ชาร์ลส์และเซบาสเตียนเดินทางกลับจากแดนลับแล หลังจากได้สำรวจดินแดนอันเต็มไปด้วยความพิศวงและเื่ราวน่าค้นหาจนหนำใจ พวกเขานั่งรถม้ากลับไปที่กรมปราบปรามและป้องกันภัยเหนือธรรมชาติ เพื่อส่งคืนพาหนะ จากนั้นทั้งคู่ก็แยกย้ายกันกลับบ้านของตน
เมื่อมาถึงบ้าน ชาร์ลส์เห็นคุณนายวิลสันเพื่อนบ้านกำลังอยู่ในสวน เขาจึงร้องทักทายเธอ
"สวัสดียามเย็นครับคุณนายวิลสัน กำลังดูแลสวนอยู่เหรอครับ ดึกป่านนี้แล้ว"
คุณนายวิลสันหันไปยิ้มให้ พร้อมตอบกลับอย่างเป็กันเอง
"สวัสดีจ้ะชาร์ลส์ ฉันออกมาดูดอกมะลิกลางคืนน่ะ ว่ามันบานหรือยัง อ้อ นี่มีจดหมายมาส่งตอนที่เธอยังไม่กลับ ฉันเลยเอาใส่กล่องจดหมายให้แล้ว"
"ขอบคุณมากครับที่บอกให้ทราบ งั้นผมขอตัวไปดูในกล่องก่อนนะครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ" ชาร์ลส์โค้งให้เธออย่างสุภาพ ก่อนจะเดินไปที่กล่องจดหมาย
เขาสังเกตเห็นว่าจดหมายฉบับนี้ถูกห่อด้วยกระดาษอย่างดี และมีตราปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งบนซองอย่างเป็ทางการ ซึ่งไม่ค่อยจะพบเจอได้บ่อยนัก
หลังจากหยิบมาแล้ว ชาร์ลส์ก็รีบเดินเข้าไปในบ้าน ตรงดิ่งสู่ห้องนอนของตน วางจดหมายปริศนาลงบนโต๊ะทำงาน แต่ยังไม่ได้เปิดอ่านในทันที
เขาถอนหายใจ นั่งลงบนเก้าอี้ สมองหมุนวนคิดทบทวนถึงเื่ราวต่าง ๆ ที่พบเจอในแดนลับแล สัตว์ประหลาด ผู้คนแปลกหน้า วัตถุลึกลับวิเศษสารพัด ทุกภาพยังคงตราตรึงชัดเจน
ไม่รู้เป็เพราะสิ่งเ่าั้ครอบงำความสนใจไปหมดหรืออย่างไร กระทั่งความขุ่นเคืองที่โรแลนด์ถูกปล่อยตัวไปก่อนสอบปากคำ ตอนนี้เขากลับรู้สึกจางลงไปมาก เหลือเพียงความฉุนเฉียวเล็ก ๆ ค้างอยู่ในอก
แต่พอย้อนคิดไปถึงการกระทำของโจเซฟ ที่เลือกจะพูดว่าให้ไปดูด้วยตนเอง และยังพูดกระตุ้นความอยากรู้เพิ่มเข้าไปอีกนั้น
สงสัยว่ามันจะแค่ข้ออ้างเพื่อให้เขาเบี่ยงเบนความสนใจ ไม่ให้หมกมุ่นอยู่กับอารมณ์เดือดดาลกับคำสั่งที่ไร้เหตุผลนั่นหรือเปล่า?
การปล่อยตัวโรแลนด์ในจังหวะนี้ มันเหมือนทำให้ความพยายามที่เสี่ยงชีวิตของพวกเขากลายเป็เื่ไร้ความหมาย การขาดหายไปของข้อมูลสำคัญทำให้เขารู้สึกว่างเปล่า เหมือนสูญเสียบางอย่างไป
แต่ในอีกแง่หนึ่ง ความมหัศจรรย์ที่ได้พบเจอ การได้ัักับอีกด้านหนึ่งของโลกที่ไม่เคยรู้มาก่อน มันก็สร้างความรู้สึกตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นชนิดที่ไม่อาจปฏิเสธ
ความรู้สึกทั้งสองตีกันอยู่ภายในจิตใจ แต่สุดท้ายแล้ว ความตกตะลึงในแดนลับแลที่เพิ่งผ่านพ้นมา ก็ดูจะมีมากกว่าอยู่พอสมควร
ชาร์ลส์ผ่อนลมหายใจออกมายาว ความโกลาหลวุ่นวายในจิตใจเริ่มสงบลงบ้างแล้ว เขาหยิบจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา กระดาษเนื้อดีและตราประทับจากขี้ผึ้งทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าใครกันที่ส่งมันมา
ด้วยความสนใจ เขาจึงแกะซองออกและกวาดตาอ่านข้อความข้างใน มันเขียนว่า...
