ค่ำคืนในชนบทของยุค 80 เงียบสงัด มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและเสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้ โรซี่ในร่างของเยว่ชิงกำลังจัดแจงให้เป่าเป้ยหลับสนิทบนเตียงเล็กข้างๆ ก่อนจะก้าวเดินกลับมายังห้องนอนใหญ่ด้วยหัวใจที่ยังคงครุ่นคิดถึงแผนการสอนลูกสาวในวันพรุ่งนี้
เมื่อเปิดประตูเข้ามา เธอพบว่าไฟในห้องยังไม่ดับ หลิวเหว่ยนอนอยู่บนเตียงไม้หลังกว้าง เขายังไม่ได้ถอดเสื้อกล้ามทหารออก แสงตะเกียงสลัวขับให้เห็นสีหน้าเคร่งเครียด มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นกุมขมับพลางหลับตาแน่น
“คุณยังไม่นอนอีกเหรอคะ?” โรซี่ถามเสียงเรียบ พลางเดินไปวางตะเกียงน้ำมัน
“ผม... ปวดหัวนิดหน่อย” เสียงทุ้มของหลิวเหว่ยดูแหบพร่ากว่าปกติ “อาจจะเป็เพราะพักผ่อนน้อยจากการฝึกซ้อมภาคสนาม”
โรซี่ขมวดคิ้วสัญชาตญาณนักวิทยาศาสตร์ของเธอทำงานทันที เธอเดินเข้าไปใกล้ขอบเตียง “อาการปวดอยู่ตรงไหนคะ? ปวดตื้อๆ หรือปวดแปลบ? มีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วยไหม?”
หลิวเหว่ยลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง มองดูภรรยาที่ตอนนี้ดูจริงจังกับการวิเคราะห์โรคจนเขารู้สึกขำลึกๆ “แค่ปวดที่ขมับ... คุณมียาไหมเยว่ชิง?”
“รอสักครู่นะคะ” โรซี่รีบเดินไปที่ตู้ไม้เก่าๆ เธอคุ้ยหาชุดยาประจำเป็บ้านที่ป้าหลิวเคยบอกไว้ เธอหยิบขวดน้ำและยาเม็ดออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนจะส่งให้เขา เธอหยุดนิ่งและอ่านสลากยาอย่างละเอียดเพื่อเช็กส่วนประกอบทางเคมี “นี่เป็ยาคลายกล้ามเนื้อเบื้องต้น... ทานนี่นะคะ แล้วก็น้ำ”
ขณะที่เธอโน้มตัวลงส่งยาให้เขา หลิวเหว่ยที่ดูเหมือนจะไร้เรี่ยวแรงกลับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เธอจะคาดคิด เขารับยาไปวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะคว้าข้อมือเล็กของเธอแล้วออกแรงดึงเพียงนิดเดียว ร่างบางของโรซี่ก็ถลาลงไปอยู่ในอ้อมกอดแกร่งของเขาบนเตียง
“คุณ! นี่คุณไม่ได้ปวดหัวจริงนี่คะ!” โรซี่ร้องออกมาด้วยความใ พยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่หลิวเหว่ยกลับกอดเธอไว้แน่นแขนของเขาแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก
“ผมปวดหัวจริงๆ... แต่ผมแค่อยากให้คุณอยู่ใกล้ๆ” หลิวเหว่ยกระซิบชิดใบหู กลิ่นกายชายหนุ่มผสมกลิ่นสบู่จางๆ ทำให้สมองของโรซี่เริ่มประมวลผลผิดพลาด “เยว่ชิง... บอกผมมาตามตรง คุณไปเรียนรู้วิธีการพูดจาและท่าทางแบบนี้มาจากไหน? ยิ่งผมมองคุณ ผมยิ่งรู้สึกว่าคุณไม่ใช่คนเดิมที่ผมเคยรำคาญ”
“ฉัน... ฉันก็คือฉันไงคะ” โรซี่ตอบพลางพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น “หัวใจเต้นเร็วขึ้น (Tachycardia)... รูม่านตาขยาย... นี่เป็อาการของความสงสัยหรือการคุกคามคะนายพล?”
หลิวเหว่ยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นทำให้หน้าอกของเขาสั่นะเืมาถึงตัวเธอ “คุณยังจะวิเคราะห์ผมอยู่อีกเหรอ?”
เขารั้งร่างของเธอขึ้นมาจนใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว ดวงตาคมปลาบของนายพลหนุ่มจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับพยายามจะค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่ภายใน ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงมาและริมฝีปากของเธออย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น
โรซี่เบิกตาโพลง ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ ในโลกก่อนเธอใช้เวลาอยู่แต่กับหลอดทดลองและสูตรเคมี ไม่เคยมีใครเข้าใกล้เธอในระดับที่เรียกว่า ‘ความสัมพันธ์ทางกาย’ ได้มากขนาดนี้ ความรู้สึกแปลกใหม่แล่นพล่านไปทั่วทุกเซลล์ในร่างกาย มันคือปฏิกิริยาเคมีที่ซับซ้อนกว่าสารประกอบใดๆ ที่เธอเคยรู้จัก จูบของเขาไม่ได้รวดเร็วหรือรุนแรง แต่มันเต็มไปด้วยความ้าค้นหาและความโหยหาที่เขาพยายามซ่อนไว้
เมื่อเขาถอนจูบออก โรซี่หอบหายใจถี่ ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างไม่อาจห้ามได้
“นี่คือ... การทดลองััเหรอคะ?” เธอถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่คงที่
หลิวเหว่ยยิ้มมุมปากอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เขาไม่ได้เร่งรัดต่อ แต่กลับกระชับอ้อมกอดให้เธอซุกซบอยู่กับหน้าอกกว้างของเขา “ถ้าคุณเรียกมันว่าอย่างนั้น... ผมก็อยากจะทดลองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจว่าคุณเป็ใครกันแน่”
“คุณยังไม่ตอบคำถามเื่ปวดหัว” โรซี่พึมพำ เริ่มรู้สึกว่าความร้อนจากร่างกายของเขามันทำให้เธอเคลิ้มตามอย่างประหลาด
“มันหายไปหมดแล้ว... เมื่อผมได้กอดคุณไว้แบบนี้” หลิวเหว่ยกระซิบพลางจุมพิตที่หน้าผากของเธอเบาๆ “นอนเถอะเยว่ชิง พรุ่งนี้คุณยังมี ‘วิชาลับ’ ที่ต้องสอนลูกสาวไม่ใช่หรือไง? ผมจะคอยดูว่าครูอัจฉริยะคนนี้จะทำอะไรได้บ้าง”
โรซี่หลับตาลงอย่างพ่ายแพ้ต่อความอบอุ่นที่เธอไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน ความวุ่นวายในบ้านตระกูลหลิวและความกดดันจากแม่สามียังคงอยู่ แต่ในอ้อมกอดของชายที่เคยเ็าคนนี้ เธอกลับรู้สึกถึงความมั่นคงที่น่าประหลาดใจ
คืนนั้น หลิวเหว่ยเพียงแค่กอดเธอไว้แน่น ราวกับกลัวว่าถ้าเขาปล่อยมือ หญิงสาวที่แสนฉลาดและน่าค้นหาคนนี้จะหายวับไปกับอากาศธาตุ ทิ้งให้นักวิทยาศาสตร์สาวจมลงสู่ห้วงนิทราในอ้อมแขนของสามีผู้เ็าที่เริ่มจะหลอมละลายเพราะปัญญาและเสน่ห์ของเธอเอง
