ขณะที่ภายในห้องมีแต่เสียงร้องไห้ดังระงม โม่อวี่เฟิงก็สาวเท้าเข้ามาอย่างเร่งร้อน แล้วคุกเข่าลงข้างโม่เสวี่ยิ่ ร้องขอต่อบิดาด้วยแววตาระทมทุกข์
“ท่านพ่อโปรดละเว้นน้องหญิงใหญ่ด้วยเถิด เมื่อคืนนางก็ประสบเหตุร้ายมาหนหนึ่งแล้ว ทั้งที่มีใจกตัญญูต่อท่านพ่อ คิดไม่ถึงว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นจะมีจิตใจชั่วช้าสามานย์เพียงนั้น”
โม่อวี่เฟิงเป็บุตรชายเพียงคนเดียวของโม่ฮว่าเหวิน ทั้งยังเป็พี่ชายแท้ๆ ของโม่เสวี่ยิ่ หากน้องสาวต้องไปเป็อนุภรรยาของซือหม่าหลิงอวิ๋น ชาตินี้โม่อวี่เฟิงคงไม่อาจเงยศีรษะมองหน้าใครได้อีก แม้แต่หนทางการเป็ขุนนางในภายภาคหน้าก็อาจได้รับผลกระทบ ครานี้แม้ว่าโม่ฮว่าเหวินจะลุโทสะมากเพียงใด ย่อมไม่คิดจะส่งโม่เสวี่ยิ่เข้าจวนเจิ้นกั๋วโหวอีก
แต่บัดนี้เื่ราวลุกลามใหญ่โตไปแล้ว ทุกคนต่างรู้ว่าโม่เสวี่ยิ่เกือบถูกซือหม่าหลิงอวิ๋นขืนใจ ดีที่ขัดขืนดิ้นรนสุดชีวิต ข่าวลือเื่ที่ทั้งสองแอบนัดพบเพื่อพรอดรักกันจึงถูกลบล้างไปสิ้นราวกับไม่เคยเกิดขึ้น แต่เหตุการณ์กลับเลวร้ายลงเพราะเมื่อคืนโม่เสวี่ยิ่ถูกรั้งตัวอยู่ที่จวนเจิ้นกั๋วโหว นึกถึงท่าทีของโหวฮูหยินเมื่อเช้า คงคิดรวบรัดให้นางแต่งไปเป็อนุภรรยาอีกคนอย่างแน่นอน โม่ฮว่าเหวินรู้สึกอัดอั้นตันใจ ปวดร้าวยิ่งนัก
คนอย่างซือหม่าหลิงอวิ๋นไม่เคยอยู่ในสายตาเขาแม้แต่น้อย
ไม่ว่าโม่เสวี่ยฉงหรือโม่เสวี่ยิ่ เขาก็ไม่ให้ย่างเข้าจวนเจิ้นกั๋วโหวเด็ดขาด
เบื้องลึกดวงตาที่มักสงบเยือกเย็นอยู่เสมอพลันฉายแววดุดันร้ายกาจ สกุลโม่ใช่ว่าไร้หนทาง หากพิจารณาจากเบาะแสทุกอย่าง ที่บุตรสาวทั้งสองต่างต้องจับพลัดจับผลูเดินเรียงแถวเข้าสู่อ้อมอกซือหม่าหลิงอวิ๋น ก็ด้วยแผนการคิดคดของบุรุษผู้นั้น มิหนำซ้ำยังกล้าอาจเอื้อมมาถึงถงเอ๋อร์ของตนเองอีก ยิ่งคิดยิ่งแค้นเคือง ลุกขึ้นพรวดพราดกะทันหัน ยามนี้ไม่มีกะจิตกะใจจัดการเื่ของโม่เสวี่ยิ่อีกแล้ว
“เด็กๆ มาพาคุณหนูใหญ่กลับไปที่เรือนของตนเอง ไร้คำสั่งข้าก็ไม่อนุญาตให้ออกไปไหนทั้งสิ้น ผู้ใดกล้าฝ่าฝืนคำสั่งแอบปล่อยออกมา ข้าจะสั่งโบยให้ตาย” โม่ฮว่าเหวินยังคงลั่นวาจา โทสะสุมทรวงมิอาจคลายไปโดยง่าย
องครักษ์ที่หน้าประตูเดินเข้ามา คำนับให้โม่เสวี่ยิ่ก่อนผายมือเชิญ ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็คุณหนูใหญ่ในหอลึกมาเนิ่นนาน ไม่อาจให้บุรุษแตะต้องตัว จึงได้แต่เดินควบคุมอยู่ด้านหลัง ไม่อาจบุกเข้าไปจับตัวคนเหมือนยามที่ออกไปทำคดีด้านนอก
