หม้อขนาดใหญ่ห้าร้อยใบในกระโจมโรงครัวกำลังเดือดปุดๆ กระดูกหมูและกระดูกแกะถูกตุ๋นไว้สองชั่วยามเต็มๆ จนเนื้อกับกระดูกแยกออกจากกัน หากหยิบกระดูกขึ้นมาเขย่า เนื้อก็จะร่วงลงไปในน้ำทันที จากนั้นก็คว้าถุงแป้งมาเทเกี๊ยวขาวอวบอ้วนที่แช่แข็งลงไปในหม้อจนกลายเป็ทะเลสาบที่เต็มไปด้วยห่านขาว
ตะหลิวใหญ่จุ่มลงไปคนสักพัก หม้อก็กลับมาเดือดอีกครั้ง หลังจากเติมน้ำเย็นลงไปหลายครั้งแล้ว โรยหอมซอยสีเขียวสดใสลงไปกำมือหนึ่ง พร้อมกับน้ำมันพริกอีกหนึ่งถ้วย น้ำแกงพร้อมเกี๊ยวร้อนๆ รสจัดจ้านหอมอร่อยก็พร้อมกิน
เหล่าทหารที่ยืนถือชามใบใหญ่อยู่ที่ไกลๆ ทนรอไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขารีบกรูกันไปที่เตาแจกอาหารของกองตนเอง มีคนยกชามสูงขึ้นแล้วร้องว่า “พี่หลิว ตักให้ข้าก่อนข้าหิวจะตายแล้ว!”
อีกคนก็ยกชามสูงขึ้นเช่นกันและร้องะโว่า “ข้าขอเนื้อเยอะๆ ตักเนื้อให้ข้าหน่อย!”
พ่อครัวเป็ชายวัยกลางคนมือไม้คล่องแคล่ว เขาใช้ตะหลิวใหญ่ตบชามดินเผาจนคนเ่าั้หดมือกลับไป พร้อมกับหัวเราะและดุว่า “มาแย่งอะไรกัน วันนี้วันตรุษจีนท่านแม่ทัพใหญ่บอกแล้วว่ามีเนื้อและเกี๊ยวเต็มชาม ทุกคนจะได้กินอิ่มหนำ! ต่อแถวๆ ใครไม่ทำตามกฎก็อดกิน!”
โบราณว่าไว้ผู้พิพากษาท้องถิ่นไม่สู้ผู้มีอำนาจตรงหน้า ในวันปกติท่านแม่ทัพใหญ่มีอำนาจสูงสุด แต่พอถึงเวลาอาหารคำพูดของพ่อครัวมีอำนาจมากที่สุดแน่นอน
พอเหล่าทหารได้ยินก็รีบต่อกันเรียงเป็แถว แม้จะเบียดกันบ้างก็ไม่สน มีคนร้องออกมาเป็ระยะๆ ว่า “ใครเหยียบรองเท้าข้า!”
“ไอ๊หยา อย่าเบียดกันสิ ใครชนไหล่ข้า?”
พ่อครัวที่ดูแลเตาทำอาหารเป็คนที่คล่องแคล่วมาก ขณะที่ด่าเหล่าสหายด้วยท่าทางขี้เล่นไปพลางก็ยุ่งอยู่กับการตักเกี๊ยวร้อนๆ ไปด้วย บางครั้งเมื่อเจอทหารที่อายุน้อยก็จะใส่เนื้อเพิ่มให้เป็พิเศษ
แม้ว่าทุกคนจะมองด้วยความอิจฉา แต่ในวันรวมตัวแห่งชาติแบบนี้ ใครๆ ก็อดคิดถึงครอบครัวที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่บ้านไม่ได้ ก็เลยมีความเห็นอกเห็นใจและรักใคร่ต่อทหารอายุน้อยเป็พิเศษ ปล่อยให้พวกเขากินเยอะขึ้นหน่อย ก็เหมือนกับให้ลูกหรือพี่น้องของตนเองได้กิน
แถวค่อยๆ ขยับไปข้างหน้า ทหารที่ได้เกี๊ยวแล้วก็รีบไปนั่งรอบกองไฟ บางคนที่พอจะรู้เื่บ้างก็รอให้เพื่อนร่วมกระโจมกลับมาก่อนแล้วค่อยกินด้วยกัน ส่วนบางคนที่ใจร้อนและหิว ก็แอบกินเกี๊ยวทันที ผลคือทั้งร้อนและเผ็ด ทำให้ต้องทำท่าทางทรมานแบบตลกๆ
ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้ แต่ทหารคนนั้นก็รีบกินอีกคำทันที พร้อมกับพูดเสียงดังว่า “อร่อย อร่อยมากจริงๆ!”
