เขาบอกว่าขายไปแล้ว
ณ ยอดเขาเหยาหวังแห่งสำนักอวี้ชิง
ไร่ิญญาเรียงรายเป็ชั้นลดหลั่นจากเชิงเขาขึ้นไปจนสุดลูกหูลูกตา ยามสายลมพัดผ่าน มวลพฤกษาต่างไหวเอนหยอกล้อ ลมปราณในอากาศหนาแน่นจนแทบจะกลั่นตัวเป็หยดน้ำ
ที่ลานกว้างเชิงเขา เหล่าศิษย์ปีหนึ่งนั่งขัดสมาธิเรียงราย
นี่คือวิชาหลักสำหรับสอนศิษย์ใหม่ให้ชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกาย ศิษย์จากหอรากปราณคู่ รากปราณสาม รากปราณสี่ และรากปราณห้า ต่างมารวมตัวกันที่นี่
ยกเว้นเพียงหอรากปราณเดี่ยว เพราะผู้มีรากปราณธาตุเดียวนั้น มักจะชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายได้เองั้แ่ก่อนสามขวบและก้าวเข้าสู่ขั้นเลี่ยนชี่ไปก่อนแล้ว
บุรุษผู้มีท่าทางสง่างามกุมไม้ไผ่ในมือ พลางเดินตรวจตราไปตามกลุ่มศิษย์
"ในเมื่อผ่านการทดสอบศิลาวัดปราณมาได้ พร์ของพวกเ้าก็นับว่าเป็หนึ่งในร้อย ยอดเขาเหยาหวังแห่งนี้มีปราณหนาแน่นที่สุด ขอเพียงพวกเ้าสงบจิตใจ ย่อมต้องััถึงมันได้เป็แน่"
เจี่ยนฮวนรู้สึกว่าสิ่งนี้คล้ายคลึงกับวิชาโยคะในโลกก่อนของนางยิ่งนัก นางเคยลงทะเบียนรายปีไว้ ด้วยความเสียดายเงินจึงไปฝึกมิเคยขาด จนกระทั่งคำกล่าวปิดท้ายของครูฝึกนางก็ท่องจำได้ขึ้นใจ
เจี่ยนฮวนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มท่องประโยคนั้นในใจเพื่อให้จิตสงบ นางเริ่มััถึงลมปราณในอากาศ ค่อยๆ ทำความสนิทสนมและเพรียกหาพวกมัน ให้พวกมันเข้ามาเยี่ยมเยียนในจุดตันเถียน...
อวี่ชิง ผู้าุโผู้รับผิดชอบศิษย์ปีหนึ่งชะงักฝีเท้าเมื่อเดินผ่านเจี่ยนฮวน พลางแสดงสีหน้าประหลาดใจ
เวลาผ่านไปเพียงมินาน ศิษย์ผู้นี้กลับทำสำเร็จแล้วรึ?? มิเห็นได้ยินว่าศิษย์รากปราณหลายธาตุปีนี้มีผู้ใดโดดเด่นเป็พิเศษเลยนี่นา
อวี่ชิงกวาดสายตามองเจี่ยนฮวนครู่หนึ่งเพื่อจดจำนางไว้ ก่อนจะใช้ไม้ไผ่ฟาดศิษย์ที่นั่งยุกยิกไปมาหลายคน เมื่อเห็นเจี่ยนฮวนลืมตาขึ้น เขาจึงเดินเข้าไปหา
อวี่ชิงถามด้วยรอยยิ้ม "เป็อย่างไร ทำสำเร็จแล้วใช่หรือไม่?"
เจี่ยนฮวนััถึงจุดตันเถียนที่เริ่มมีความร้อนผ่าว นางจึงตอบด้วยความยินดี "เรียนผู้าุโอวี่ ทำสำเร็จแล้วเ้าค่ะ"
อวี่ชิงพยักหน้าอย่างชื่นชม "เ้าชื่อเรียกว่าอะไร?"
"เจี่ยนฮวนเ้าค่ะ"
"ดีมาก เจี่ยนฮวน" อวี่ชิงยิ้มจนตาหยี "เช่นนั้นเ้าช่วยบอกต่อทุกคนทีว่าเ้าทำได้อย่างไร"
เจี่ยนฮวน "..."
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยแรงสนับสนุนของผู้าุโอวี่ เจี่ยนฮวนจึงจำต้องลุกขึ้นยืนต่อหน้าฝูงชน คนนับร้อยต่างจับจ้องมาที่นางด้วยสายตาใคร่รู้
กงเฟยหงถึงขั้นโบกมือเรียกนาง พลางโอ้อวดยังเพื่อนข้างกาย "นั่นสหายข้าเอง— โอ๊ย!"