เมื่อโม่เสวี่ยิ่เห็นว่าบิดาเลิกเอ่ยถึงเื่ซือหม่าหลิงอวิ๋นก็ลอบยินดี รู้ได้ว่าสำเร็จดังใจหมาย ถูกกักบริเวณไม่ใช่ปัญหา รอให้ข่าวลือภายนอกค่อยๆ ซาลง ยังมีโอกาสใหม่ได้อีก ด้วยรูปโฉมที่งดงามปานบุปผาของตนเอง นางไม่เชื่อว่าโหยวเยวี่ยเฉิงจะไม่หวั่นไหว
รอให้ได้เป็ฮูหยินิกั๋วกงซื่อจื่อเมื่อไร แม้แต่บิดานางก็ไม่กลัวอีกต่อไป
พอตัดสินใจได้แล้ว ยามนี้จึงไม่ร้องไห้อีก ลดมือลงยอบกายคำนับโม่ฮว่าเหวิน ใบหน้าขาวซีด ดูอ่อนแอสอดรับกับท่าทางดั่งคนโศกเศร้าเพราะไม่ได้รับความเป็ธรรม แต่กลับรู้ความไม่พูดมาก ทิ้งภาพลักษณ์สตรีที่เต็มไปด้วยความระทมทุกข์ไว้ให้โม่ฮว่าเหวิน ก่อนเดินไปพร้อมกับองครักษ์ โดยมีโม่ซิ่วช่วยประคองออกจากห้องหนังสือ
“ท่านพ่อ” โม่อวี่เฟิงลุกขึ้นคล้าย้ากล่าวบางอย่าง แต่ถูกโม่ฮว่าเหวินโบกมือห้ามไว้อย่างเฉยชา
“กลับไปห้องหนังสือของตนเอง ศึกษาตำราให้มาก ไม่ว่าจะมีธุระหรือไม่ก็อย่าแล่นออกไปนอกจวน อีกไม่นานก็จะถึงการสอบครั้งใหญ่แล้ว อ่านหนังสือท่องตำราทนหนาวข้างหน้าต่างนับสิบปีก็เพื่อมีชื่อปรากฏบนแผ่นป้ายทองคำ เื่ใดที่ไม่ข้องเกี่ยวก็อย่าไปยุ่ง”
“ขอรับ” โม่อวี่เฟิงไม่กล้ามากวาจา คำนับบิดาแล้วรีบถอยออกไป
โม่อวี่เฟิงเดินออกจากห้องหนังสืออย่างสุภาพเรียบร้อย บ่าวรับใช้ประจำตัวสีหน้าตื่นเต้นรออยู่ด้านนอกนานแล้ว เมื่อเห็นเ้านายของตนเองออกมาก็กดเสียงต่ำร้องเรียก แล้ววิ่งเข้าไปหาทันที “นายน้อย... นายน้อยขอรับ”
โม่อวี่เฟิงมองไปด้านหลังอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าภายในห้องไม่มีความเคลื่อนไหว จึงดึงแขนบ่าวผู้นั้นวิ่งออกไป เมื่อพ้นจากเขตเรือนของโม่ฮว่าเหวินแล้วก็เอ่ยถามอย่างเร่งร้อน “แม่นางหงซิ่วว่าอย่างไรบ้าง คืนนี้เห็นว่าจะต้อนรับข้าใช่หรือไม่”
“เรียนนายน้อย แม่นางหงซิ่วส่งข่าวมาว่า คืนนี้นางต้องต้อนรับนายท่านอวี้ิหย่ง ต้องขออภัยต่อนายน้อยแล้วขอรับ” บ่าวชายพูดพลางปาดเหงื่อ
ไม่ใช่ตนเองอีกแล้วหรือ? โม่อวี่เฟิงอึ้งงัน ชั่วพริบตาสีหน้าพลันดำทะมึน แผดเสียงตะคอกถาม “เพราะเหตุใด ไหนนางบอกว่าผู้ใดให้แพรโพกศีรษะมากที่สุด คืนนี้ก็เป็ของผู้นั้นมิใช่หรือ ไฉนมาบิดพลิ้วกันเยี่ยงนี้ นังหญิงโคมเขียวแพศยา...”
