วันรุ่งขึ้น เวลาอาหารเช้า
เฉียวรุ่ยเห็นหวังอันหยางเดินเคียงไหล่กับหลิ่วเหอออกมาจากเรือนด้านหลัง เขากะพริบตางุนงง ดึงชายเสื้อหลิ่วเทียนฉีที่อยู่ข้างตัว
หลิ่วเทียนฉีมองคนรักทีหนึ่ง เขาคิดไม่ถึงเช่นกัน
“ข้ากับอันหยาง เมื่อคืนผูกพันธสัญญาคู่ชีวิตกันแล้ว ตอนนี้พวกเราเป็สามีภรรยากัน!” หลิ่วเหอมองผู้คนในห้องโถงใหญ่ก่อนประกาศขึ้นอย่างจริงจัง
ได้ยินข่าวดีประการนี้ พ่อบ้านหลิ่วถงดีใจยิ่งนัก “ยินดีกับนายท่านสาม ยินดีกับนายหญิงขอรับ!”
“ยินดีกับนายท่าน ยินดีกับนายหญิงขอรับ!” สาวใช้กับข้ารับใช้คนอื่นรีบก้มศีรษะ เอ่ยแสดงความยินดี
“ผูก ผูกพันธสัญญา?” เฉียวรุ่ยกะพริบตาปริบๆ ใเล็กน้อย
สำหรับผู้ฝึกตน ผูกพันธสัญญาคือการแต่งงาน แม้ไม่มีพิธี เพียงผูกพันธสัญญาก็นับว่าเป็สามีภรรยากันแล้ว
“ยินดีกับท่านพ่อ ยินดีกับอาอัน!” หลิ่วเทียนฉีค้อมศีรษะ เอ่ยแสดงความยินดีออกมา
“อื้อ ยินดีกับท่านพ่อ ยินดีกับอาอัน!” เฉียวรุ่ยได้ยินคำพูดของคนรัก รีบเอ่ยแสดงความยินดีตาม
“อืม กินข้าวเถอะ!” หลิ่วเหอมองเด็กทั้งสองคนแล้วพาหวังอันหยางนั่งลงที่ตำแหน่งเ้าบ้านด้วยกัน
“ขอรับ!” พวกเขาพยักหน้า เดินมานั่งอยู่ข้างกายหลิ่วเหอ ครอบครัวสี่คนอยู่พร้อมหน้ากันครั้งแรก ลิ้มรสอาหารเช้าในมื้อนี้
“กินมากหน่อยสิ ถึงชีพจรทิพย์เ้าจะไหลคล่องแล้ว ก็ยังต้องกินอาหารที่มีปราณทิพย์เข้มข้นบำรุงให้อบอุ่นสักหน่อย หากชีพจรทิพย์อบอุ่นดี การยกระดับพลังของเ้า ลงแรงครึ่งหนึ่งย่อมได้ผลลัพธ์เท่าทวีเชียว” หลิ่วเหอพูดเสียงเบาพลางคีบอาหารไม่น้อยให้หวังอันหยาง วางลงไปในชามของอีกฝ่าย
“อา!” หวังอันหยางขานรับคำหนึ่ง ก้มหน้ากินเงียบๆ
“ท่านพ่อ!”
ได้ยินหลิ่วเทียนฉีเรียก เส้นประสาทหวังอันหยางพลันตึงเครียด เหลือบมองอีกฝ่ายในทันที
“หืม?”
หลิ่วเหอเอียงศีรษะมองบุตรชายที่นั่งอยู่ข้างกาย
“ท่านพ่อคิดจะจัดพิธีแต่งงานกับอาอันเมื่อไรขอรับ?”
“อ้อ อีกประเดี๋ยวกินเสร็จ ข้าจะให้หลิ่วถงไปเรียกนักทำนายมาตรวจดู รอเลือกวันฤกษ์ดีได้ พ่อบอกเ้าเอง!” หลิ่วเหอมองบุตรชายก่อนตอบ
“ขอรับ ลูกจะเตรียมของขวัญที่เหมาะสมให้ท่านพ่อกับอาอันแน่นอน!”
ได้ยินคำนี้ หลิ่วเหอหัวเราะกังวาน “คนกันเองไม่ต้องมอบของขวัญหรอก เพียงหัวใจกตัญญูของลูกเป็พอ!”