"ถึงท่านผู้ทรงเกียรติ นักสืบ ชาร์ลส์ เรเวนส์ครอฟต์ ด้วยความเคารพอย่างสูง
ข้าพเ้าขอถือโอกาสนี้เชิญท่านมายังงานเลี้ยงมื้อค่ำที่จะจัดขึ้นที่คฤหาสน์ของข้าพเ้า ในสามวันจากนี้ ณ เวลายามเย็น
งานเลี้ยงนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของอาณาจักร และการกลับมาของเหล่าทหารกล้า ข้าพเ้าจัดงานในครั้งนี้เพื่อมิตรสหายและผู้ที่อาจเป็มิตรสหาย และข้าพเ้าจะยินดีอย่างยิ่งหากท่านสามารถให้เกียรติมาร่วมงานกับเรา
ข้าพเ้าหวังว่าท่านจะสามารถร่วมเป็เกียรติในงานเลี้ยงครั้งนี้ และร่วมสนทนาพบปะกับแขกผู้ทรงเกียรติท่านอื่น ๆ ในบรรยากาศที่เป็กันเองและอบอุ่น
หากท่านยินดีที่จะเข้าร่วม โปรดแจ้งข้าพเ้าภายในสองวันก่อนถึงวันงาน เพื่อที่ข้าพเ้าจะได้เตรียมการต้อนรับท่านอย่างสมเกียรติ
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
คริสโตเฟอร์ ดาร์ซี่
ที่จัดงานคฤหาสน์ตระกูลดาร์ซี่"
ชาร์ลส์วางจดหมายลงบนโต๊ะ ขบคิดถึงเนื้อหาข้างใน มันเป็จดหมายเชิญตัวเขาไปร่วมงานเลี้ยงของขุนนางผู้หนึ่งในอีกสามวัน
ในใจเขายังคงลังเลว่าควรจะตอบรับหรือปฏิเสธไป เพราะยังมีภารกิจสำคัญคือการตามหาไมเคิลรออยู่ แต่ในขณะเดียวกัน การปฏิเสธคำเชิญจากตระกูลชั้นสูงก็อาจนำมาซึ่งปัญหาได้
เนื่องด้วยสถานะสังคมที่แตกต่างกัน เขาในฐานะสามัญชนธรรมดา การหยามน้ำใจของขุนนางอาจถูกมองว่าเป็การเสียมารยาทได้ง่าย ซึ่งจะทำให้เกิดความขุ่นเคืองต่อเขาและขุนนางผู้นั้น
ถึงแม้ชาร์ลส์เพิ่งกลับถึงบ้าน ร่างกายและจิตใจปรารถนาจะผ่อนคลายเป็ที่สุด แต่เื่ราวของจดหมายเชิญนี้ก็ยังคงหมกมุ่นอยู่ในหัว ทำให้เขาตัดสินใจได้ยาก
สุดท้ายแล้ว หลังจากชั่งน้ำหนักไปมาอยู่พักหนึ่ง เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ตกลงใจว่าจะไปขอลางานกับเอ็ดเวิร์ดในวันพรุ่งนี้ดู
หากเอ็ดเวิร์ดไม่อนุญาตเขาก็จะมีเหตุผลสมควรในการปฏิเสธคำเชิญ แต่หากได้รับอนุมัติ เขาก็คงจำใจต้องไปปรากฏตัวในงานเลี้ยงนั้น
แต่ในใจลึก ๆ ชาร์ลส์ก็หวังว่าเอ็ดเวิร์ดจะไม่ยินยอมให้เขาหยุดงานมากกว่า เพราะเขาไม่อยากต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวในวงสังคมอันซับซ้อนของชนชั้นสูงเท่าไรนัก
ยิ่งเมื่อพูดถึงเหล่าขุนนาง มักมีทั้งพันธมิตรที่คอยอุ้มชูและศัตรูที่พร้อมจะขัดแข้งขัดขา หากเขาเผลอไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ก็จะต้องกลายเป็เป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามไปโดยปริยาย
นั่นจะนำพามาซึ่งความยุ่งยากโดยไม่จำเป็ และทำให้เขามีศัตรูเพิ่มขึ้นอีก
แต่มิตรภาพที่มีกับโจเซฟนั้นต่างออกไป เพราะพวกเขาคบกันในฐานะเพื่อนที่ไว้ใจกันและกัน หาใช่คบหากันด้วยผลประโยชน์
อีกทั้งในใจลึก ๆ ชาร์ลส์ก็คาดหวังอยู่เงียบ ๆ ว่าเอ็ดเวิร์ดคงอนุมัติให้พักงานไม่ได้ เพราะตอนนี้พวกเขายังคงอยู่ระหว่างภารกิจสำคัญในการค้นหาตัวไมเคิล ซึ่งยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลงง่าย ๆ
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง ดวงตาหรี่มองจดหมายฉบับนั้นเหมือนจ้องมองศัตรูตัวฉกาจ
สุดท้าย ชาร์ลส์ก็วางมันลงบนโต๊ะ หันหลังเดินห่างออกไป ปล่อยร่างกายให้ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม หวังว่าจะได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มสักคืน ก่อนจะออกเผชิญหน้ากับปัญหาและความวุ่นวายทั้งหลายในวันรุ่งขึ้น
เขาหลับตาลง คิดทบทวนทุกอย่างที่ผ่านมาในวันนี้ พลางหวังลึก ๆ ว่าพรุ่งนี้หัวหน้าจะบอกปัดคำขอลางานของเขาไปเสีย
……
"ได้สิ อนุญาต"
ในห้องทำงานของเอ็ดเวิร์ด ชาร์ลส์มึนงงไปชั่วขณะ เขานึกว่าหัวหน้าจะไม่ให้เขาลางานซะอีก แต่กลับเห็นชอบอย่างง่ายดาย
ระหว่างนั้น เอ็ดเวิร์ดก็หยิบจดหมายขึ้นมาอีกฉบับ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับที่ชาร์ลส์ได้รับ เป็จดหมายเชิญไปงานเลี้ยงเช่นกัน
จากนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เอ็ดเวิร์ดหันสายตาไปมองทางประตู "เข้ามา"
บานประตูเปิดออก เผยเห็นชายร่างสูงสง่าเดินเข้ามา โจเซฟเห็นชาร์ลส์ในห้องจึงกล่าวทักทาย "วันนี้มาเช้านะเนี่ย ว่าแต่นายมาหาหัวหน้าทำไม?"
"มาลางานนะ" จากนั้นชาร์ลส์ก็หยิบจดหมายของตนเองบนโต๊ะของเอ็ดเวิร์ดขึ้นมาแสดงให้ดู "ฉันได้รับจดหมายเชิญไปงานเลี้ยง"
โจเซฟเห็นจดหมายในมือของเพื่อน ก็ยิ้มออกมา "บังเอิญจริง ฉันก็มาลางานเหมือนกัน" และแสดงจดหมายที่คล้ายกันให้ดู
เอ็ดเวิร์ดมองจดหมายในมือของหลานชายสลับกับในมือของชาร์ลส์ เขาพยักหน้า "ถ้าอย่างนั้นก็ลาพร้อมกันทั้งคู่นั่นล่ะ และโจเซฟฉันฝากดูแลอิซาเบลด้วย ฉันจะส่งเธอไปร่วมงานแทน"
"แล้วหัวหน้าไม่ไปด้วยหรือครับ" ชาร์ลส์ถามด้วยความสงสัย
"ฉันยังไม่ว่างไปนะสิ ต้องจัดการงานจุกจิก หลังจากการทลายองค์กรแปลอักษร ตอนนี้ยังติดพันกับการสอบปากคำสมาชิกที่จับมาได้ไม่เสร็จเลย"
เมื่อมีการพูดถึงองค์กรแปลอักษร ชาร์ลส์จึงถามออกไปว่า "ได้ข้อมูลอะไรมาบ้างหรือเปล่าครับ? อย่างเื่ที่ว่าทำไมพวกเขาตามหาไมเคิล?"