“นายน้อย ได้ยินมาว่านายท่านแซ่อวี้ผู้นั้นมอบแพรโพกศีรษะให้มากกว่าพวกเราหลายเท่า ดังนั้น...” สิ่งที่บ่าวรับใช้รายงานยิ่งทำให้ไฟโทสะของโม่อวี่เฟิงที่ยังไม่ทันมอดดับลุกโชน นึกถึงวันนั้นที่แม่นางหงซิ่วซึ่งซบอยู่ในอ้อมอก บอกว่าคืนนี้นางจะเป็ของเขาแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะมากลับคำแต่เช้า นึกเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโห
นังหญิงแพศยา ตกลงกันไว้ดิบดีคิดจะลอยแพกันเช่นนี้ ไม่ง่ายถึงเพียงนั้น
เมื่อเืขึ้นหน้า โทสะขึ้นสมองก็ลืมเลือนคำเตือนของโม่ฮว่าเหวินไปสิ้น พาบ่าวชายออกนอกจวนด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว วันนี้เขาไม่ยอมเสียเปรียบผู้อื่นแล้วต้องกินใบ้อีกเด็ดขาด ก็แค่หญิงนางโลมคนหนึ่ง คิดว่าตนเองเป็อาหารให้กินเล่นหรืออย่างไร...
ขณะที่โม่อวี่เฟิงหุนหันพลันแล่นออกจากจวน โม่ฮว่าเหวินยังคงนั่งนิ่งอยู่ในห้องหนังสือเป็เวลานาน ท้ายที่สุดจึงค่อยดับไฟโทสะในหัวใจลงได้
“เรียนนายท่าน นายท่านรองจวนฝู่กั๋วกงมาขอพบขอรับ” บ่าวรับใช้เข้ามารายงาน
โม่ฮว่าเหวินอึ้งงันชั่วขณะ ต่อจากนั้นก็แสดงสีหน้ารับรู้ ใบหน้าทอยิ้มบางๆ ผงกศีรษะบอกเป็นัยให้รีบเชิญเข้ามา
ขุนนางใหญ่ที่ควบคุมจัดการกรมอาญามาหลายปีย่อมตื่นตัวและความรู้สึกไวกว่าตนเองที่เพิ่งมารับตำแหน่งผู้ตรวจการในพระนครมากนัก เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนจนบัดนี้เขาก็ยังไม่ทราบว่าจะจับต้นชนปลายอย่างไร แต่มีบางเื่ที่อยากพูดคุยกับอีกฝ่าย ที่ผ่านมาทั้งสองไม่เคยไปมาหาสู่กัน เพื่อหลบเลี่ยงจากหูตาผู้คน บัดนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสองจวนค่อยๆ ดีขึ้น แม้จะกลับมาคบหาสมาคมกันอีกก็มิได้เปิดเผยโจ่งแจ้งมากนัก
ลั่วปินเป็ตัวแทนเหล่าไท่จวินจวนฝู่กั๋วกงมามอบของขวัญปีใหม่ให้โม่เสวี่ยถง ดังนั้นจึงรั้งอยู่คุยกับโม่ฮว่าเหวินที่ห้องหนังสือเพียงครู่เดียว ก็ลากลับ
หลังจากนายท่านรองสกุลลั่วกลับไปแล้ว โม่ฮว่าเหวินนั่งคนเดียวเงียบๆ อยู่พักใหญ่ จึงออกไปเรือนชิงเวยของโม่เสวี่ยถง
…
