“มาช่วยกัน!” ติงเหว่ยไม่ยอมให้เขาแก้ตัวอีกต่อไป นางยกมือเรียกทหารหญิงสองสามคนเข้ามาหา “ผูกเขาไว้กับเชือกและโยนเขาลงไปในบ่อน้ำ ให้เขาได้ทำความสะอาดจิตใจของเขาเสีย!”
“เ้าค่ะ แม่นาง” กองทัพหญิงต่างก็มีชีวิตที่ทุกข์ทรมานและยากลำบากมามาก พวกนางสนิทสนมกันมากกว่าครอบครัวเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอวิ๋นหยาที่อายุยังน้อย ทุกคนต่างก็ถือว่านางเป็น้องสาว ตอนนี้นางถูกบีบบังคับให้ะโลงไปในบ่อน้ำเพื่อรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ พวกนางทุกคนอยากจะกัดเ้าสัตว์เดรัจฉานนั้นให้ตายเลยเสียด้วยซ้ำ เมื่อติงเหว่ยมาช่วยเรียกร้องความยุติธรรมให้ แน่นอนว่าพวกนางก็ปฏิบัติตามทันทีโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
ทหารชั่วคนนั้นถูกปลดเชือกออกจากเสาไม้ เขาพยายามจะวิ่งหนี แต่เหล่าทหารหญิงที่แม้จะมีกำลังน้อยกว่าผู้ชาย แต่พวกนางได้ฝึกซ้อมร่วมกับอวิ๋นอิ่งมาสักระยะหนึ่ง ดังนั้นพวกนางสองคนอย่างไรก็สามารถสู้กับชายหนุ่มหนึ่งคนได้ เพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็สามารถจับตัวเขาผูกไว้กับเชือกและแขวนเขาไว้เหนือบ่อน้ำได้อย่างแ่า
ผู้บัญชาการกองร้องคนนั้นอาจรู้สึกไม่สบายใจก็เลยพยายามจะเข้าไปขอความเมตตา ทว่าติงเหว่ยกลับชูมือขึ้นและสั่งการเสียงดังว่า “ปล่อยลงไป!”
ทหารหญิงสองคนปล่อยมือทันที เสียง “ตูม” ดังขึ้นเมื่อทหารเลวคนนั้นร่วงหัวทิ่มลงไปในบ่อน้ำ
ความเงียบงันที่ทำให้หายใจไม่ออก แม้ว่าจะมีคนมารวมตัวกันอยู่ข้างบ่อน้ำไม่ต่ำกว่าหลายร้อยคน แต่ในขณะนั้นกลับไม่มีเสียงใดๆ เลยสักนิดจนสามารถได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก
ในฤดูหนาวที่อากาศเย็นจัด น้ำที่หยดลงไปก็กลายเป็น้ำแข็ง การล้างหน้าในยามเช้าก็แทบจะต้องกัดฟันทน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถูกโยนลงไปในน้ำทั้งตัว โดยเฉพาะ…การที่หัวทิ่มลงไป ทำให้แม้แต่จะหายใจหรือดิ้นรนก็เป็ไปได้ยาก มันช่างเป็ความทรมานที่อยากจะมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้ อยากจะตายก็ไม่ตาย
“ดึงขึ้นมา!” ทุกคนต่างกังวลใจ ในที่สุดก็เห็นติงเหว่ยยกมือขึ้นเล็กน้อย ทหารหญิงสองคนช่วยกันหมุนรอกบนบ่อน้ำอย่างช้าๆ เสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ค่อยๆ ดังขึ้นราวกับจะบดขยี้ใจของทุกคน แต่ละคนก็หน้าซีดเผือดไปหมด
ในที่สุดทหารเลวที่ถูกมัดไว้ที่ปลายเชือกก็ถูกดึงขึ้นมาจากปากบ่อน้ำ ใบหน้าของเขาซีดเป็สีเขียวคล้ำด้วยความหนาวเย็น ทั้งตัวเปียกโชกและไอสำลักน้ำออกมาจากปาก แต่ไม่รู้ว่าเขาถูกความหนาวเย็นทำให้สติเลอะเลือนหรือเพราะยังมีอะไรบางอย่างที่เขายึดมั่น ทำให้เขายังคงด่าทอไม่หยุด “แค่กๆ นางสารเลว เ้ากล้า...แค่กๆ กล้าจับข้ากดน้ำหรือ เ้ารอข้าได้เลย...แค่กๆ!”