“อาอัน!” หลิ่วเทียนฉีหันสายตาไปมองหวังอันหยาง
“นายน้อย!” หวังอันหยางกำตะเกียบในมือแน่นโดยไม่รู้ตัว ประสาทตึงเครียดขึ้นมาอีก กระทั่งกล้ามเนื้อบนหน้าก็เกร็งเขม็ง
“ฮ่าๆๆ เรียกนายน้อยอะไรเล่า?” หลิ่วเหอมองภรรยาตัวน้อยข้างกายพลางหัวเราะอย่างอ่อนใจ
“อาอันเรียกข้าว่าเทียนฉีก็พอ!”
“อืม!” หวังอันหยางพยักหน้ารับ
“หลังจากนี้ ต้องรบกวนอาอันดูแลท่านพ่อเสียแล้ว ทุกคนล้วนเป็ครอบครัวเดียวกัน อาอันมีสินสอดหรือของขวัญแต่งงานอะไรที่อยากได้ก็บอกข้า ขอเพียงข้ามีกำลังพอ ข้าจะซื้อกลับมาตอบแทนท่านกับท่านพ่อขอรับ”
“ไม่ๆๆ ไม่ต้องหรอก ไม่มีสิ่งใดที่ข้าขาดแคลน เทียนฉีอย่าลำบากเลย!” หวังอันหยางส่ายศีรษะปฏิเสธ
“อันหยาง เ้าไม่ต้องเกร็งเช่นนี้หรอก เทียนฉีกับเสี่ยวรุ่ยเป็ลูกของข้า หลังจากนี้ พวกเขาเป็ลูกของเ้าด้วย เ้าเป็พ่อเลี้ยงของพวกเขานะ” หลิ่วเหอเห็นคนรักดูเคร่งเครียดก็ปลอบโยนเสียงนุ่ม
“อืม ข้า ข้ารู้!” หวังอันหยางพยักหน้าเข้าใจ
“ฮ่าๆๆ!” หลิ่วเหอมองคนรักพูดติดขัดไม่หยุดก็ส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา
“อาอันอาจไม่คุ้นชิน ปรับตัวไม่ทันอยู่กระมัง?” หลิ่วเทียนฉีมองอีกฝ่ายพลางถามเสียงเรียบ
“เทียน เทียนฉี ข้า เป็ข้าอยากอยู่ด้วยกันกับหลิ่วเหอ เ้า หากเ้าจะแค้นเคืองล่ะก็ ก็แค้นเคืองข้าเถอะ อย่าโกรธพ่อของเ้าเลย เขา เขารักเ้ามากนะ” หวังอันหยางกำมือตนแน่น รวบรวมความกล้าเปล่งเสียงออกมา
“อันหยาง!” หลิ่วเหอได้เช่นนี้ก็จับมือที่กำเป็กำปั้นน้อยของอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างรักใคร่
“ข้า ข้าไม่อยาก ไม่อยากให้กระทบกับความสัมพันธ์ของพวกท่าน!” หวังอันหยางมองหลิ่วเหอ พูดอย่างวิตก
อยู่ในบ้านนี้มาหกปี เขาย่อมรู้ความสัมพันธ์ของสองพ่อลูกดี เรียกได้ว่าบิดาเมตตาบุตรกตัญญู สุขสันต์กลมเกลียว สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือตนอาจส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์ของพวกเขา ทำให้หลิ่วเหอเสียใจ
“ไม่ ไม่มีทาง หากเทียนฉีไม่พอใจคงบอกนานแล้ว ไม่มีทางปิดบังข้าหรอก และหนึ่งวันก่อนหน้าเ้าแต่งงาน เป็เทียนฉีเองที่ให้กำลังใจข้า ให้ข้าไปตามเ้ากลับมา”
“นี่...” ได้ยินหลิ่วเหอเอ่ยเช่นนี้ หวังอันหยางมองไปทางหลิ่วเทียนฉีอย่างงุนงง
“อาอัน อย่าคิดมากนักเลย ข้าไม่สร้างความลำบากใจให้คนที่ข้ารักหรอก ทุกคนล้วนเป็ครอบครัวเดียวกัน ท่านอย่าเห็นข้าเป็สัตว์อสูรสิ?” หลิ่วเทียนฉีเหลือบมองอีกฝ่าย หัวเราะก่อนเอ่ยขึ้น
“คิกๆ ใช่แล้ว เทียนฉีหน้าตาหล่อเหลากว่าสัตว์อสูรอยู่มากนะ ไม่น่ากลัวหรอก!” เฉียวรุ่ยหัวเราะคิกคัก รีบร้อนไกล่เกลี่ยสถานการณ์
“ฮ่าๆๆ ข้า ข้าแค่กังวลน่ะ!”