ในเรือนชิงเวย
โม่เสวี่ยถงเพิ่งตื่นนอน นั่งพิงหมอนอิงใบใหญ่ ซ่อนมือที่พันแผลไว้ใต้แขนเสื้อ ภายในห้องล้วนมีแต่สาวใช้คนสนิท ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนเห็นว่านางผิดปรกติ แผลที่มือมิได้หนักหนาสาหัส อีกทั้งใช้ยารักษาอย่างดี หลังจากพักฟื้นมาคืนหนึ่งก็ไม่รู้สึกเจ็บมากแล้ว แต่เพราะประสบกับเื่ชวนขวัญผวา จึงทำให้นางดูห่อเหี่ยวอิดโรย ดวงหน้าเล็กจ้อยขาวซีดอย่างไม่อาจปิดบัง
โชคดีที่ยามนี้นางยังเป็ 'คนป่วยนอนอยู่บนเตียง' เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเพียงแค่คนในบ้านว่านางไม่สบายขณะอยู่ในวังหลวง สองอี๋เหนียงผู้ดูแลจัดการภายในจวนส่งคนมาถามร้อนหนาวแต่เช้า ทั้งยังส่งของบำรุงร่างกายมาให้จำนวนหนึ่ง ทว่าที่โม่เสวี่ยถงคาดไม่ถึงที่สุดก็คือโม่เสวี่ยเยี่ยนและหลันซินหยูมาเยี่ยมเยือนถึงเรือน
“น้องสาม ท่านอาหลันได้ยินว่าเ้าป่วย เลยตื่นแต่เช้าตรู่ เข้าครัวตุ๋นโจ๊กข้าวฟ่างมาให้ กลิ่นหอมฉุยทีเดียว แม้แต่ข้ากับท่านย่ายังไม่ได้อย่างนี้เลยนา... ได้ยินว่าท่านอาหลันนำข้าวฟ่างมาจากทางใต้ เนื้อเนียนนุ่มกว่าข้าวฟ่างของที่นี่ กลิ่นก็หอมมาก” โม่เสวี่ยเยี่ยนนั่งลงข้างหลันซินหยู กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ต้องขอขอบคุณในน้ำใจของคุณหนูหลันเป็อย่างยิ่ง แต่หลังตื่นนอนข้ารับสำรับเช้าไปแล้ว ยามนี้ยังอิ่มอยู่ ไม่สู้ยกให้พี่หญิงรองดีกว่า ดูท่าทางคงอยากลิ้มรสมานานแล้วกระมัง” ใบหน้างามลออของโม่เสวี่ยถงขาวซีด นั่งพิงหมอนอิงใบใหญ่แลดูอ่อนแรง
เนื่องจากโม่เสวี่ยเยี่ยนกับหลันซินหยูเข้ามา นางจึงสอดมือเข้าไปซุกใต้ผ้าห่ม เื่นางาเ็ที่มือต้องเก็บเป็ความลับ จึงไม่อาจยื่นมือออกมาตักโจ๊กต่อหน้าพวกนางสองคน อีกอย่างตนเองก็กินอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว บนโต๊ะยังมีจานชามวางอยู่ โม่หลันกำลังเก็บออกไปอย่างเบามือ
โม่เสวี่ยเยี่ยนเห็นโม่เสวี่ยถงปฏิเสธว่ากินอิ่มแล้ว ก็กลอกตา จากนั้นก็ดึงมือของหลันซินหยูให้นางดู “น้องสามไม่กินก็น่าเสียดาย มากินเพิ่มอีกสักหน่อยดีหรือไม่เล่า สุขภาพของเ้าไม่ดี ควรบำรุงให้มากหน่อย ท่านอาหลันอุตส่าห์ตื่นแต่เช้าเพื่อทำโจ๊กให้ มือยังถูกลวกจนพุพองตั้งสองแผล”