“เหอะ!” ติงเหว่ยหัวเราะเยาะอย่างเ็า สีหน้าของนางมีความเยือกเย็นยิ่งขึ้น “ดูท่าเวลาล้างน้ำเมื่อสักครู่คงจะน้อยเกินไป ไม่เพียงแต่ไม่สามารถล้างจิตสำนึกของเ้าให้สะอาดได้ แต่ปากของเ้ากลับยิ่งสกปรกยิ่งขึ้นไปอีก”
ผู้บัญชาการกองร้อยคนนั้นใจเต้นรัว เขาร้อนใจจนรีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อจะด่าทอทหารเลวคนนั้น ในสถานการณ์ที่เสี่ยงถึงชีวิตเช่นนี้ อย่างไรก็ควรต้องยอมอ่อนข้อเสียบ้าง
แต่ติงเหว่ยไม่ให้เขาได้มีโอกาสนั้น นางยกแขนเรียวยาวขึ้นอีกครั้ง “มัวรออะไรอยู่ ปล่อยลงไปอีก! จะได้ล้างต่อไป!”
“เ้าค่ะ แม่นาง!” ทหารหญิงสองคนดึงทหารเลวขึ้นมาอย่างยากลำบาก จากนั้นก็ปล่อยลงไปในบ่อน้ำอีกครั้ง
เสื้อผ้าฝ้ายของทหารเลวที่เปียกชุ่มนั้นหนักมาก เมื่อเขาตกลงไปในบ่อน้ำเสียงจึงดังกว่าครั้งแรก ทำให้สีหน้าของเหล่าทหารที่อยู่รอบๆ นั้นซีดลงกว่าเดิม
ผู้บัญชาการกองร้อยไม่มีทางเลือกจริงๆ เขาเป็คนแรกที่คุกเข่าลงเพื่อขอร้อง “แม่นาง ติงเอ้อร์โก่วเป็คนบ้านเดียวกันกับข้า ถึงแม้เขาจะประพฤติตัวไม่ดี แต่เขาก็เป็ลูกชายคนเดียวของบ้าน ขอความเมตตาจากท่านเห็นแก่พ่อแม่ที่แก่เฒ่าของเขา และยอมปล่อยเขาไปสักครั้งเถอะขอรับ”
ติงเอ้อร์โก่ว?
ติงเหว่ยรู้สึกขยะแขยงเมื่อได้ยินชื่อนี้ คาดไม่ถึงว่านางและคนลามกนี้จะมีบรรพบุรุษร่วมกันเมื่อห้าร้อยปีก่อน แต่นี่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่นางจะให้อภัยเขา!
ปัจจุบันกองทัพสามกองได้รวมตัวกัน มีทหารกล้าหลายหมื่นคน และทหารหญิงร้อยกว่าคนก็เหมือนกระต่ายในสวนเสือ หากไม่ระวังพวกนางอาจจะถูกกลืนกินได้อย่างง่ายดาย หากไม่กำจัดต้นตอแห่งความชั่วร้ายโดยสิ้นเชิง อีกไม่นานจะมี “อวิ๋นหยา” คนที่สองปรากฏขึ้นอีก
นางนำกองทัพหญิงออกมาจากไร่ พวกนางสามารถทนความลำบากได้ เพราะพวกนาง้ามีชีวิต ้าพิสูจน์คุณค่าของการมีอยู่ของพวกนางเพื่อแลกกับชีวิตที่ดีหลังา
แต่นี่ไม่รวมถึงการสละศักดิ์ศรีและความบริสุทธิ์ของพวกนาง!
