เล่มที่ 5 บทที่ 150 เคล็ดหลอมห้าธาตุอู่ตุ้น
หลังจากที่คุยเงื่อนไขจบแล้ว ปีศาจกระบี่ก็ทิ้งตัวนอนลงทันที
“มาเถอะ อ๋องอย่างข้าพร้อมแล้ว!”
“…” หลินเฟยลูบจมูกเบาๆ พลางคิดในใจว่าไม่ควรเรียกเ้านี่ว่าเจี้ยนที่แปลว่ากระบี่เลย แต่ควรใช้เจี้ยนที่แปลว่าชั้นต่ำมากกว่า
‘ช่างเถอะ ใจเย็นดีกว่า’
หลินเฟยกดข่มความรู้สึกที่อยากจะโยนมันเข้าเตาหลอม ก่อนจะเริ่มโคจรเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถู…
ฝึนฝนเคล็ดวิชานี้มาถึงสองชาติ จนแทบจะเรียกได้ว่าในพิภพหลัวฝูแห่งนี้ ไม่มีใครเข้าใจเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูได้ดีกว่าหลินเฟยอีกแล้ว แต่ถึงจะเป็อย่างนั้น ทุกครั้งที่โคจรเคล็ดวิชานี้ก็จะต้องมีเื่ให้ประหลาดใจอยู่เสมอ…
เพราะเคล็ดวิชานี้ถือว่าร้ายกาจมาก…
เคล็ดวิชาหลอมนับพันนับหมื่นบนโลกใบนี้ หลินเฟยก็พอจะรู้อยู่หลายร้อยวิธี แต่ทุกวิธีล้วนใช้พลังปราณแตกต่างกันไป หรือใช้ขั้นบำเพ็ญต่างเตาหลอม เมื่อสองสิ่งรวมกันจึงหลอมเกิดเป็สิ่งต่างๆมากมาย ทว่ามีเพียงเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูเท่านั้น ที่ใช้ฟ้าดินต่างเตาหลอม ใช้พลังหยินและหยางต่างไฟ ทำให้สามารถหลอมรวมทุกสิ่งได้
และนี่ก็เป็พลังที่น่ากลัวอย่างมาก…
บางครั้งหลินเฟยก็เคยสงสัยว่าเคล็ดวิชานี้มีความเป็มาอย่างไร ทำไมถึงร้ายกาจเช่นนี้ ถึงกับหลอมจนเกิดเป็วังเซียนและวังใต้พิภพที่มีพลังล่มฟ้าล่มปฐีได้ ในหลายแสนปีที่ผ่านมานี้ มีเคล็ดวิชาที่ร้ายกาจเช่นนี้อยู่อีกกี่วิชากันนะ?
“สงสัยคงจะมีแค่ผีเท่านั้นที่รู้…” ระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้นก็อดที่จะส่ายหน้าไปด้วยไม่ได้ ประวัติศาสตร์ของพิภพหลัวฝูมีอยู่อย่างยาวนาน และสิ่งที่สืบทอดมากลับมีเพียงน้อยนิด อย่าว่าแต่วังเซียนและวังพิภพที่อยู่ในตำนานเลย แม้แต่สิ่งต่างๆในชาติที่แล้ว ส่วนมากก็จมหายไปกับกาลเวลาหมดแล้ว สิ่งที่หลงเหลืออยู่จึงมีเพียงเศษเสี้ยว แถมยังไม่สมบูรณ์อีกด้วย…
แค่เห็นสภาพเป่ยจิ้งและสำนักเวิ่นเจี้ยนก็รู้แล้วว่าต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง…
ภายใต้การโคจรของเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถู ทำให้ฟ้าดินกลายเป็เตาหลอม พลังหยินและหยางรวมกันราวกับเปลวไฟสายหนึ่ง ค่อยๆโอบล้อมตัวกระบี่ที่ปีศาจกระบี่อาศัยอยู่ อย่างไรก็ตามกระบี่เล่มนี้ก็ถือเป็ยอดศาสตราวุธที่แท้จริง มีมนต์สะกดมากกว่าสี่สิบสายเลยทีเดียว แม้จิติญญากระบี่เจินหลิงจะสลายไป แถมยังถูกปีศาจเข้าอยู่หลายปี แต่เนื้อแท้ของมันก็ยังคงเป็ยอดศาสตราวุธอยู่ดี