ที่ปลายนิ้วชี้ของหลันซินหยูมีแผลพุพองจากการถูกของร้อนลวกสองจุดจริงๆ
“เสวี่ยเยี่ยน นี่ไม่ใช่เื่ใหญ่อันใด แค่ไม่ระวังเลยถูกลวกเล็กน้อยเท่านั้น แต่คุณหนูสามสุขภาพไม่ดี กินโจ๊กข้าวฟ่างยามเช้ามีประโยชน์ต่อร่างกาย เดิมทีคิดจะยกมาให้เร็วกว่านี้ แต่คิดไม่ถึงว่าจะถูกลวกมือได้รับาเ็ จึงมาช้าไป ไม่ทันเวลารับสำรับเช้าของคุณหนูสาม แต่หากจะกินขนมอีกสักเล็กน้อยหลังมื้ออาหารก็ไม่เลว อย่างไรก็ดีต่อสุขภาพ” หลันซินหยูรั้งมือกลับ สีหน้าอาบไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน สร้างความรู้สึกดีให้ผู้อื่น
ไม่พบหน้าเพียงสองวัน หลันซินหยูเริ่มฉลาดขึ้นแล้ว!
ทันทีที่นางกล่าวจบก็มีเสียงคนลอยมาจากด้านนอก “อะไรกัน ป่านนี้แล้วถงเอ๋อร์ยังไม่ได้กินอาหารเช้าอีกหรือ หรือว่าสุขภาพยังไม่ดีขึ้น” ยามนี้ไม่นับว่าเช้า ปรกติเวลานี้คนส่วนใหญ่ต่างก็รับประทานอาหารเช้ากันแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องเอ่ยถึงโม่เสวี่ยถงที่วันนี้ตื่นแต่เช้าตรู่
เมื่อหลันซินหยูได้ยินเสียงคนจากด้านนอกก็แสดงท่าทางเขินอายลุกขึ้น หันไปหาโม่ฮว่าเหวินที่เดินเข้ามาแล้วยอบกายคำนับและทักทายคำหนึ่ง “อรุณสวัสดิ์เ้าค่ะ ญาติผู้พี่” ครานี้นับว่าใช้คำเรียกเหมาะสม อาจเป็เพราะได้รับการชี้แนะจากเหล่าไท่ไท่ก็เป็ได้
“วันนี้ไยคุณหนูหลันจึงมาหาถงเอ๋อร์แต่เช้า” โม่ฮว่าเหวินผงกศีรษะรับการคาวะจากโม่เสวี่ยเยี่ยน และหันมาประสานมือคารวะต่อหลันซินหยูอย่างมีมารยาท หลังจากนั้นก็เข้ามานั่งเก้าอี้ตัวใหญ่หน้าเตียงของโม่เสวี่ยถง โม่หลันเก็บถ้วยชามและตะเกียบบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ส่วนโม่อวี้ก็ยกน้ำชาเข้ามาอย่างระมัดระวัง
“ได้ยินมาว่าเมื่อคืนคุณหนูสามไปร่วมงานเลี้ยงในวัง หลังจากกลับมาแล้วก็ไม่สบาย เช้านี้จึงลงครัวตุ๋นโจ๊กข้าวฟ่างมาให้ คิดไม่ถึงว่ามือจะถูกลวก จึงมาช้าไปหน่อย คุณหนูสามรับสำรับเช้าเรียบร้อยแล้ว เมื่อครู่กำลังคะยั้นคะยอให้นางกินของว่างอีกสักเล็กน้อย ไหนๆ ญาติผู้พี่ก็มาแล้ว ให้เกียรติน้องสาวรับประทานอาหารร่วมกันสักมื้อดีหรือไม่” หลันซินหยูกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พลางหิ้วปิ่นโตอาหารจากด้านข้างมาวางบนโต๊ะ
