ้าเป็เช่นนั้น เจิ้นจะดูแลเื่นี้เอง”
“ขอบพระทัยฝ่าา ขอบพระทัยฮองเฮา เช่นนี้หม่อมฉันก็สบายใจ” ฉางไทเฮาทอดถอนหายใจ หรี่ตาลงเล็กน้อย ลุกกลับไปนั่งบนตั่ง ภายใต้การประคองของฮองเฮาอวี่เหวิน “ฝ่าาเพคะ จุดประสงค์การกลับมาวังหลวงครานี้ เพราะเื่ราชทูตของแคว้นหนานเยวี่ย วันนี้หม่อมฉันได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับที่เรือนพำนัก หม่อมฉันทำดีที่สุดแล้วในฐานะเ้าบ้าน ดังนั้น หม่อมฉันจึงวางแผนว่าจะกลับชิงโหยวกว่านที่เขาฉีชานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
กลับชิงโหยวกว่านที่เขาฉีชาน?
นี่...
ไม่เพียงแต่ฮ่องเต้หยวนเต๋อเท่านั้น แม้แต่ในใจของฮองเฮาอวี่เหวินยังรู้สึกใเช่นกัน
ถ้าเกิดนางกลับไป เกรงว่าข่าวลือที่ว่าฮองเฮาอวี่เหวินไม่สามารถทนฉางไทเฮาได้จะได้รับการยืนยัน
“มือของเสด็จพี่สะใภ้ยังคงมีาแ จะทรงรีบกลับเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ” ฮองเฮาอวี่เหวินย่นคิ้ว
“ไม่เป็ไร เพียงแค่ความเ็ปบนกายหยาบ ข้ายังทนไหว มิได้กลับวังหลวงมานาน พักอยู่ครานี้จึงรู้สึกไม่ชินอยู่บ้าง ข้ารู้สึกมาตลอดว่าการพักอยู่ที่ชิงโหยวกว่านนั้นสบายยิ่งกว่า” รอยยิ้มผาดผุดบนใบหน้าของฉางไทเฮา ครั้นนึกคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้ ดวงตาคู่นั้นทอแสงอ่อนโยน “ยิ่งกว่านั้น เขาฉีชานยังอยู่ไม่ไกลจากสุสานฮ่องเต้เท่าใดนัก ข้ามักจะไปอยู่เป็เพื่อนฮ่องเต้พระองค์ก่อนอยู่บ่อยครั้ง เช่นนั้นที่นั่นจึงสะดวกกว่ามาก”
“พี่สะใภ้ วังหลวงแห่งนี้เป็บ้านของท่านมาตลอด ในเมื่อกลับมาแล้ว มิจำเป็ต้องย้ายกลับไปเขาฉีชานอีก ทั้งในวังหลวงยังมีคนคอยดูแลอย่างดี” ฮ่องเต้หยวนเต๋อตรัส เขารู้ว่ามีบางอย่างแฝงอยู่ในการกลับไปของฉางไทเฮา
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ฮ่องเต้หยวนเต๋อตรัสจบ ฮองเฮาอวี่เหวินกลับแย้มสรวล “สิ่งที่ฝ่าาตรัสหมายถึง ในเมื่อพี่สะใภ้มีประสงค์จะกลับไปเขาฉีชาน เช่นนั้นควรจะรอให้าแบนมือหายดีเสียก่อนน่ะเพคะ หากทรงกลับไปเช่นนี้ เปิ่นกงกับฝ่าาคงมิวางใจ ยิ่งกว่านั้น ในเมื่อมีประสงค์จะเสด็จก็มิควรกลับเช่นนี้ รอเปิ่นกงเตรียมเลี้ยงส่งการเดินทางให้พี่สะใภ้เสียหน่อยเถิดเพคะ”
เลี้ยงส่ง?
ชั่วขณะนั้น สีพระพักตร์ของฮ่องเต้หยวนเต๋อพลันดำมืด ดูเหมือนฉางไทเฮาจะมิคาดคิดเช่นกันว่า ฮองเฮาอวี่เหวินจะสนับสนุนให้ตนเองกลับไปยังเขาฉีชาน ฉางไทเฮารู้ดีว่า ในใจของฮองเฮาอวี่เหวินคงแทบอยากจะส่งตนเองกลับเขาฉีชานแล้ว ทว่าถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์เ่าั้กำลังพุ่งเป้าไปที่นาง ถึงอย่างไรนางก็ควรต้องหวาดหวั่นมิใช่หรือ?
