ความจริงแล้ว พวกขุนนางหรือกองกำลังทหารรับจ้างต่างรู้สึกไม่ดีเท่าไรที่เห็นคนของาาแซมบอร์ดเผาอาคารและโรงงานในสำนักงานใหญ่ของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต เดิมทีพวกเขาคิดว่าต่อให้ยอดฝีมืออย่างาาแซมบอร์ดลงมือกวาดล้างกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตด้วยตัวเอง ฝ่ายเมืองแซมบอร์ดก็น่าจะได้รับความเสียหายหนัก ดังนั้นจึงสมควรที่จะได้รับการชดเชยมากที่สุด แต่ใครจะไปรู้ว่า คนของเมืองแซมบอร์ดจะสามารถกวาดล้างกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตได้ง่ายดายแบบนี้ ทำให้ตอนนี้พวกเขาเริ่มรู้สึกเสียใจที่ก่อนหน้านี้ยอมตกลงรับข้อเสนอนั้นไป ในเมื่อสามารถหาเหตุผลมาอ้างเพื่อเพิ่มผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองได้อีกหน่อยทำไมพวกเขาจะไม่ทำ
มีเพียงแพรีส ปัฟลูย์เชนโค สาวชุดม่วง ผู้พิทักษ์หอการค้าโซรอสและนักบวชบาเรซีเท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยและไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
คนเหล่านี้ต่างเฝ้ามองการต่อสู้ก่อนหน้านี้อย่างใกล้ชิดด้วยตาของตัวเอง ั้แ่ต้นจนจบ องค์าาอเล็กซานเดอร์ไม่เคยปรากฏตัวออกมาเลยสักครั้ง อาศัยแค่ยอดฝีมือที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขาไม่กี่คนก็สามารถกวาดล้างกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตที่แข็งแกร่งลงได้ แต่ละคนต่างมีทักษะและความสามารถที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะนักเวทที่สวมหน้ากากสีดำคนนั้น พลังของเขาร้ายกาจมากจนทำให้ทุกคนทึ่งจนพูดไม่ออก าาแซมบอร์ดก็เป็ยอดฝีมือที่หาจับตัวได้ยาก ความแข็งแกร่งที่ชาวแซมบอร์ดแสดงออกมาในวันนี้ก็น่าทึ่ง กองกำลังของเมืองแซมบอร์ดสามารถต่อต้านกองกำลังของตระกูลชนชั้นสูงที่เก่าแก่ในเมืองหลวงได้อย่างสบายๆ สำหรับกองกำลังใหญ่ๆ ที่ชาญฉลาดนั้น พวกเขารู้ดีว่าผลประโยชน์สามสิบเปอร์เซ็นต์นี้เป็เพียงเื่เล็กน้อยเท่านั้น ถ้าสามารถดึงกองกำลังใหม่ที่แข็งแกร่งแบบนี้เข้ามาเป็พวกได้ ผลประโยชน์เล็กน้อยตรงหน้านับเป็อะไรได้
ผู้พิทักษ์หอการค้าโซรอสเองก็ไม่ได้มีความสนใจในสมบัติพวกนี้ เพียงแต่ว่า หลังจากที่ได้อ่านรายงานของแฮร์รี่ เรดแนปป์แล้ว พวกเขาก็เกิดความสนใจในตัวาาแซมบอร์ดคนนี้ขึ้นมา ดังนั้น ในฐานะผู้พิทักษ์ของหอการค้าโซรอสสาขานี้ ลอเดอโน่จึงลงมาสังเกตการณ์ความแข็งแกร่งของซุนเฟยด้วยตัวเอง
ส่วนนักบวชบาเรซียังคงก้มหน้าลง คล้ายกับว่ากำลังสวดภาวนาอะไรสักอย่าง ปากของเขาพึมพำเสียงเบาไม่หยุด ท่าทางไม่ยินดียินร้าย เหมือนจะวางตัวเป็กลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