แต่พอพูดจบ เขากลับรู้สึกลังเลขึ้นมาอีกครั้ง กลัวว่าข้อมูลพวกนั้นจะเป็ความลับ จึงเสริมว่า "แต่ถ้าเป็ความลับก็ไม่เป็ไร ไม่ต้องบอกผมก็ได้"
เอ็ดเวิร์ดปฏิเสธ "ข้อมูลพวกนั้นไม่ได้เป็ความลับอะไรขนาดนั้น" จากนั้นก็เล่าว่า
"ที่พวกนั้นตามหาไมเคิล เพราะได้รับข้อมูลมาว่า ไมเคิลมีสูตรยาวิเศษจากยุคโบราณที่ทำให้แบ่งร่างเสมือนได้ จึงออกตามหาตัวเขา"
ชาร์ลส์จึงถามต่อ "แล้วพวกนั้นไม่สงสัยในความน่าเชื่อถือของข้อมูลบ้างเหรอ เพราะมันอาจเป็แค่การหลอกก็ได้"
"ฉันก็คิดแบบนั้น เลยพยายามล้วงข้อมูลเพิ่ม ปรากฏว่าคนที่บอกข้อมูลให้พวกเขา รู้จักรหัสลับและช่องทางติดต่อภายในขององค์กร พวกนั้นจึงคิดว่าเป็พวกเดียวกัน ส่วนเื่ที่ซ่อนตัวของไมเคิล พวกเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน"
"ที่เล่ามาเป็ข้อมูลทั้งหมดที่เรารู้ในตอนนี้แล้ว ฉันจึงจำเป็จะต้องทำการล้วงข้อมูลกับสมาชิกคนอื่นเพิ่มอีก แต่ถ้ามีอะไรคืบหน้าฉันจะแจ้งให้พวกเธอทราบเอง"
"ขอบคุณครับหัวหน้า"
ส่วนทางด้านของโจเซฟนั้นเขาก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ที่เขามาในห้องนี้เพื่อที่จะลางาน บัดนี้ธุระของเขาเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้ขอตัวออกจากห้องไปพร้อมกับชาร์ลส์
แต่เพิ่งจะปิดประตู ชาร์ลส์ก็นึกเื่สำคัญขึ้นมาได้ นั่นคือเขาไม่เคยไปงานระดับนี้มาก่อน จึงไม่รู้ว่าควรตอบจดหมายหรือเตรียมตัวอย่างไร
ชาร์ลส์คิดจะไปปรึกษาคนที่รู้เื่นี้ดีที่สุด ซึ่งก็คือโจเซฟ เพื่อนสนิทของเขานั่นเอง
เขาหันไปคุยกับสหายเพิ่งเดินออกมาจากประตู "โจเซฟ ฉันขอคำแนะนำจากนายหน่อยได้ไหม? เกี่ยวกับงานเลี้ยงน่ะ..."
โจเซฟหันไปทางเพื่อนรัก เขาเดินมาเคียงข้างชาร์ลส์ "เื่อะไรล่ะ?"
"ฉันเพิ่งนึกได้ว่าไม่รู้จะตอบรับคำเชิญยังไงเลย ต้องใช้คำพูดแบบไหนดี?" ชาร์ลส์กุมขมับ ท่าทางกังวล "แล้วยังเื่ชุดที่จะใส่ไปงานอีก"
ทั้งคู่เดินออกจากห้องทำงานมาด้วยกัน เลขานุการสาวที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าห้อง เงยหน้าขึ้นมองเมื่อเห็นทั้งสองเดินผ่านมา ดวงตาสีเขียวมรกตเป็ประกายสงสัยเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของทั้งคู่ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร
สองสหายเดินผ่านโต๊ะเธอไป ก่อนจะหยุดแล้วหันกลับมาทักทายตามมารยาท เธอทักทายตอบส่งยิ้มให้ทั้งสองกลับไป ไม่จำเป็ต้องเอื้อนเอ่ยคำพูดใด ๆ แต่มารยาทที่พึงมีต้องควรรักษาไว้
โจเซฟหันมาตอบคำถามของชาร์ลส์ต่อ "อ๋อ เื่นั้นง่ายมาก แค่ส่งจดหมายสั้น ๆ ระบุว่า 'ข้าพเ้ายินดีและเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยง…' หรืออะไรทำนองนั้น ส่วนเื่การแต่งตัวเดี๋ยวฉันช่วยเอง" เขาตอบยิ้ม ๆ
"ถ้าช่วยเื่เขียนจดหมายตอบกลับก็พอแล้ว ไม่จำเป็ต้องลำบากเพิ่มอีกหรอก"
โจเซฟส่ายหน้า "ไม่ได้ ความประทับใจแรกนั้นสำคัญนะ และยิ่งในงานเลี้ยงของสังคมชั้นสูงที่รักชื่อเสียงและหน้าตามากแล้วด้วย"
"แต่ว่า"
"ไม่แต่อะไรทั้งนั้นแหละ เดี๋ยวเราออกไปเลือกซื้อเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายให้นายกัน ส่วนเื่ค่าเสื้อผ้าฉันจะออกให้ก่อนไว้ค่อยมาคืนทีหลังก็ได้ คนขี้งกอย่างนายได้หน้าเขียวแน่ถ้าต้องจ่ายค่าเสื้อผ้าราคาแพงทันที"
"ว่าใครขี้งก อย่ามากล่าวหากันนะโว้ย"
"แล้วมันจริงไหมล่ะ ไอ้คนที่พอรู้ว่าสามารถเบิกค่าเดินทางได้ ก็เริ่มคำนวณค่ารถมาทั้งเดือนทันที"
"..." ชาร์ลส์พูดไม่ออก แล้วมันก็เป็ความจริงซะด้วย