เมื่อเปิดฝาปิ่นโตออกก็เห็นโจ๊กข้าวฟ่างสีเหลืองเนื้อเนียนละเอียดส่งกลิ่นหอมโชยมา กระตุ้นให้คนรู้สึกอยากอาหาร
“หอมจังเลย” โม่เสวี่ยเยี่ยนทำจมูกฟุดฟิดสูดกลิ่น ก่อนอุทานเบาๆ หลังจากนั้นก็หันมาพูดกับโม่ฮว่าเหวิน “ท่านลุง เยี่ยนเอ๋อร์ก็อยากกินด้วย”
ทั้งสองร้องรับกันเป็ปี่เป็ขลุ่ยเยี่ยงนี้ แม้โม่ฮว่าเหวินไม่อยากกินก็พูดไม่ออก ต้องผงกศีรษะรับด้วยความจำใจ
เมื่อเห็นเขาตอบรับ หลันซินหยูก็กระวีกระวาดตักโจ๊กจนเต็มชาม นิ้วมือเรียวที่ได้รับการดูแลอย่างดีประคองถ้วยใบเล็กสีเขียวเข้มที่ดูตัดกับสีผิวขาวกระจ่างดั่งหิมะ ด้วยท่าทางชดช้อยส่งมาที่หน้าโม่ฮว่าเหวิน พลางเอ่ยวาจาด้วยท่าทางเอียงอาย “ญาติผู้พี่ลองชิมสิเ้าคะ หากไม่ถูกปาก คราวหน้าน้องสาวจะได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น”
กล่าวจบก็หันกลับไปหยิบกับข้าวที่กินรับประทานคู่กับโจ๊กออกมาจัดวางอย่างพิถีพิถัน แววตายังเต็มไปด้วยความอ่อนโยน คิดว่าตนเองเป็ภรรยาที่เตรียมอาหารให้สามีไปแล้วจริงๆ หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ท่าทางกระตือรือร้นเยี่ยงนั้นทำให้โม่ฮว่าเหวินไม่อาจปฏิเสธได้
โม่ฮว่าเหวินกินอาหารเช้ามาแล้ว ยามนี้ยังมีเื่ครุ่นคิดในใจ ไหนเลยจะนึกอยากอาหาร เหลือบตาขึ้นมองหลันซินหยู มุ่นหัวคิ้วขมวดเล็กน้อย ก่อนหยิบตะเกียบพุ้ยอาหารเข้าปากเพียงสองสามคำก็วางลง แล้วหันไปคุยกับโม่เสวี่ยถง
“ถงเอ๋อร์ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นหรือยัง ้าให้ท่านหมอมาดูอาการหรือไม่ เมื่อคืนกว่างานเลี้ยงจะเลิกก็ดึกนัก ไฉนวันนี้จึงตื่นแต่เช้าตรู่อีกเล่า”
เมื่อเห็นโม่ฮว่าเหวินหันไปเอ่ยปากพูดคุยกับโม่เสวี่ยถงแล้ว หลันซินหยูก็ได้แต่อ้าปากค้าง ไม่กล้าพูดแทรกตัดหน้า สายตาที่มองไปยังโม่เสวี่ยถงเต็มไปด้วยความรำคาญหงุดหงิดอย่างปิดไม่มิด