วันนี้ถึงแม้จะต้องแลกด้วยชื่อเสียงของนางเอง หรือแม้แต่ต้องเผชิญกับการตำหนิจากกงจื้อิ นางก็จะยืนหยัดเพื่อปกป้องทหารหญิงเหล่านี้!
“ดึงขึ้นมา!”
ทหารเลวถูกดึงขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่มีแรงเหลือที่จะเถียงอย่างปากแข็งอีกต่อไป ริมฝีปากที่เปลี่ยนเป็สีม่วงมีแต่สั่นเทา และไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
“พี่สะใภ้หวัง ส่งคนกลับไปดูอวิ๋นหยาว่าเป็ตายร้ายดียังไง! ถ้าอวิ๋นหยายังมีชีวิตอยู่ก็ปล่อยสัตว์เดรัจฉานนี่ลงมา แต่ถ้าอวิ๋หยาตายก็ปล่อยมันลงไปแล้วไม่ต้องดึงขึ้นมาอีก!”
ติงเหว่ยลดชายแขนเสื้อลงเพื่อปิดบังมือที่สั่นเทา แต่ตอนที่สั่งการทหารหญิงน้ำเสียงของนางยังคงเยือกเย็น นางเชิดคางขึ้นสูงอย่างภาคภูมิ ไม่ยอมให้ตนเองแสดงท่าทีหวาดกลัวออกมาแม้แต่นิดเดียว
พี่สะใภ้หวังรับคำแล้วเตรียมจะวิ่งกลับไปที่กระโจม แต่ทันใดนั้น ผู้าุโเหว่ยกลับเดินมือไพล่หลังเข้ามาและพูดเสียงดังว่า “แม่นางน้อย อย่ากังวลไปเลย แม่นางน้อยคนนั้นยังไม่เสียชีวิต แต่ก็โดนความหนาวนานเกินไปทำให้มีอาการป่วยหลงเหลืออยู่ วันหลังถ้าจะแต่งงานมีครอบครัวเกรงว่ายากที่จะตั้งครรภ์ได้!”
ทหารหญิงทั้งหลายต่างดีใจเมื่อได้ยินใน่แรก แต่สุดท้ายก็มีน้ำตาคลอเบ้า หญิงที่ไม่สามารถมีลูกได้ ไม่สามารถสืบทอดตระกูลให้สามี ย่อมไม่อาจได้รับการปฏิบัติที่ดีได้ และถ้าข่าวนี้แพร่กระจายออกไป คงไม่มีใครยอมแต่งงานกับนาง อวิ๋นหยาเพิ่งจะอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น ชีวิตนี้นางจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่งพิงไปตลอดอย่างนั้นหรือ?
“ฮือๆ อวิ๋นหยาผู้น่าสงสาร!” หญิงคนหนึ่งที่มักจะเอ็นดูอวิ๋นหยาที่สุดร้องไห้ออกมา และวิ่งเข้าไปเตะทหารเลวที่ตัวแข็งทื่อจากความหนาวเย็น “สัตว์เดรัจฉาน! ข้าจะตีเ้าให้ตาย!”