“ท่านไม่จำเป็ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น ขอเพียงท่านกับท่านพ่อมีชีวิตอยู่ดี ข้ากับเสี่ยวรุ่ยยิ่งวางใจ ท่านว่าใช่หรือไม่เล่า?”
“อืม ใช่แล้ว!” หวังอันหยางพยักหน้า ย่อมเข้าใจในเหตุผล
“เอาล่ะ รีบกินกันเถอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด!” หลิ่วเหอบอกก่อนคีบอาหารที่บุตรชายชอบรับประทานจำนวนหนึ่งให้
“ขอบคุณท่านพ่อขอรับ!”
.........
วันต่อมา หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยกลับวิทยาลัยเซิ่งตู
เขาเห็นเฉียวรุ่ยเข้าชั้นเรียนทั้งวันแล้วตื่นเต้นดีใจกลับมาถึงบ้านก็ออกไปต้อนรับ จูบริมฝีปากน้อย “พบพานเื่ดีอะไรหรือ ถึงดีใจกลับมาปานนี้?”
“เทียนฉี ข้าอยากบอก วันนี้ข้าประลองกับศิษย์พี่ลำดับแปดของวิทยาลัยยุทธ์ ไม่เพียงไม่แพ้ แต่ข้ายังสู้ชนะด้วยล่ะ นั่นลำดับแปด ศิษย์พี่ลำดับแปดเชียวนะ! ร้ายกาจนัก!” เฉียวรุ่ยพูดอย่างดีอกดีใจ ใบหน้าน้อยเต็มไปด้วยความภาคภูมิ สีหน้าอิ่มเอมอย่างยิ่ง
“อ้อ? ถึงขนาดล้มลำดับที่แปดได้ เ้าร้ายกาจปานนี้เชียว?” หลิ่วเทียนฉีเชิดคาง มองขึ้นลง สำรวจอีกฝ่ายั้แ่หัวจรดเท้า
“ทำ ทำไมหรือ?” เฉียวรุ่ยเห็นสีหน้าคนรักพลันรู้สึกท่าไม่ดี
“ถอดเสื้อผ้า!” ฉับพลัน ใบหน้าของหลิ่วเทียนฉีบึ้งตึง เอ่ยสั่งเสียงเย็นเยียบ
“เทียนฉี กลาง กลางวันแสกๆ นะ ถอด ถอดเสื้อผ้าอะไรเล่า?” ได้ยินคำว่าถอดเสื้อผ้า เฉียวรุ่ยเขินอายเล็กน้อยก่อนก้มหน้าลง
“เ้าเลือกได้นะว่าจะถอดเองหรือให้ข้าถอด!” หลิ่วเทียนฉีมองอีกฝ่ายนิ่ง พูดขึ้นอย่างไม่ยินยอมอีกครั้ง
“ข้า ข้าถอดเอง!” เฉียวรุ่ยเห็นคนรักดูไม่พอใจมากขึ้น เขารีบก้มหน้าถอดเสื้อผ้าออก
เห็นจ้ำเขียวบนหัวไหล่ ขาและหน้าอกของเฉียวรุ่ย สีหน้าของหลิ่วเทียนฉีไม่น่าดูขึ้นสามส่วน
“เทียน เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยเห็นคนรักหน้าดำไปทั้งแถบ เขาเรียกเสียงแ่
“คราวนี้ฉลาดจริงนะ คุยกับอีกฝ่ายว่าไม่ให้เล่นที่หน้าล่ะสิ?” หลิ่วเทียนฉีเอาน้ำยาวิเศษรักษาอาการาเ็ออกมา ดึงอีกฝ่ายไปนอนบนเตียง ทายาให้ไปพลาง ตั้งคำถามไปพลาง
“ข้า ข้ากลัวเ้าเป็ห่วงข้านี่!”
ได้ยินอย่างนั้น แรงที่มือยิ่งเพิ่มมากขึ้น “รู้ว่าข้าเป็ห่วง ก็ยังชอบไปประลองกับผู้อื่นเช่นนี้อีกหรือ?”