ทว่าฮองเฮาอวี่เหวิน...
ฉางไทเฮาสบตาทั้งสองข้าง ซึ่งแฝงไปด้วยรอยยิ้มขบขันของฮองเฮาอวี่เหวิน ทั้งคู่ต่างไม่มีผู้ใดเผยอารมณ์ออกมา “เช่นนั้นต้องรบกวนฮองเฮาเสียแล้ว”
“มิรบกวนแต่อย่างใด เื่นี้เป็สิ่งที่เปิ่นกงควรทำ พี่สะใภ้ ท้องฟ้าลับแสงแล้ว ท่านก็รีบพักผ่อนเถิด วันพรุ่งเปิ่นกงจะมาหาท่านอีกครั้ง” ฮองเฮาอวี่เหวินตรัสอย่างอ่อนโยน จากนั้นย่อกายคารวะฉางไทเฮาอย่างงดงาม ฮองเฮาอวี่เหวิน้าจะกลับ เช่นนั้นฮ่องเต้หยวนเต๋อเองก็มิอาจรั้งอยู่ได้เป็ธรรมดา หลังจากกล่าวลาฉางไทเฮา สองสามีภรรยาจึงเดินออกจากห้องพร้อมกัน
“ฝ่าา...”
ทั้งสองเพิ่งจะเดินผ่านประตูออกไป เสียงของฉางไทเฮาพลันดังขึ้นมาตามหลัง น้ำเสียงนั้นฟังดูนุ่มนวลอ่อนหวาน ราวกับเด็กสาวตัวน้อยก็ไม่ปาน ครั้นฮองเฮาอวี่เหวินได้ยินเสียงนั้นพลันขมวดคิ้วมุ่นโดยไม่รู้ตัว
ฝีเท้าของทั้งสองหยุดชะงัก ฮ่องเต้หยวนเต๋อหันกลับไป “พี่สะใภ้ยังมีประสงค์อันใดอีกหรือ?”
ฮ่องเต้หยวนเต๋อจ้องมองสตรีในชุดสีขาวราบเรียบ ทว่าสง่างาม ผู้ซึ่งนั่งพิงกายอยู่บนตั่งด้วยสีหน้าซีดเซียว สายตาที่มองดูเขาในยามนี้ ทำให้จิตใจเขาสั่นไหวอย่างอดไม่ได้
“่นี้ดอกโบตั๋นสองคีรี[1] ในตำหนักฉิ่นของฝ่าาบานแล้วหรือยัง?” ฉางไทเฮาสบตาฮ่องเต้หยวนเต๋อ
ดอกโบตั๋นสองคีรีเป็หนึ่งในสายพันธุ์อันล้ำค่า ซึ่งอยู่ในกลุ่มพันธุ์ของดอกโบตั๋น กลีบของดอกโบตั๋นสองคีรีมีสีม่วงและสีชมพู ซึ่งจะผลิบานบนกิ่งเดียวกัน แลดูวิจิตรงดงามเหลือคณา เป็ดอกไม้ประจำแคว้นหนานเยวี่ย ทว่าภูมิอากาศของเป่ยฉี เดิมทีไม่เหมาะกับการปลูกโบตั๋นสองคีรี ทว่าในเวลานั้น ยามที่ฉางไทเฮามาเยือนเป่ยฉี เพื่อเอาใจฉางไทเฮา ฮ่องเต้พระองค์ก่อนจึงทุ่มเทพยายามปลูกพืชมากมายในตำหนักของพระองค์ ทว่าในบรรดาต้นโบตั๋นสองคีรีนับไม่ถ้วน มีเพียงต้นเดียวที่อยู่รอด
ในยามนั้น ตำหนักฉิ่นเป็ที่ประทับของฮ่องเต้พระองค์ก่อน ทว่ายามนี้เป็ที่ประทับของฮ่องเต้หยวนเต๋อ
ดอกโบตั๋นสองคีรี...
นอกประตู มือของฮองเฮาอวี่เหวินที่ถือผ้าเช็ดหน้าพลันกำแน่นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
[1] ดอกโบตั๋นสองคีรี คือ โบตั๋น 二乔 (เอ้อเฉียว) เป็ชื่อภาษาจีนหรือ โบตั๋นลั่วหยาง ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Paeonia suffruticosa เป็พืชในสกุลโบตั๋นที่เป็พืชพื้นเมืองในจีน เป็ผลมาจากการผสมพันธุ์กับสายพันธุ์ที่อยู่ในส่วนย่อย Vaginatae