ไม้ไผ่พุ่งผ่านอากาศมาฟาดลงบนตัวเขาอย่างแม่นยำ กงเฟยหงร้องลั่นมิกล้าเอ่ยปากอีก ผู้าุโท่านนี้ดูหน้าตาใจดีดุจคุณชายผู้อ่อนโยน ทว่าเวลาลงมือกลับเจ็บแสบยิ่งนัก!
้า เจี่ยนฮวนกระแอมไอเล็กน้อยก่อนเริ่มถ่ายทอดวิชา "ข้ามีเคล็ดลับประการหนึ่ง ขอให้ทุกท่านนั่งตัวตรง หลับตาลง แล้วปฏิบัติตามคำกล่าวของข้า..."
ผู้าุโอวี่ยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ ไม้ไผ่ในมือสั่นไหวอย่างตื่นเต้น ทุกคนจึงมิกล้ามีวอกแวก ปฏิบัติตามเจี่ยนฮวนอย่างว่าง่าย
เจี่ยนฮวนหลับตาลงเช่นกัน นางลดความเร็วของน้ำเสียงลง เอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวลทีละคำ "ขอให้ทุกท่านเฝ้าสังเกตลมหายใจ ทุกครั้งที่หายใจออก ความเหนื่อยล้าและความเครียดขึงจะมลายหายไป ทุกครั้งที่หายใจเข้า ลมปราณอันหนาแน่นจะไหลเวียนเข้ามา ร่างกายของท่านจะเริ่มเบาสบายดุจขนนก..."
"...ยามนี้ท่านกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางทุ่งยาสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆหมอก สายลมโชยชายนำพาปราณิญญามาปะทะกาย พวกมันไหลผ่านจมูกและผิวพรรณ เข้าไปรวมตัวกัน ณ จุดตันเถียนของท่าน"
เมื่อสิ้นเสียง ยอดเขาเหยาหวังพลันกลับสู่ความเงียบสงัด
เจี่ยนฮวนลืมตาขึ้นมองสำรวจเบื้องล่าง พบว่าเพื่อนร่วมสำนักหลายคนเข้าสู่ภวังค์สมาธิได้สำเร็จ ทว่าก็มีบางส่วนที่... เอ่อ... หลับไปแล้ว...
บางคนหัวสัปหงก และที่หนักกว่านั้นคือเริ่มมีเสียงกรนดังขึ้นมา!
ผู้าุโอวี่หรี่ตามอง ไม้ไผ่ในมือพุ่งวาบดุจสายฟ้าสีเขียว ฟาดลงบนศิษย์ที่หลับใหลจนพวกเขาสะดุ้งตื่นร้องลั่นด้วยความเ็ป เจี่ยนฮวนมองภาพนั้นด้วยความเวทนา
มื้อเที่ยงวันนี้กงเฟยหงยังคงเป็เ้ามือเลี้ยงอาหาร เขาคอยคีบกับข้าวใส่ถ้วยให้เจี่ยนฮวนด้วยความซาบซึ้ง
"เคล็ดลับของเ้ายอดเยี่ยมยิ่งนัก ข้าเข้าสู่ภวังค์ได้ทันที ชักนำปราณสำเร็จแล้ว!"
ตระกูลกงมีทรัพยากรมากมาย ทว่ากงเฟยหงพร์ย่ำแย่จนมิอาจก้าวเข้าสู่ขั้นเลี่ยนชี่ได้เสียที
เมื่อเห็นพี่น้องคนอื่นก้าวข้ามหน้าไป เขาจึงทนอยู่มิได้จนต้องเดินทางไกลมายังสำนักอวี้ชิง นึกมิถึงว่าเพียงไม่กี่วันเขาก็ทำสำเร็จ!
ทว่าหูจื้อกลับรู้สึกต่างออกไป เขาคือหนึ่งในคนที่ถูกไม้ไผ่ฟาด และยามนี้ยังคงเจ็บแปลบมหาย เขาลอบบันทึกความแค้นที่มีต่อเจี่ยนฮวนไว้อีกครั้ง
เมื่อเห็นกงเฟยหงยังคงคลอเคลียเจี่ยนฮวน หูจื้อจึงขัดขึ้น "พรุ่งนี้ต้องส่งหนังสือแสดงเจตจำนงต่อผู้าุโอวี่แล้ว สหายกง เจี่ยนฮวน พวกเ้าคิดหรือยังว่าจะฝึกวิชาสายใด?"