“โอ๊ย เจ็บ เจ็บ!” เฉียวรุ่ยกัดริมฝีปากร้องอย่างเ็ป
“เจ็บ ข้าว่าเ้าไม่รู้จักคำว่าเจ็บหรอก เพิ่งเลิกเก็บตัวฝึกฝนไม่กี่วันก็ไปต่อยตีกับผู้อื่นแล้วเนี่ยนะ?”
“พอเถอะ ข้า ข้าสำนึกผิดแล้ว เทียนฉี อย่าโกรธข้าเลยนะ?” เฉียวรุ่ยจับมือเขาพลางขอร้อง รีบขออภัย
“ข้าซื้อป้ายห้อยเอวไปห้องแรงโน้มถ่วงให้เ้าแล้ว หนึ่งเดือน วันพรุ่งนี้เ้าไปห้องแรงโน้มถ่วงเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางส่งป้ายห้อยเอวให้
“หนึ่ง หนึ่งเดือนเชียวหรือ? ถ้าอย่างนั้น แล้วเ้าไม่ไปหรือ?” เฉียวรุ่ยรับป้ายห้อยเอวมาพลางถามคนรัก
“ข้าไม่ไป เ้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์ ไปห้องแรงโน้มถ่วงมีประโยชน์กับการฝึกฝนร่างกายของเ้ามาก ใช้เวลาหนึ่งเดือนนี้ให้ดีล่ะ” หลิ่วเทียนฉีมองคนรัก เอ่ยกำชับอย่างจริงจัง
“ก่อนหน้านี้ พวกเราสองคนเก็บตัวฝึกฝนด้วยกัน กินผลโลหิตทองและโอสถอีกมากมาย ใช้สมบัติวิเศษกับศิลาทิพย์ไปมากพอตัว ไม่ใช่ว่าศิลาทิพย์หมดแล้วหรือ?” เฉียวรุ่ยถามอย่างกังวล
ไม่นานมานี้ ทั้งสองคนเก็บตัวฝึกฝนเพื่อเลื่อนระดับกับทำให้พลังคงที่ โอสถกับสมบัติวิเศษที่ได้รับมา่พิธีแต่งงาน รวมถึงศิลาทิพย์ที่มีอยู่ใช้ไปเจ็ดถึงแปดส่วน เหลือไม่เท่าไรนัก
“ไม่ต้องกังวลหรอก ข้าวาดยันต์จำนวนหนึ่งไปขายก็ได้ศิลาทิพย์กลับมาแล้ว แต่สิ่งที่เ้าต้องทำตอนนี้คือสงบใจและไปห้องแรงโน้มถ่วงเสีย ยกระดับวิชาการต่อสู้มือเปล่าของเ้า พยายามให้มาก เพื่อที่หลังจากนี้ เ้าจะได้ล้มยอดฝีมืออันดับหนึ่งของวิทยาลัยยุทธ์ได้อย่างไรเล่า”
“อันดับหนึ่งหรือ? คงไม่ง่ายนักหรอก แต่ แต่ข้าจะพยายยาม!” เฉียวรุ่ยพูดพลางตบหน้าอก แสดงท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยม
“ฮ่าๆๆ ข้าเชื่อว่าเ้าจะกลายเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของวิทยาลัยยุทธ์!” หลิ่วเทียนฉีจูบริมฝีปากน้อย ให้กำลังใจอีกฝ่ายอย่างดี
“อืม ข้าไปห้องแรงโน้มถ่วงแล้วจะขยันฝึกฝน เทียนฉี อยู่ที่บ้านดูแลตัวเองดีๆ นะ!” เฉียวรุ่ยลูบใบหน้าของคนรัก ไม่วางใจอยู่เล็กน้อย
“อืม ได้สิ!” หลิ่วเทียนฉีทายาเรียบร้อยก็สวมเสื้อผ้าให้ จากนั้นเอาศิลาทิพย์ถุงหนึ่งออกมาส่งให้อีก
“ศิลาทิพย์พวกนี้ เ้าเอาไว้ใช้ฝึกฝนเถอะ!”