ทหารเลวร้องโหยหวนด้วยความเ็ป ดูเหมือนเขาจะอยากตอบโต้แต่ก็ถูกมัดแน่นจนไม่สามารถทำอะไรได้
ใน่เวลานั้นเอง กงจื้อิก็นำทัพนายทหารจากกองทัพจูโจวมาถึง
เมื่อครู่เขารีบมาโดยไม่ได้สวมชุดเกราะ และเสื้อคลุมผ้าฝ้ายก็ใส่ผิดๆ ถูกๆ แต่ด้วยความเยือกเย็นและพลังอำนาจที่สะสมจากการทำศึกมายาวนานที่สะท้อนออกมาจากดวงตาของเขา เพียงเขากวาดตามองทุกคนรอบๆ อย่างเงียบๆ ก็ทำให้ทหารทั้งหลายต่างก็ต้องก้มหน้าลงด้วยความเคารพ
แม้ทหารหญิงจะรู้สึกว่าตนเองถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรม แต่เมื่อเห็นเขา พวกนางก็ถอยหลังไปสองสามก้าวเพื่อแสดงความเคารพ
มีแต่เพียงติงเหว่ย แม้ว่านางจะไม่ได้พบกับกงจื้อิเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืน แต่ในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย หากไม่ใช่เพราะนางยืนหยัดเพื่อกองทัพหญิงและตัดสินใจใช้อำนาจเกินหน้าที่ในการจัดการทหารชั่วคนนี้ เขาจะยังคงไม่ปรากฏตัวอยู่ดีใช่ไหม? เขาจะไม่สนใจว่านางโกรธเคืองเพราะเื่เมื่อวานหรือไม่ และจะไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติมเลยสักคำงั้นหรือ?
เมื่อคิดเช่นนี้ นางไม่เพียงแค่ไม่ยอมก้มหัว ทั้งยังเชิดคอขึ้นอีก ไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่น้อย
ในสายตาของกงจื้อิฉายแววความรู้สึกอ่อนใจและขบขัน เขาอยากจะกอดนางไว้ในอ้อมแขน ไม่ว่านางจะโกรธจริงๆ หรือแค่แสร้งทำเป็โกรธก็ตามเขาก็จะไม่ปล่อยนางไป เพื่อไม่ให้นางมากวนใจเขาในความคิดตลอดทั้งคืนจนทำให้เขาเสียสมาธิและหงุดหงิด
แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการพูดคุย ผู้บัญชาการกองร้อยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินเข้ามาคุกเข่าข้างหนึ่งเพื่อรายงาน แต่กงจื้อิยกมือขึ้นสั่งเบาๆ ว่า “ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าได้ถามมาแล้วระหว่างทาง”
เขาหันกลับมาและกวาดสายตามองทหารรอบๆ อีกครั้งก่อนจะกล่าวด้วยเสียงเ็า “เมื่อครั้งที่กองทัพหญิงเข้ามาในค่าย ข้าได้แจ้งให้ทุกคนทราบแล้วว่า หากมีผู้ใดบังอาจล่วงเกินพวกนาง จะต้องถูกตัดหัวอย่างไม่ละเว้น แต่นี่เป็ครั้งแรกที่ทหารจากกองทัพจูโจวกระทำผิดและพวกเขาไม่ทราบถึงคำสั่งก่อนหน้า ดังนั้นข้าจะลงโทษเขาด้วยการเฆี่ยนยี่สิบทีและขับไล่ออกจากค่าย หากใครฝ่าฝืนอีกครั้งข้าจะไม่ปรานี! นอกจากนี้ กองทัพหญิงที่ดูแลทหาราเ็เป็อย่างดี ล้วนมีความเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย ข้าจะมอบเงินเดือนสองเท่าให้ทุกคนในเดือนนี้ ส่วนอวิ๋นหยาที่ถูกทำให้ใจะได้รับเงินสิบตำลึงและพักฟื้นเป็เวลาหนึ่งเดือน”
“ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่!” ทหารทั้งหมดคุกเข่าลงพร้อมกันเพื่อแสดงความเคารพ ในใจรู้สึกว่าการลงโทษนี้มีความยุติธรรม พวกเขาได้ยินมานานแล้วว่าท่านแม่ทัพใหญ่มีวินัยที่เข้มงวดมาก ในทุกครั้งที่กองทัพผ่านไป หากมีทหารคนใดก่อกวนประชาชน จะได้รับโทษอย่างหนัก หากกล้าทำร้ายภรรยาหรือบุตรสาวของประชาชนจะถูกตัดหัวทันที กรณีนี้แม้จะเกิดขึ้นในค่ายทหาร แต่กงจื้อิก็ยังแสดงความยุติธรรมและรักษาความสงบในค่ายเอาไว้ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ถือว่ายุติธรรม
แม้เหล่าทหารหญิงจะโกรธทหารเลวคนนั้นมาก แต่พวกนางก็ไม่ได้คิดที่จะเอาชีวิตเขาจริงๆ อย่างไรอวิ๋นหยาก็ยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าอวิ๋นหยาได้รับการชดเชย และพวกนางเองก็จะได้รับเงินเดือนสองเท่า ความโกรธในใจของพวกนางก็สงบลงอย่างรวดเร็ว และพวกนางก็คุกเข่าลงขอบคุณพร้อมกัน
ติงเหว่ยลอบกลอกตาและพึมพำเบาๆ ว่า “ใช้เงินทองเพื่อเอาชนะใจคน”
หูของกงจื้อิขยับเล็กน้อย รอยยิ้มในดวงตาของเขาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
แม่ทัพหลายคนของกองทัพจูโจวที่มีไหวพริบรีบโบกมือสั่งให้ทหารทั้งหมดแยกย้ายกันไป และดึงผู้บัญชาการกองร้อยที่พยายามขอความเมตตาออกไปอย่างรวดเร็วด้วย เหล่าทหารทั่วไปอาจจะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ในฐานะที่พวกเขาคลุกคลีกับทางการมาหลายปีย่อมรู้ดีว่ามีบางอย่างแปลกๆ ท่านแม่ทัพใหญ่พูดถึงแต่การลงโทษทหารที่ทำผิดและการให้รางวัลทหารหญิงที่ถูกข่มเหงรังแก แต่กลับไม่พูดถึงหญิงสาวที่ลงโทษทหารเลวเกินอำนาจหน้าที่เลยแม้แต่น้อย
ใครจะไปเชื่อว่าเื่นี้ไม่มีอะไรแอบแฝง? ถ้าใครกล้าพูดอย่างนั้น ต่อให้ถูกตีจนตายเขาจะไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด!
ทหารเ่าั้มาด้วยความรวดเร็วและจากไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน ไม่นานนักบริเวณข้างบ่อน้ำก็เหลือเพียงติงเหว่ยและกงจื้อิ แน่นอนว่ายังมีผู้าุโเหว่ยที่กลัวว่าศิษย์ของเขาจะเสียเปรียบอยู่ด้วย แต่กงจื้อิดูเหมือนจะมีประสบการณ์จากการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน เขาจึงรีบดึงเอาเสื้อคลุมออกมาคลุมตัวติงเหว่ย แล้วพานางออกไปโดยไม่ให้ผู้าุโเหว่ยมีโอกาสแทรกแซง
ผู้าุโเหว่ยโกรธจนถลึงตาใส่และเป่าหนวด เขาอยากจะตามไป แต่ก็กลัวว่าจะเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นและทำให้ศิษย์ของเขาอับอาย ดังนั้นจึงทำได้เพียงแอบด่ากงจื้อิว่าเป็จิ้งจอกที่เกิดใหม่ แล้วก็เดินจากไปด้วยความแค้นใจ
ติงเหว่ยถูกกอดใต้เสื้อคลุมและพามาที่เรือนหลังของที่ว่าการ หลายครั้งที่นางพยายามดิ้นรนแต่ไม่สำเร็จ และด้วยผู้คนที่ผ่านไปมาบนถนน นางจึงต้องอดทนไว้ ไม่ง่ายเลยกว่าที่พวกเขาจะมาถึงห้อง นางรีบดึงเสื้อคลุมออกและะเิอารมณ์ออกมา
“ท่านแม่ทัพใหญ่ บุคคลสำคัญเช่นท่านไม่ควรมาเหยียบที่ต่ำๆ ท่านมาผิดที่หรือเปล่า?”