พวกทหารที่เห็นก็ถูกกระตุ้นความหิวในท้องอย่างรุนแรง พอพี่น้องมากันครบแล้วก็รีบลงมือกินทันที
ในขณะนั้นเอง ค่ายทหารที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยกลับเงียบลงอย่างน่าประหลาด
สำหรับปัจจัยสี่เื่กินอยู่ก็เป็เื่สำคัญที่สุด ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกวันก็ต้องกินอาหารสามมื้อ
ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า อากาศหนาวเย็นมาก แต่น้ำแกงเนื้อที่มี “แผ่นแป้งห่อไส้” ชามนี้ ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่าความสุข
บางคนนึกถึงหลั่วปิ่งแผ่นที่มารดาถนัดทำ บางคนนึกถึงบะหมี่ที่ภรรยารีดเส้นด้วยมือ บางคนนึกถึงน้ำแกงเนื้อใน่ฆ่าหมูตอนตรุษจีน…
“อร่อยจริงๆ ข้าไม่เคยกินอะไรอร่อยแบบนี้มาก่อน...เอ่อ นี่เรียกว่าอะไรหรือ?”
ทหารหนุ่มอายุประมาณ 15-16 ปีเป็คนแรกที่พูดขึ้นมา ด้วยความตื่นเต้น เขามองไปที่ทหารรุ่นพี่ข้างๆ “ถ้าข้าได้เป็แม่ทัพใหญ่ในอนาคต ข้าจะให้แม่ข้าได้กินสิ่งนี้ทุกวัน”
ทหารรุ่นพี่ก็กินเกี๊ยวด้วยความระมัดระวัง เหมือนกับว่าในชามไม่ได้มีแค่เกี๊ยว แต่เป็อาหารที่หาได้ยากในโลก เขาวางชามและตะเกียบอย่างระมัดระวังแล้วหันไปหาพี่น้องในกระโจมและพูดเสียงเบาๆ ว่า “อาหารนี้เรียกว่าเกี๊ยว พี่น้องต้องจำไว้ให้ดี อย่ากินให้เสียของ อย่าทำลายความตั้งใจของท่านแม่ทัพ
ข้าได้ยินมาว่าเกี๊ยวนี้เป็สิ่งที่ภรรยาในอนาคตของท่านแม่ทัพใหญ่ทำให้ท่านแม่ทัพกิน ท่านแม่ทัพใหญ่เป็ห่วงว่าเราจะกินมื้อค่ำวันตรุษจีนไม่อร่อย ดังนั้นภรรยาของท่านแม่ทัพใหญ่จึงนำกองทัพหญิงและพ่อครัวมาทำงานกันสองวันสองคืนเต็มๆ เพื่อเตรียมเกี๊ยวชามนี้ออกมา”
ทหารอีกคนหนึ่งยกน้ำแกงขึ้นมาจิบ เขาเผ็ดจนรู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ซึมออกมาตามหน้าผาก เขาพูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจว่า “พี่ชาย ข้าได้ยินมาว่าหญิงสาวที่อยู่ข้างกระโจมใหญ่เป็เพียงแม่ครัวของท่านแม่ทัพ ไม่ใช่ภรรยาของท่านแม่ทัพสักหน่อย ท่านแม่ทัพของพวกเราเป็ผู้มีเชื้อสายสูงส่ง ไฉนเลยจะรับแม่ครัวมาเป็ภรรยาได้?”
“เฮ้ย!” ทหารรุ่นพี่ที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับโกรธจนแทบจะถุยน้ำลายใส่หน้า “เ้านี่มันไม่รู้คุณคนจริงๆ เลย แม่นางติงถึงกับอุตส่าห์ทนเจ็บขาสองวันสองคืนเพื่อทำอาหารให้เ้าได้กิน เ้าไม่ขอบคุณก็แล้วไป ทำไมจะต้องดูถูกนางด้วย!”