เพียงแค่เคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูเริ่มโคจรขึ้น มนต์สะกดเดิมก็ปรากฏออกมา หลังจากที่นับดูก็พบว่ามีจำนวนมากถึงสี่สิบสามสาย หากชำระปีศาจกระบี่ออกไป หลอมจนได้จิติญญากระบี่เจินหลิงใหม่ละก็ เกรงว่าจะต้องเป็ยอดศาสตราวุธชั้นดีขึ้นมาอีกครั้งแน่…
แต่หลินเฟยกลับไม่ทำเช่นนั้น…
ไม่ใช่เพียงเพราะสัญญาที่ให้ไว้กับปีศาจกระบี่
แต่เป็เพราะแม้กระบี่เล่มนี้จะกลายเป็ยอดศาสตราวุธอีกครั้ง แต่มันก็ยังเป็ศาสตราวุธของอาจารย์ปู่ ทุกอักขระทุกมนต์สะกด ล้วนเป็ฝีมือของผู้เป็อาจารย์ปู่ ไม่เกี่ยวอะไรกับตนเองเลยสักนิด หากทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการหยิบยืมมาใช้…
สิ่งที่หลินเฟย้า ไม่ใช่ศาสตราวุธเช่นนั้น
จึงเริ่มโคจรเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูโดยไม่ลังเล เขาค่อยๆชำระมนต์สะกดที่มีออกไปทีละสาย มนต์สะกดแต่ละสายมีอักขระมากมาย แถมยังเกิดจากฝีมือของผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซี่ยงอีก หลินเฟยจึงต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็มๆ ถึงจะสามารถชำระมนต์สะกดทั้งหมดออกไปได้
แน่นอนว่าหลินเฟยเองก็ไม่รู้สึกเสียดายอะไร เพราะทุกมนต์สะกดที่หลอมออกมาจะถูกส่งไปที่ดินิถู่ และตอนนี้ดินิถู่ก็อยู่ใน่วิวัฒนาการ ถือว่ากำลังขาดแคลนปุ๋ยพอดี ดังนั้นการส่งมนต์สะกดทั้งสี่สิบสามสายเข้าไปนั้น นับว่าทุ่นแรงไปได้มากทีเดียว
หลังจากเสร็จเื่ทั้งหมด เขาก็หันมาจดจ่อกับปีศาจกระบี่แทน
ปีศาจกระบี่มีร่างเป็ครึ่งปีศาจครึ่งกระบี่ บัดนี้ไอปีศาจก็ผสานรวมเข้ากับมนต์สะกด หากคิดจะหลอมให้กลายเป็ศาสตราวุธละก็ เกรงว่าจะมีแค่หลินเฟยซึ่งรู้เคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูเท่านั้นที่จะทำได้
ครั้งนี้หลินเฟยเลือกใช้เคล็ดวิชาบทที่สิบสามที่ชื่อว่าตุ้นฟ่า
เคล็ดวิชาบทนี้ใช้ธาตุทั้งห้าเป็พื้นฐาน ในอดีตตอนที่เจอกระบี่นี้ที่หุบเขากระบี่ มันมีความเร็วไม่ธรรมดา จนหลินเฟยเองก็เกือบจะไล่ตามไม่ทัน ในเมื่อมันชอบพุ่งไปพุ่งมา ถ้าอย่างนั้นก็พุ่งให้หนำใจเสียเลย อาวุธที่หลอมด้วยเคล็ดวิชาบทนี้แทบจะเรียกได้ว่าทนทานต่อธาตุทั้งห้า ทั้งไม้ ไฟ ดิน โลหะ น้ำ ไปไหนมาไหนได้อย่างไร้ร่องรอย ยากต่อการต้านทาน แถมปีศาจกระบี่ยังมีความเร็วที่ไม่ธรรมดา หากหลอมรวมสำเร็จ เกรงว่าจะกลายเป็ยอดศาสตราวุธที่ร้ายกาจทีเดียว…
และเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งคืน…
ใน่เช้าตรู่ ทางด้านหลังของร้านหลอมอาวุธ ก็เกิดเสียงหวีดร้องของกระบี่ดังขึ้น ครู่เดียวก็มีลำแสงกระบี่สายหนึ่งพวยพุ่งออกมา เพียงพริบตาเดียวก็ทะยานขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะร่วงตกลงมาราวกับฝนดาวตก…
หลังจากนั้นก็มีกระบี่ครึ่งเล่มโผล่ออกมาจากพื้นดิน หลังจากเหล่มองซ้ายขวา มันก็ะเิหัวเราะออกมาทันที
“ฮ่าๆ อ๋องอย่างข้าไร้เทียมทานขึ้นมาแล้ว!”