กงเฟยหงตอบโดยมิลังเล "ย่อมต้องเป็ควบคุมสัตว์"
สกุลกงสร้างชื่อมาจากวิชานี้ แม้จะมีบรรพชนอยู่ที่สำนักควบคุมสัตว์ แต่กงเฟยหงมิอยากไปเพราะอายที่พร์ย่ำแย่กว่าพี่น้องในตระกูล
เจี่ยนฮวนที่กินจนอิ่มหนำเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางตอบว่า "ผู้ใช้อักขระ"
เป้าหมายสูงสุดของนางคือการหลุดพ้นจากความยากจน และอาชีพที่ทำเงินได้มากที่สุดในโลกนี้คือ ผู้ใช้อักขระ, นักหลอมศาสตรา และนักปรุงยา ในเมื่อชาติก่อนนางเป็สถาปนิก นางจึงเลือกทางนี้โดยมิห่วงหา
หลังจากสนทนากันครู่หนึ่ง เจี่ยนฮวนก็หิ้วถุงอาหาริญญาวิ่งออกจากโรงอาหารอย่างรวดเร็ว
ที่หัวมุมถนนใกล้หอหลอมศาสตรา มีต้นการบูรขนาดมหึมาส่งกลิ่นหอมอบอวล แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนต้นไม้พันปี ใบไม้สีเขียวขจีแสดงถึงพลังแห่งฤดูร้อน
หากเป็ปีก่อนๆ นางคงแทบขาดใจตายหากมิมีเครื่องปรับอากาศ ทว่าในสำนักอวี้ชิงนี้มีลมปราณคอยปรับสมดุล แม้จะอยู่กลางแดดก็ยังรู้สึกสบายกาย
เจี่ยนฮวนเดินผ่านต้นการบูรไป ทว่าเมื่อเลี้ยวโค้งกลับเห็นคนสองคนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ อีกฝ่ายหนึ่งสูงหนึ่งเตี้ย เป็ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง
"!!" เจี่ยนฮวนรีบหมุนตัวหลบหลังต้นไม้ พลางเงี่ยหูฟังอย่างกระตือรือร้น
เสียงสตรีที่ไพเราะทว่าเจือด้วยความเขินอายแว่วมา "เสิ่น... ศิษย์พี่เสิ่น นี่คืออาหาริญญา ข้า... ข้าให้ท่าน!"
เจียงเฉียวเฉียวยื่นกล่องไม้จันทน์บรรจุอาหารให้เสิ่นจี้จือด้วยสองมือ
เสิ่นจี้จือถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าหล่อเหลาเ็าดุจน้ำแข็ง "อย่ามาหาข้าอีก ข้าบอกแล้วว่ามิเอา"
เด็กสาวหน้าซีดขาวทว่ายังคงดื้อรั้น "ศิษย์พี่เสิ่น ข้ามิได้มีเจตนาอื่น เพียงแต่ได้ยินศิษย์พี่คนอื่นบอกว่าท่านลำบาก ข้าจึง..."
ความอดทนของเสิ่นจี้จือหมดสิ้นลง "เ้าฟังภาษาคนมิรู้เื่รึ? อย่ามาทำให้ข้าลำคาญ อย่ามารบกวนข้า ข้ามิมีเวลามาเสียกับเ้า เก็บความเวทนาและความหวังดีของเ้าไปเสีย ข้ามิ้า"
หลังต้นไม้ เจี่ยนฮวนเ็ปจนต้องอุดหู เสิ่นจี้จือผู้นี้ช่างโง่เขลานัก คนตรงหน้าคือนางเอกหญิงนะ! หากวันหน้าเ้าเสียใจย่อมสายเกินไป เจี่ยนฮวนรู้สึกระอาใจยิ่งนัก
เจียงเฉียวเฉียวอับอายยิ่งทว่ายังคงยืนหยัด "ศิษย์พี่เสิ่น ข้าเพียงเกรงว่าท่านจะหิว..."