ทหารอีกหลายคนที่อยู่ใกล้ๆ รีบเข้ามาห้ามปราม พวกเขาหัวเราะแล้วเข้ามาแยกทั้งสองคนออกจากกัน “พี่ชาย อย่าโกรธไปเลยนะ น้องชายคนนี้เป็ทหารจากเมืองฉยงโจว เพิ่งเข้ามาในค่ายไม่นานจึงยังไม่รู้เื่ราวอะไรนัก ที่เขาพูดแบบนั้นก็พอเข้าใจได้”
หลังจากนั้นทหารอีกคนก็เริ่มปลอบใจทหารที่ถูกด่าคนนั้น “น้องชาย เ้าไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วแม่นางติงที่พี่ใหญ่หลิวพูดถึงเป็คนดีขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็เสื้อนวม รองเท้านวม แม้แต่ผ้าพันขาที่พวกเราใส่อยู่นี้ ล้วนแต่เป็ฝีมือของนางที่เร่งพาเหล่าผู้หญิงและเด็กๆ ทำขึ้นมา ตอนที่พวกเราสู้รบกันอย่างหนักที่เมืองจูโจว มีพี่น้องหลายคนาเ็สาหัส นางยังนำกองทหารหญิงมาช่วยรักษา ทำอาหาร และยังคิดกลยุทธ์ให้ท่านแม่ทัพเพื่อจัดหาทางหนีทีไล่ให้กับเหล่าพี่น้องที่าเ็ พี่ใหญ่หลิวเองก็ถูกธนูยิง ได้รับการดูแลจากนางไม่น้อย ถือเป็ผู้มีพระคุณเลยก็ว่าได้ หากเ้าพูดแบบนั้น พี่ใหญ่หลิวก็ต้องโกรธเป็ธรรมดา!”
ทหารจากเมืองฉยงโจวคนนี้ก็เป็คนมีไหวพริบดีทีเดียว พอได้ฟังเช่นนั้นก็รีบขอโทษขอโพยพี่ใหญ่หลิวทันที ในเมื่อเป็พี่น้องในกระโจมเดียวกัน ไม่ทันไรทั้งคู่ก็คืนดีกันเหมือนเดิม
ทหารรุ่นพี่หลิวยกถ้วยขึ้นมากินใหม่ พวกเขาทั้งหลายก็เริ่มกินดื่มกันต่อ แต่พี่หลิวยังอดที่จะพูดขึ้นมาอีกไม่ได้ “พวกเ้ามักจะคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่เป็ผู้สูงศักดิ์ ควรมีภรรยาเป็คุณหนูผู้ดี แต่พวกเ้าไม่คิดบ้างหรือว่าคุณหนูผู้ดีพวกนั้นไม่เคยจะมาพันแผลให้พี่น้อง ไม่เคยเสี่ยงกับการถูกนินทาเพื่อหาทางช่วยพี่น้อง ไม่เคยทำงานหนักเพื่อเตรียมอาหารมื้อค่ำให้กับพวกเรา”
พอได้ฟังเช่นนั้น ทุกคนก็พยักหน้าตามกันไป อย่างไรที่บ้านเกิดของแต่ละคนก็มักจะมีคนร่ำรวยสักหนึ่งสองครอบครัว หรือไม่เวลาเข้าเมืองก็ล้วนแต่เห็นคุณหนูผู้ดีออกเดินทางพร้อมกับขบวนผู้ติดตาม จะพูดสักคำก็ต้องใช้พัดปิดปาก เหมือนกับว่าการหายใจร่วมกับพวกชาวบ้านธรรมดานั้นเป็สิ่งที่สกปรกสำหรับพวกนาง
หากให้หญิงสาวเช่นนั้นเป็ภรรยาของท่านแม่ทัพใหญ่ อย่าว่าแต่จะมาดูแลพวกเขาเลย แค่ให้พวกเขาคอยปรนนิบัติรับใช้นางก็คงไม่พอแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ทุกคนก็ยิ่งดีใจที่ท่านแม่ทัพใหญ่ได้พบหญิงสาวที่จิตใจดีงามเช่นนี้