“ไร้เทียมทานกับผีน่ะสิ…” หลินเฟยดึงกระบี่ที่โผล่ครึ่งเล่มขึ้นมา ก่อนจะกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“เพิ่งจะหลุดพ้นจากร่างปีศาจ ตอนนี้มีมนต์สะกดแค่ยี่สิบเจ็ดสาย เต็มที่ก็เป็แค่อาวุธหยางฝูแท้ๆ ยังมีหน้าพูดว่าตัวเองไร้เทียมทาน?”
“ทำไมถึงมีแค่ยี่สิบเจ็ดสายเองเล่า?”
“จะไปรู้หรือ…” แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจหลินเฟยกลับพอใจไม่น้อย อย่างที่เห็นว่าตอนนี้ปีศาจกระบี่มีมนต์สะกดแค่ยี่สิบเจ็ดสาย แต่ทั้งยี่สิบเจ็ดสายนั้นกลับหลอมรวมด้วยเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูบทที่สิบสามเชียว เพียงรากฐานก็มั่นคงยิ่งกว่ากระบี่หงส์คำรนแล้วด้วยซ้ำ
และที่สำคัญ แม้ปีศาจกระบี่จะกลายเป็อาวุธแล้ว แต่กลับไม่กระทบต่อจิติญญาของมันแม้แต่น้อย เรียกได้ว่าเป็จิติญญาที่มีปัญญามากกว่าจิติญญาแต่กำเนิดของกระบี่หงส์คำรนเสียอีก…
เป็แค่อาวุธหยางฝู แต่กลับมีจิติญญาหยวนหลิงสมบูรณ์ เกรงว่าทั่วทั้งพิภพหลัวฝูแห่งนี้ก็คงหาไม่ได้อีกแล้ว…
อาศัยแค่จุดนี้ ปีศาจกระบี่ก็อยู่เหนืออาวุธหยางฝูทั้งปวงแล้ว วันหน้าจึงมีโอกาสสูงที่จะพัฒนาเป็ศาสตราวุธได้ ดีไม่ดีอาจบรรลุถึงขั้นเซียนเทียนเลยทีเดียว
แน่นอนว่าเื่เหล่านี้หลินเฟยไม่มีทางพูดออกมาเป็แน่ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเ้านี้ได้เอ่ยออกมาว่า “อ๋องอย่างข้าไร้เทียมทาน” ออกมาอีก…
“อาจารย์อา ข้าซื้อของที่ท่าน้ากลับมาแล้ว!” ขณะที่หลินเฟยกำลังจมอยู่ในภวังค์ เจียงหลีที่หายไปหนึ่งวันหนึ่งคืนก็กลับมาพอดี
“กลับมาพอดีเลย” หลินเฟยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาในร้านหลอมอาวุธ จากนั้นก็เห็นวัตถุดิบมากมายกองเต็มพื้น
“นี่เป็ครั้งแรกที่ข้ารู้สึกได้ว่าการใช้จ่ายก็เป็เื่ลำบากใช่ย่อยเหมือนกัน…” หลังจากวุ่นวายอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืน ใบหน้าเจียงหลีก็ปรากฏอาการเหน็ดเหนื่อยออกมาอย่างชัดเจน แถมใต้ตายังดำคล้ำราวกับหมีแพนด้าก็ว่าได้
“นั่นคือทองแดงเย่วเจี้ยนิที่ท่าน้า ข้าตามหาทั่วเมืองวั่งไห่ ถึงรวบรวมมาได้หลายร้อยจิน เถ้าแก่พวกนั้นถึงกับถามว่าจะเอาไปหลอมเหล็กทั้งเหมืองหรือไง…”
---------------------------------------------------------------------------------------------------