คนที่มองเห็นภาพรวมต่างพากันเงียบทั้งหมด
องค์ชายคริสโตเฟอร์เป็เหมือนตัวตลกที่มีแต่ความทะเยอทะยาน เขาไม่ยอมล้าหลังพวกพี่ๆ องค์ชายหนุ่มคนนี้พยายามชักจูงกองกำลังต่างๆ เข้ามาเป็พวก และคอยผลักดันตัวเองให้ก้าวขึ้นไปเทียบชั้นองค์ชายใหญ่กับองค์ชายรองเพื่อให้มีคุณสมบัติและโอกาสสืบทอดราชบัลลังก์ หากเขาบังเอิญได้ตัวองค์าาแซมบอร์ดไปเป็พวก บางทีสถานการณ์อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืน น่าเสียดายที่โอกาสทองอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ แต่เขากลับไม่รู้จักคว้าโอกาสนั้นไว้ ทั้งยังผลักดันให้าาแซมบอร์ดยืนอยู่คนละฝั่งกับตัวเองอีก
คนแบบนี้มักจะเข้าใจว่าตัวเองนั้นสูงส่ง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเป็เพียงแค่โคลนตมเท่านั้น ดูเหมือนว่าชั่วชีวิตนี้ของเขาคงไม่มีโอกาสได้ราชบัลลังก์แน่ๆ
หากกองกำลังหรือขุุนนางที่ให้การสนับสนุนองค์ชายสี่ได้มาเห็นองค์ชายคริสโตเฟอร์พยายามแตกหักกับาาแซมบอร์ดแล้วล่ะก็ พวกเขาคงไม่อาจมีความสุขได้อีกแน่ๆ
การศึกไม่หน่ายอุบาย นี่สิการเมืองของเมืองหลวง
ซุนเฟยไม่รู้สึกถึงเบื้องลึกเื้ันี้ เขาแค่รู้สึกไม่ชอบขี้หน้าขององค์ชายหนุ่มตรงหน้าเท่านั้นเอง เขาแสยะยิ้มเล็กน้อยในขณะที่ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พลางจ้องหน้าองค์ชายสี่ไปด้วย เขายกมือกอดอกแล้วพูดว่า “อืม พูดได้ดี ถ้าอย่างนั้น เ้าจะจัดการอย่างไร?”
“วิธีจัดการง่ายจะตายไป อย่างแรก ส่วนแบ่งของเมืองแซมบอร์ดจะต้องนำมาหักล้างกับความเสียหายของสิ่งก่อสร้างที่ถูกไฟเผาจนมอดไหม้ ความจริงแล้ว ความเสียหายนี้ฝ่ายเ้าเป็คนสร้างเองแท้ๆ ก็ไม่น่าจะต้องมาให้พวกข้าร่วมรับผิดชอบไปด้วยเลยนี่”
องค์ชายสี่มองหน้าซุนเฟยแล้วพูดออกมาอย่างช้าๆ
ตอนนี้เอง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความองอาจสง่างามก็ได้ฟื้นคืนกลับมา เขาคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทุกอย่าง เขามองซุนเฟยด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนหน้านี้เพราะเขาถูกพลังที่น่ากลัวของซุนเฟยเข้ากดดันทำให้เสียหน้าต่อหน้าทุกคน แต่ตอนนี้ความหงุดหงิดที่ไม่กล้าพูดออกไปในตอนนั้นได้สลายไปแล้ว องค์ชายสี่รู้ดีว่าคนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่มีฐานะอะไร ตราบใดที่คนเหล่านี้เคลื่อนไหวและให้การสนับสนุนเขา เขาก็ไม่จำเป็ต้องกลัวซุนเฟย
นี่คือแรงกดดันของเหล่าผู้มีอิทธิพล!