การสนทนาเช่นนี้เกิดขึ้นแทบทุกมุมของค่ายทหาร ในชั่วขณะนั้นชื่อ “แม่นางติง” ก็กลายเป็ที่รู้จักของเหล่าทหารทุกคน และชื่อเสียงของนางก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับติดจรวด
แต่ติงเหว่ยไม่ได้รู้เื่เหล่านี้เลย หลังจากที่ยุ่งวุ่นวายมาสองวัน นางก็เหนื่อยล้ามาก ขณะนี้จึงกินเกี๊ยวไปอย่างลวกๆ อุ้มลูกชายที่กำลังตื่นเต้นสุดๆ แล้วก็ถูกอวิ๋นอิ่งพาไปดูการแสดงการประกวดต่างๆ บนเวทีสูง
อาจเป็เพราะมื้อค่ำที่อิ่มอร่อยหรือรางวัลที่ถูกใจ ทหารที่ขึ้นแสดงแต่ละคนล้วนทำอย่างเต็มที่ เรียกเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องจากผู้ชมอย่างล้นหลาม หลังจากนั้นก้มหน้ายกเหล้าแรงๆ ที่ได้รับมาจิบกันอย่างสบายใจ
ความสนุกสนานดำเนินต่อเนื่องเกือบชั่วยาม ในที่สุดบนเวทีสูงนั้นก็ได้ผู้ชนะ เป็ทหารที่สามารถขว้างหินได้แม่นยำทุกครั้ง เขาได้รับรางวัลที่หนึ่งซึ่งเป็ชุดเกราะ แต่สำหรับเขาก็ไม่ได้เป็ประโยชน์อะไรมากนัก เขาจึงขายให้รองแม่ทัพในราคาสูง ทหารคนนั้นดีใจจนปากกว้างไปถึงหู นึกในใจว่ากลับบ้านไปคงจะได้แต่งภรรยาไม่ใช่แค่คนเดียว แต่อาจได้ถึงสี่ห้าคนเลยทีเดียว
รางวัลที่สองและสามก็ถูกแจกจ่ายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้บางคนก็อิจฉา บางคนก็ไม่พอใจ แต่บรรยากาศกลับยิ่งคึกคักขึ้นไปอีก
จนกระทั่งกลางดึก เมื่อเปลวไฟบนกองเพลิงเริ่มมอดลง ในที่สุดทุกคนก็รู้สึกพอใจกับความสนุกสนานแล้วจึงค่อยๆ พยุงไหล่พากันกลับไปนอนในกระโจม
อวิ๋นอิ่งคิดว่าก่อนหน้านี้ติงเหว่ยกินเกี๊ยวไปแค่ไม่กี่คำ หลังจากส่งสองแม่ลูกกลับไปที่กระโจมแล้ว นางจึงวิ่งไปที่กระโจมเล็กที่ใช้ทำอาหารเป็ประจำ เพื่อจะต้มโจ๊กสักถ้วยและทำกับข้าวรสชาติอ่อนๆ สักสองสามอย่าง
แต่กลับไปเจอเฟิงจิ่วที่กำลังยกเกี๊ยวขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย นางจึงเดินเข้าไปถามด้วยความอยากรู้ “เสี่ยวจิ่ว ่นี้เ้าหายไปไหนมา? แม่นางยังคิดถึงเ้าอยู่เลย ทุกครั้งที่ทำอาหารอร่อยๆ ก็จะบอกให้เก็บไว้ให้เ้าหนึ่งที่ สุดท้ายก็เลยตกไปอยู่ในท้องของอวี้ฉือเคราเฟิ้มแทน”
เฟิงจิ่วที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาก็ถึงกับตัวแข็งทื่อ แล้วพอได้ยินเช่นนั้นก็หน้าแดงและรู้สึกละอายใจ “เอ่อ...แผลของพี่ติงดีขึ้นหรือยัง? ข้า...อืม ่นี้ข้ายุ่งอยู่สักหน่อย”
“เ้ายุ่งอะไร?” อวิ๋นอิ่งไม่รอช้าที่จะจับโกหกเขา “ปกติเ้าแค่ทำตามคำสั่งของนายน้อยเท่านั้น ไหนเลยจะมีเื่อื่นที่ต้องยุ่งด้วย?”