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า รับถุงศิลาทิพย์มา
แดนลับเหิงอวี้ใกล้จะเปิดออก หลิ่วเทียนฉีจึงหวังว่าเฉียวรุ่ยจะใช้ประโยชน์จากเวลาทุกวินาทีในการฝึกฝน ยกระดับพลังของตน ยิ่งพลังของอีกฝ่ายสูงมากเท่าไร หลังเข้าไปในแดนลับเหิงอวี้ก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้น
“เทียนฉี เื่ท่านพ่อกับอาอัน เ้า เ้าไม่พอใจหรือเปล่า?” เฉียวรุ่ยจับมือคนรัก ถามอย่างกังวลนิดหน่อย
“จะเป็แบบนั้นได้อย่างไรเล่า? ท่านพ่อมีคนดูแลถือเป็เื่ดี ตอนนี้พวกเราไม่อาจแยกร่าง ไม่มีทางปรนนิบัติพัดวีดูแลเขานะ!”
แม้หลิ่วเหอกับหวังอันหยางผูกพันธสัญญากัน หลุดจากเส้นทางนิยายต้นฉบับไปไกลโพ้น กลับตาลปัตรเนื้อเื่ทั้งหมด แต่หลิ่วเทียนฉีกลับคิดว่านี่เป็เื่ดี
ถึงตัวตนของหวังอันหยางจะพิเศษอยู่เล็กน้อย หลังจากนี้ เขากับบิดาอาจพบอุปสรรคนิดหน่อย แต่เพียงทั้งสองคนรักกันจากใจจริง บุตรชายคนนี้ย่อมไม่ขัดขวาง มีแต่จะอวยพรให้ล่ะนะ!
“อ้อ เ้าคิดเช่นนี้ ข้าค่อยวางใจหน่อย!” อันที่จริง ก่อนหน้านี้เฉียวรุ่ยกังวลมากว่าคนรักจะไม่พอใจ ถึงได้ห่างเหินกับบิดาไปสักพัก
“ฮ่าๆๆ!” หลิ่วเทียนฉีหัวเราะเบาๆ ดึงเฉียวรุ่ยเข้ามาในอ้อมแขน
“ไปห้องแรงโน้มถ่วงต้องฝึกฝนให้ดีนะ รอเ้ากลับมา พวกเรามาผูกพันธสัญญากันบ้าง!”
“ผูก ผูกพันธสัญญาหรือ?” ได้ยินเื่นี้ ดวงตาของเฉียวรุ่ยเบิกโตทันที
หลิ่วเทียนฉีเห็นท่าทางตาโตลิ้นพันกันของคนรักก็ส่งยิ้มอ่อนโยน “ทำไม เ้าไม่ยินดีหรือ?”
“ไม่ๆๆ ข้า ข้ายินดี ข้า ข้าแค่กลัวเ้า กลัวเ้าจะไม่ยินดีน่ะ!” หากผูกพันธสัญญา เทียนฉีก็ไม่อาจจรับอนุได้ นี่นับเป็เื่ที่ผู้ฝึกตนชายมากมายล้วนไม่ยินดีทำ
“เด็กโง่ ทำไมข้าจะไม่ยินดีเล่า? ข้าอยากแปะป้ายโตๆ บนตัวเ้า เขียนว่า ‘ภรรยาของหลิ่วเทียนฉี’ จะแย่ ให้บุรุษสตรีทั้งหมดไม่กล้ามาคิดเกินเลยเ้า”
ได้ยินคำนี้ เฉียวรุ่ยก็หัวเราะคิกคัก “เ้า เ้าพูดอะไรน่ะ? ข้า ข้าไม่ใช่สิ่งของสักหน่อย จะแปะกระดาษเดินไปทั่วได้อย่างไรกัน?”
“เพราะอย่างนั้นไงล่ะ หากพวกเราผูกพันธสัญญากัน เช่นนี้ ข้าก็ไม่ต้องกลัวว่าผู้อื่นจะแย่งเ้าไปอีก!”
“อืม ที่จริง ที่จริงข้าก็กลัวเหมือนกัน กลัวว่าเทียนฉีจะถูกแย่งไปน่ะ!” เฉียวรุ่ยพูดจบก็คล้องคอคนรักประหนึ่งปกป้องอาหาร
“ฮ่าๆๆๆ...”
หลิ่วเทียนฉีเห็นท่าทางน่ารักนั่น เขาก็หัวเราะเล็กน้อย จุมพิตริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างแ่เบา