เสิ่นจี้จือโกรธจนมิรู้จะว่าอย่างไร หลายวันมานี้เขามักจะ 'บังเอิญ' พบกับศิษย์น้องนางนี้อยู่เสมอ เขาจึงเดินอ้อมเจียงเฉียวเฉียวมายังอีกด้านของต้นไม้ และชนเข้ากับเจี่ยนฮวนที่แอบซุ่มอยู่พอดี
เจียงเฉียวเฉียวตามมาเห็นเข้า ใบหน้าอันงดงามพลันแสดงความตกตะลึง
เสิ่นจี้จือยื่นมือออกไปหาเจี่ยนฮวน เจี่ยนฮวนมองเขาสลับกับมองเจียงเฉียวเฉียว ก่อนจะรีบยัดห่ออาหารใส่มือเขาพลางชูนิ้วท่าเลข 'หก' แล้วโกยอ้าวหนีไปทันที
เฮ้อ ฉากชิงรักหักสวาทเช่นนี้มิเหมาะกับนางเลย วันหน้าหากกงเฟยหงเลี้ยงข้าว นางคงต้องให้เขาสั่งน้อยลง จะได้มิต้องเอามาส่งให้เสิ่นจี้จือจนกลายเป็ก้างขวางคอเช่นนี้
ยามวิกาล เจี่ยนฮวนนั่งดูสมุดบัญชีบนเตียง เมื่อเห็นตัวเลข 'หก' ที่เสิ่นจี้จือจดเพิ่มใหม่นางจึงล้มตัวลงนอนอย่างสบายใจ วันนี้อาหารมีขาหมูเพิ่มมาจึงแพงขึ้นเล็กน้อย
เสิ่นจี้จือทำงานงกๆ ตลอดทั้งวันเพื่อหาหินิญญา ยามนี้เขาจึงนั่งสมาธิเพื่อดูดซับปราณอยู่บนเบาะ เจี่ยนฮวนเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นมานั่งสมาธิบ้างเพื่อเสริมรากฐานขั้นเลี่ยนชี่ระดับหนึ่งให้นิ่ง
ครึ่งชั่วยามผ่านไป เสิ่นจี้จือลืมตาขึ้นมองไปยังเตียง "เ้าชักนำปราณสำเร็จแล้วรึ?"
เจี่ยนฮวนพยักหน้า "ใช่"
เสิ่นจี้จือ "..." เขาใช้เวลาถึงเจ็ดปีกว่าจะทำสำเร็จ ทว่านางกลับใช้เพียงวันเดียว
เสิ่นจี้จือตัดบทด้วยการดับเทียน "นอนเถิด"
เจี่ยนฮวนที่นอนมิหลับเอ่ยถามขึ้น "เสิ่นจี้จือ เราสร้างห้องเพิ่มอีกห้องมิได้รึ?"
"มิได้" เสิ่นจี้จือตอบเสียงเรียบ
"เพราะเหตุใด? ในเมืองหลินเซียนมีไม้ขาย เราไปซื้อมาสักวันก็ได้" นางยังมีหินิญญาเหลืออยู่บ้าง หนึ่งก้อนแลกได้ถึงสิบตำลึงเงิน ซื้อไม้ได้มากมายนัก
เสิ่นจี้จืออธิบายด้วยเสียงราบเรียบ "ในสำนักอวี้ชิงมีค่ายกลเลี่ยนชี่ ไม้ที่ใช้สร้างบ้านต้องเป็ไม้ปราณเท่านั้น ไม้ธรรมดาในเมืองใช้มิได้" ทว่าราคาไม้ปราณนั้น ทั้งเขาและนางล้วนมิมีปัญญาซื้อ
เจี่ยนฮวนกุมหน้าอก พลันเด้งตัวขึ้นมานั่ง "มิคงมิขอนอนแล้ว ข้าจะบำเพ็ญเพียร! ข้าต้องรีบโตไปหาเงินซื้อบ้าน!"
เสิ่นจี้จือ "..."
ห้องกลับสู่ความเงียบครู่ใหญ่ เจี่ยนฮวนถามขึ้นอีก "แล้วไม้ที่ใช้สร้างกระท่อมหลังนี้เล่า มาจากที่ใด?"
เสิ่นจี้จือเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ "รื้อมาจากยอดเขาถิงเจี้ยน"
ยอดเขานั้นเสิ่นจี้จือปล่อยเช่าให้ผู้อื่นเลี้ยงสัตว์ิญญาไปแล้ว เจี่ยนฮวนถามต่อ "แล้วไม้ที่เหลือเล่า?"
"ข้าขายไปหมดแล้ว" เสิ่นจี้จือตอบ
เจี่ยนฮวน "..." กะแล้วเชียว นิสัยเห็นแก่เงินเช่นนี้ นางมิแปลกใจเลยสักนิด!