เฟิงจิ่วรู้สึกกระอักกระอ่วน ดวงตาทั้งสองข้างของเขากลอกไปมา เห็นได้ชัดว่ากำลังพยายามหาข้อแก้ตัวอื่น
หากเขายอมรับตรงๆ อวิ๋นอิ่งก็คงจะปล่อยเขาไป เพราะใครๆ ก็มีเื่ส่วนตัวกันทั้งนั้น แต่การที่เขาทำตัวลับๆ ล่อ ๆ ดูเหมือนมีพิรุธเช่นนี้ ทำให้นางยิ่งสนใจและอยากรู้มากขึ้น
“เ้ามานี่เดี๋ยวนี้เลย” อวิ๋นอิ่งคว้าหูของเฟิงจิ่วแล้วบิดแรงๆ พร้อมขมวดคิ้วถามอย่างคาดคั้น “บอกมาซะดีๆ เ้าได้แอบไปทำอะไรที่ไม่ดีต่อแม่นางหรือไม่? มิเช่นนั้นเ้าจะหลบหน้าไปทำไม?”
“ไอ๊หยา พี่สาวปล่อยมือเถอะ หูข้าจะหลุดออกมาอยู่แล้ว!” เฟิงจิ่วร้องลั่นด้วยความเจ็บจนไม่สามารถกินเกี๊ยวได้อีก เขาเพียงสนใจแต่จะช่วยหูของตนเอง
“เ้ายังไม่ยอมพูดอีกหรือ ใช่หรือไม่ใช่?”
อวิ๋นอิ่งบิดหูเขาเพิ่มอีกครึ่งรอบ เฟิงจิ่วเจ็บจนเกือบจะะโขึ้นมา แต่ก็ไม่กล้าตอบโต้ เพราะรู้ดีว่าอวิ๋นอิ่งเป็น้องสาวที่เหล่าพี่ๆ องครักษ์เงารักและเอ็นดูมากที่สุด โดยเฉพาะตอนนี้ที่ซานอีประกาศชัดแล้วว่าจะไม่แต่งงานกับใครนอกจากอวิ๋นอิ่ง หากวันนี้เขากล้าทำอะไรผิดพลาดแม้แต่น้อย ไม่แน่วันพรุ่งนี้เขาอาจจะถูกวางยาตายอย่างเงียบๆ ก็ได้
“พี่สาวปล่อยมือเถอะ ข้าจะพูดแล้ว ข้าจะพูดแล้ว ยังไม่ยอมอีกหรือ!”
“อย่างนี้ก็ค่อยยังชั่วหน่อย” อวิ๋นอิ่งมั่นใจว่าเขาไม่กล้าวิ่งหนี จึงยอมปล่อยมือ
เฟิงจิ่วบ่นอย่างน้อยใจพร้อมกับลูบหูที่แดงของตัวเอง แล้วจึงค่อยๆ พูดอย่างระมัดระวัง “ข้ากลัวว่าถ้าพี่ติงเห็นข้าแล้วจะถามเื่บางอย่าง”
“เื่อะไร?” อวิ๋นอิ่งขมวดคิ้วและเร่งถามต่อ “ยังไม่รีบบอกมาอีก!”
เฟิงจิ่วจนปัญญา เขาคิดอยู่สักพักก่อนจะกลั้นใจพูดออกมา “วันนั้นตอนที่แม่นางฉู่มาถามพี่ติง ข้าบังเอิญได้ยินพี่ติงถามพี่เกี่ยวกับ เอ่อ เื่ของแม่นางท่านนั้น”
“แม่นางคนไหน?” อวิ๋นอิ่งยังนึกไม่ออก แต่ทันทีที่พูดออกมาได้ครึ่งหนึ่งก็เบิกตากว้าง “เ้าหมายถึงซือหม่าหย่าหลานงั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว แม่นางท่านนั้นแหละ หลังจากที่ซือหม่าเชวี่ยนขึ้นครองราชย์ นางก็ได้รับสมญานามว่าเป็องค์หญิงชิงเฉิง[1]” เฟิงจิ่วไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ดวงตาเขาก็แสดงความชื่นชมออกมา
อวิ๋นอิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีกและเร่งถามต่อ “เ้าจะพูดอ้ำอึ้งทำไม? รีบบอกมาเร็วๆ เลย! องค์หญิงชิงเฉิงนั้นงดงามถึงขนาดทำให้เมืองล่มจริงหรือ? นางงามกว่าแม่นางฉู่เสียอีกหรือ? อีกอย่างนางมีความเกี่ยวข้องกับนายน้อยยังไง?”
-----------------------------------------
[1] องค์หญิงชิงเฉิง 倾城公主 หมายถึง องค์หญิงที่งดงามจนทำให้เมืองล่มจมได้
เ