อิทธิพลคือาา
“ฮ่าๆๆ ด้วยข้อมือเล็กๆ ของเ้าคงต้านทานแรงกดดันนี้ไม่ไหวหรอก เป็เพียงาาบ้านนอกที่มาจากถิ่นทุรกันดารแท้ๆ แต่กล้าทำตัวไร้มารยาทกับข้าหรือ? ข้าจะเหยียบย่ำเ้าเสีย และจะแสดงให้ทุกคนเห็นถึงอำนาจและชื่อเสียงของข้า ทำให้พวกขุนนางกับกองกำลังที่ไม่สนับสนุนข้าได้รู้ว่า ข้าอังเดร คริสโตเฟอร์ บุตรคนที่สี่ขององค์จักรพรรดิยาซินก็มีคุณสมบัติและความสามารถที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าเ้าสุนัขอาร์ชาวินและไอ้ปัญญาอ่อนโดมิงเกวซ”
เขาส่งสายตายั่วยุให้ซุนเฟย
ซุนเฟยยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างเฉียบขาดว่า “การจะทำลายกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตให้สิ้นซาก มันก็เป็เื่ธรรมดาอยู่แล้วที่จะต้องเกิดความเสียหาย ถ้าเปลี่ยนเป็พวกเ้าเข้าโจมตีแทนพวกข้าล่ะก็ มันก็เกิดความเสียหายขึ้นมาเช่นกัน ดังนั้นความเสียหายพวกนี้เมืองแซมบอร์ดไม่จำเป็ต้องรับผิดชอบ”
ความจริงแล้ว ไอ้สมบัติพวกนี้สำหรับซุนเฟยมันเป็เื่ที่เล็กน้อยมาก ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คืออำนาจ ต่อหน้าตัวแทนของทุกกองกำลัง หากซุนเฟยยอมถอยให้ก้าวหนึ่งก็จะทำให้ผู้ที่อยู่เื้ัพวกเขาเกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้นมา ความจริงแล้วาาแซมบอร์ดสามารถประนีประนอมกับพวกเขาได้ เพียงแต่ในสถานการณ์แบบนี้ หากยอมแล้วครั้งหนึ่งก็จะมีครั้งที่สองและสามโผล่มาอีกเรื่อยๆ อีกทั้งซุนเฟยได้สร้างภาพลักษณ์ ‘หมาบ้า’ ขึ้นมาแล้ว หากยอมกันง่ายๆ ทุกอย่างที่ทำก็พังทลายกันหมด และหลังจากนี้ ไม่ว่าจะมีทางเลือกใดๆ เมืองแซมบอร์ดก็จะเป็ฝ่ายเสียเปรียบ
หรือจะให้พูดอีกอย่างว่า เวลาที่มองหน้าองค์ชายสี่ทีไร ซุนเฟยมักจะรู้สึกไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร
และถ้าาาไม่มีความสุข คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะได้มีความสุข ถ้าข้าจะจัดการกับเ้า แล้วเ้าจะทำอะไรข้าได้?
องค์ชายคริสโตเฟอร์คาดไม่ถึงว่า ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ าาแซมบอร์ดยังกล้าแข็งข้อใส่อีก ในใจก็รู้สึกโมโหมาก เขาก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวพลางพูดเสียงเย็นว่า “าาแซมบอร์ด เื่นี้ไม่ได้อยู่ที่เ้าเป็ฝ่ายกำหนด แล้วยังมีอีก เ้ามาถึงห้องโถงนี้ก่อนพวกข้าและอยู่ที่นี่นานกว่าพวกข้า ใครจะรู้ว่าเ้าจะถือโอกาสหยิบฉวยสมบัติมีค่าอื่นๆ ในห้องนี้ไปหรือไม่ ในฐานะที่เ้าเป็าาและเพื่อรักษาเกียรติยศของเ้าเอง ดังนั้นเอาของที่อยู่ในแหวนเก็บของของเ้าออกมาให้พวกข้าตรวจสอบเสีย!”
การที่องค์ชายสี่กล้าทำตัวผยองแบบนี้ก็เพราะว่า เขาได้รับการสนับสนุนจากฝูงชนที่มีแต่ความระแวง
เคิร์ดเดินเข้ามาหาซุนเฟย โดยที่ด้านหลังของตัวเองมีเหล่ายอดฝีมือในชุดเกราะโลหะอีกสิบคนเดินตามหลังมาติดๆ แต่ละคนเต็มไปด้วยจิตสังหารและคลื่นพลังที่พลุ่งพล่าน บนร่างของพวกเขาเต็มไปด้วยเปลวไฟคลื่นพลังที่กำลังห่อหุ้มร่างของตัวเองไว้ เห็นได้ชัดว่าสิบคนนี้ได้รับทักษะการต่อสู้แบบกลุ่ม คลื่นพลังบนร่างของพวกเขาไหลออกมาไม่หยุด ยอดฝีมือเคิร์ดแสยะยิ้มออกมาก่อนจะพูดว่า “ที่องค์ชายสี่พูดมาก็มีเหตุผล ข้ารู้ว่าท่านแข็งแกร่ง แต่คนเราก็ควรที่จะมีเหตุผลไม่ใช่หรือ?”