“เหว่ยเอ๋อร์” กงจื้อิเห็นว่าในห้องไม่มีคนอื่นอยู่ จึงก้าวเข้ามากอดนางอีกครั้งพร้อมกับยิ้มอย่างฝืนๆ ว่า “ถ้าเ้ามีอะไรไม่พอใจเ้าก็รีบพูดออกมาได้เลย ทำไมต้องพูดจาให้เ็ปเช่นนี้?”
“ฮึ ข้านะหรือใจร้าย?” ติงเหว่ยคิดถึงเมื่อวานที่เห็นฉู่ชีซีะโเข้าสู่อ้อมแขนของเขา ความรู้สึกปวดร้าวเหมือนโดนมีดกรีดในใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง นางอดไม่ได้ที่จะโกรธขึ้นมา “ท่านแม่ทัพเพิ่งจะสังเกตว่าข้าใจร้ายอย่างนั้นหรือ ข้ายินดีด้วยที่ท่านไม่ต้องทนถูกข้าหลอกลวงอีกต่อไป ท่านไปหาหญิงสาวที่แสนงดงามและอ่อนโยนเถอะ ปล่อยให้ข้าเป็คนใจร้ายต่อไปก็ดีแล้ว!”
ทั้งสองคนใช้เวลาอยู่ด้วยกันเกือบสองปี และวันนี้เป็ครั้งแรกที่กงจื้อิเห็นติงเหว่ยแสดงความโกรธออกมา เขาเองก็รู้สึกประหลาดใจ เมื่อคิดถึงเื่เมื่อวาน เขาเองก็รู้สึกผิดอยู่หลายส่วน ดังนั้นจึงอดทนและอธิบายว่า “แม่นางฉู่...เป็ลูกสาวของเพื่อนเก่า ข้าไม่มีเจตนาเป็อื่นต่อนาง นอกจากนี้ เมื่อวานข้าได้พูดกับท่านแม่ทัพาุโฉู่อย่างชัดเจนแล้ว เ้าไม่ต้องกังวล”
“จริงหรือ?”
ความจริงแล้วในหลายๆ ครั้ง ผู้หญิงไม่ได้ไม่เข้าใจความจริง แต่พวกนางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหึงหวง เหมือนกับมีคนมาแย่งของรักของพวกนางโดยไม่ได้รับอนุญาต พวกนางมักจะแสดงความไม่พอใจเพื่อบอกให้โลกรู้ว่าพวกนางก็รู้สึกน้อยใจ
ติงเหว่ยก็เป็เช่นนั้นในขณะนี้ แม้ว่าในใจนางจะเข้าใจทุกอย่างชัดเจน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะระบายความโกรธออกมา
แม้ว่ากงจื้อิจะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่เขาก็รู้สึกยินดีที่เห็นนางเป็เช่นนี้ เขากอดนางแน่นขึ้นและฝังใบหน้าลงบนไหล่ของนาง และตอบด้วยเสียงหนักแน่นว่า “แม่ทัพใหญ่เช่นข้าจะโกหกได้ยังไง? ในใจข้ามีเ้าเพียงคนเดียว ไม่ว่าเวลาไหนก็จะเป็เช่นนี้เสมอ”
ติงเหว่ยรู้สึกจั๊กจี้จากลมหายใจอุ่นๆ ของเขาที่พ่นออกมาััผิวของนาง ทำให้นางขยับตัวเล็กน้อยด้วยความไม่สบาย แต่ในใจกลับรู้สึกหวานชื่นอย่างบอกไม่ถูก ถึงกระนั้นนางก็ยังคงปากแข็งอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ “พูดได้น่าฟังจริงๆ ใครจะไปรู้ว่าวันหลังอาจมีคนอย่างหลิวปาสี่ หรือเฉินจิ่วเหม่ยโผล่มาอีกในอนาคต!”