“าาแซมบอร์ด กรุณาเเสดงความจริงใจด้วย!” ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของกองกำลังทหารรับจ้าง 'กองกำลังทหารรับจ้างเสือหมอบ' กับผู้ติดตามก็เดินเข้ามา
“ส่งแหวนมา…” ผู้นำของ 'วิหารอันรุ่งโรจน์' กองกำลังทหารรับจ้างอีกหนึ่งกลุ่มก็เดินเข้ามายืนข้างๆ องค์ชายสี่
“าาแซมบอร์ด ตระกูลบีเกิ้ลเองก็คิดว่าสิ่งที่องค์ชายสี่พูดมามีเหตุผล พวกเราไม่ได้มีเจตนาอื่นใด เพียงท่านยอมมอบแหวนเก็บของมาให้พวกเรานำไปให้เหล่าจอมเวทในวังหลวงตรวจสอบดู หากไม่มีสมบัติของเหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิต เราก็จะส่งแหวนคืนให้แก่ท่าน” ในที่สุดบีเกิ้ล บียอนเซ่ที่ยืนเงียบๆ มาตลอดก็เปิดปากพูดขึ้นมา แผนการและวาจาของนางช่างร้ายลึก ความจริงแล้วนางก็แค่อยากเห็นซุนเฟยโดนกดดันจนต้องยอมมอบแหวนให้
“มอบแหวนเก็บของให้? นี่มันเื่ตลกอะไรกันเนี่ย พวกเ้ามีวิธีอะไรมาตรวจสอบได้กันว่าอันไหนเป็ของข้า อันไหนเป็ของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต?” ซุนเฟยถามกลับ
“ฮ่าๆๆๆ…” องค์ชายสี่ได้ยินดังนั้นก็พลันหัวเราะออกมาเสียงดัง ราวกับได้ยินมุกตลกขบขัน “เ้าเป็เพียงาาอาณาจักรบริวารระดับหกเล็กๆ เองนะ จะมีของล้ำค่าได้อย่างไรกัน หากมีของล้ำค่าอยู่ในนั้นก็ถือว่าเป็ของของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต ยังมีคำถามอะไรอีกไหม?”
องค์ชายสี่ไม่พลาดโอกาสที่จะเหยียบย่ำาาแซมบอร์ดต่อหน้าคนอื่น
ความขัดแย้งระหว่างพวกเขาถูกปูทางไว้ั้แ่ตอนที่พบกันแล้ว องค์ชายสี่ผู้มีแต่ความทะเยอทะยาน ตั้งมั่นแล้วว่าจะต้องเหยียบย่ำชื่อเสียงของาาแซมบอร์ดให้ได้ เพื่อจะได้เป็ที่สนใจของทุกกองกำลัง
“เป็วิธีที่ไม่เลว!” หัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างเสือหมอบแสยะยิ้มออกมา
“ในเมื่อเราหาวิธีที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ได้แล้ว าาแซมบอร์ด ส่งแหวนของท่านมาเสีย ส่วนแบ่งของเมืองแซมบอร์ดจากสามสิบเปอร์เซ็นต์ก็เหลือเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ก็พอ เพื่อเป็การชดเชยให้กับสิ่งก่อสร้างที่ท่านได้ทำลายลงไป...” เคิร์ดพูดอย่างเ็า
“ในเมื่อทุกคนคิดเห็นด้วยกับวิธีนี้ ก็เอาแบบนั้นก็แล้วกัน าาแซมบอร์ด ส่งแหวนมาสิ!” บียอนเซ่ฉีกยิ้มน้อยๆ
ใบหน้าของซุนเฟยก็ยังคงราบเรียบ เขากวาดสายตามองทุกคนแล้วพูดอย่างยิ้มๆ “โอ้? นี่คือเหตุผลของพวกเ้า?”
“ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์กำหนดเหตุผล และเมืองแซมบอร์ดก็เป็เพียงอาณาจักรบริวารระดับหก ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้สิทธิ์ในการกำหนด…” องค์ชายสี่ยิ้มอย่างดูแคลน
“ส่งแหวนมาเสีย!” เคิร์ดยืดมือออกไป ผู้ติดตามทั้งสิบคนที่อยู่ด้านหลังก็กระทำเหมือนกัน ราวกับว่าพวกเขาเป็คนคนเดียวกัน ั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้ พวกเขาก็ยังคงสถานะตื่นตัวไว้เสมอ ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับสูงอย่างาาแซมบอร์ด พวกเขาไม่กล้าประมาทเด็ดขาด
ซุนเฟยยิ่งยิ้มกว้างขึ้นไปอีก
“เ้าพูดไม่ผิด ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์กำหนดเหตุผล เมืองแซมบอร์ดอาจจะไม่มีคุณสมบัติ…แต่ว่า พวกเ้าลืมเื่หนึ่งไปนะ อะไรคือความแข็งแกร่ง? ความแข็งแกร่งมันไม่ได้วัดจากระดับของอาณาจักร ไม่ได้วัดจากสถานะหรือชาติตระกูล แต่เป็หมัด หมัดใครหนักกว่าคนนั้นคือผู้ที่แข็งแกร่ง” ซุนเฟยยกกำปั้นขึ้นมาพลางกล่าวอย่างเกียจคร้านว่า “พวกเ้าว่า ระหว่างหมัดของพวกเ้ากับหมัดของบิดา ใครหนักกว่ากัน?”
ได้ยินดังนั้น แพรีสก็ยิ้มกว้างออกมาทันที โรมัน ปัฟลูย์เชนโคก็แสยะยิ้มออกมาคล้ายถูกใจ…แม้แต่ชายหนุ่มหน้าตาดีที่กำลังอุ้มหมาด้วยท่าทางง่วงงุนก็ยังหลุดยิ้มออกมา
สีหน้าขององค์ชายสีพลันเปลี่ยนไป
วินาทีต่อมา ไม่ทันที่ฝูงชนจะได้ทันตั้งตัว สีหน้ายิ้มๆ ของซุนเฟยก็พลันเปลี่ยนไป
“ถุย! อาศัยสวะไม่กี่ตัวก็กล้ามาผยองต่อหน้าบิดางั้นหรือ? อยากได้แหวนของบิดาก็ต้องดูว่าพวกเ้ามีปัญญาเอามันไปได้ไหม!” พริบตาเดียวาาหนุ่มก็เริ่มคลั่งขึ้นมา ใบหน้าที่ยิ้มๆ มาตลอดก็เริ่มเปิดฉากสถบด่า ไม่หลงเหลือมาดของาาที่ควรจะมี
เพี้ยะ!
ซุนเฟยไม่รอช้า ตวัดฝ่ามือตบผัวะทันที
“อั่ก...แค่ก...”
โดยไม่ทันได้ตั้งตัว องค์ชายคริสโตเฟอร์ถูกตบเข้าที่หน้าถึงกลับกระเด็นแทบจะทันที ฟันของเขากระเด็นออกมาจากปากพร้อมกับร่างที่ม้วนตัวอยู่กลางอากาศ ก่อนจะกระเเทกเข้ากับผนังหินอย่างแรงแล้วไถลลงสู่พื้น ใบหน้าของเขาบวมฉึ่งอย่างเห็นได้ชัด ราวกับมีลูกหมั่นโถวยัดอยู่ในปาก เืไหลออกมาจากมุมปากไม่หยุด ใบหน้าหล่อเหลาพลันเปลี่ยนไป กรามของเขาหักอย่างเห็นได้ชัด สภาพตอนนี้น่าสังเวชมาก…
“เ้า...กล้าตบข้า?” แม้แต่องค์ชายสี่ที่ถูกตบก็ยังลืมความเจ็บบนใบหน้า เขามองไปที่ซุนเฟยด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
ทั้งห้องโถงพลันเงียบกริบ
-------------------
