จิ้งิเฟิงเหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะก้มหน้าวิ่งตะบึงไปทางด้านซ้ายของอาคารหลังหนึ่ง แล้วแสร้งเป็พิงผนังอาคารด้วยความเหนื่อยล้า สองตาเพ่งไปเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเยือกเย็น
มันก้มหน้าหลับตาลงราวกับกำลังพยายามเรียกความทรงจำ จากนั้นจึงพึมพำกับตนเอง “ผอม หน้าผากกว้าง คาง...”
ขณะจิ้งิเฟิงเรียกความทรงจำและพึมพำกับตนเอง กล้ามเนื้อบนใบหน้าก็เริ่มบิดเบี้ยว ครู่ต่อมาก็ลืมตาและเงยหน้าขึ้น ใบหน้ามันต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง กลับคลับคล้ายไป๋หยุนเฟยถึงเจ็ดแปดส่วน!
“เอาล่ะ ข้าจำได้เพียงเท่านี้ แม้จะไม่เหมือนอย่างสมบูรณ์ แต่ก็คาดว่าไม่ต่างไม่เท่าใด อย่างน้อยก็คงไม่มีปัญหา” จิ้งิเฟิงััใบหน้าพลางพยักหน้าอย่างพอใจ จากนั้นจึงเอ่ยปากขึ้น “อีกอย่างมันไว้ผมสั้น ยิ่งช่วยข้าประหยัดเวลา”
จากนั้นมันเผยรอยยิ้มบิดเบี้ยวด้วยใบหน้าของไป๋หยุนเฟย หากไป๋หยุนเฟยมาเห็นต้องลงมือทุบตีจิ้งิเฟิงอย่างแน่นอน เพราะรอยยิ้มนี้ดูต่ำช้าเกินไปแล้ว
“โอ จริงสิ ยามนี้ยังไม่ใช่เวลาจะยินดี” จิ้งิเฟิงหุบยิ้มลง จากนั้นรีบเดินไปตามถนนไปทางร้านเสื้อผ้า
ภายในร้านกลับว่างเปล่า จิ้งิเฟิงยืดคอกวาดตามองทั่วบริเวณจากนั้นพลันเผยสีหน้ายินดี เมื่อเห็นเงาร่างของคนสองคนห่างออกไปหลายร้อยวากำลังจะเดินเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่งทางขวาของตน
“ฮ่า ฮ่า พวกนางกำลังเดินเข้าตรอกที่ผู้คนบางตา ยิ่งช่วยให้ข้าประหยัดเวลาขึ้นไปอีก” จิ้งิเฟิงหัวเราะอย่างชั่วร้ายก่อนจะไล่ตามทั้งสองไปอย่างรวดเร็ว
ภายในตรอกนั้นไร้ผู้คนพลุกพล่านเช่นตรอกอื่น ด้วยยามนี้เริ่มดึกแล้วร้านแผงลอยทั้งหลายเก็บข้าวของกลับจนหมดสิ้น เหลือเพียงแสงไฟจากตึกข้างเคียงร่วมกับแสงจันทร์ฉายส่องภายในตรอกอันว่างเปล่า
“คุณหนู ไฉนพวกเราไม่พักในเมืองเหยียนหลินอีกสักสองสามวัน นับั้แ่พวกเราออกจากบ้านมาเมื่อสองเดือนก่อน ท่านก็ไม่เคยได้พักผ่อนเต็มที่มาก่อน...” สตรีวัยกลางคนเอ่ยปากกับหญิงสาวด้านข้างด้วยท่าทีรักห่วงใย
“ไม่จำเป็หรอกป้าจ้าว หรือท่านคิดว่าวีรชนิญญาระดับปลายเช่นข้าจะไม่อาจรับความลำบากได้?” หญิงสาวหันมายิ้มให้ นางใช้มือซ้ายปัดปอยผมบนใบหน้าไปทัดไว้หลังใบหู ผิวนางผุดผ่องประดุจหยก คิ้วโก่งดั่งกิ่งหลิว ดวงตายังสดใสยิ่งกว่าท้องฟ้ายามราตรีเบื้องบน ยามแหงนมองหมู่ดาวอย่างชื่นชมดวงตาทั้งคู่เป็ประกายดั่งดวงดารา “อีกอย่าง พวกเราพักที่นี่มาสองวันเต็ม ข้าทราบดีว่าท่านอยากให้ข้าได้พักอีกหน่อย คืนนี้พวกเราจะไม่ซื้อหาสิ่งใดเพิ่มอีก แต่ข้ารู้สึกว่าเราอยู่ที่นี่นานพอแล้ว เมื่อเราซื้อของจำเป็ที่เหลือครบจะรีบออกเดินทางทันที...”
“อีกอย่าง...” หญิงสาวหันกลับไปมองที่ปลายถนน ก่อนจะกล่าวอย่างแช่มช้า “ยิ่งพวกเราไปถึงที่นั่นเร็วเท่าใด ท่านก็ยิ่งกลับบ้านไปดูแลมารดาได้เร็วขึ้นเท่านั้น”
คิ้วของป้าจ้าวขมวดเข้าหากันก่อนจะถอนหายใจ “คุณหนู ที่จริงท่าน...”
“ป้าจ้าว ข้าทราบดีว่าท่านจะกล่าวอันใด ไม่จำเป็ต้องปลอบใจข้า” หญิงสาวสั่นศีรษะ “ข้าอดกลั้นมาสิบแปดปี ในที่สุดก็ตัดสินใจแหกกรงนกของตระกูลออกมา ข้าเพียงคิดจะทำในสิ่งที่ปรารถนา เมื่อใดที่แข็งแกร่งพอ ข้าจะตัดโซ่ที่คนเ่าั้ล่ามมารดาข้าเอาไว้... ไม่ว่าจะเป็ใครที่พามารดาข้าไป ข้าไม่คิดจะใส่ใจ แต่ทว่า... คนที่ทำให้มารดาข้าต้องทนทุกข์ ต้องมีสักวันที่ข้าจะกลับไปตอบแทนน้ำใจแทนมารดาข้าเป็สิบเท่า --- ไม่ --- ต้องร้อยเท่า!”
ก่อนจะกล่าวจบ ใบหน้าหญิงสาวก็เข้มขึ้นทุกทีด้วยความโกรธแค้นระคนโศกเศร้าอับจนปัญญา...
ดวงตาป้าจ้าวก็เผยแววปวดร้าวเช่นกัน เห็นหญิงสาวที่หดหู่ถ่ายทอดความเ็ปออกมาทางแววตา ชั่วขณะที่จะเอ่ยปากสองตานางก็ตวัดไปด้านข้างพร้อมกับะโอย่างโกรธกริ้ว “เด็กน้อยคิดทำอะไร?!”
ทันทีที่เอ่ยปาก ก็ััได้ถึงพลังอันดุดันรูปวงแหวนสีส้มพุ่งเข้าหาทั้งคู่ แล้วมือขวาข้างหนึ่งก็ยื่นกรงเล็บออกไปตะปบใส่สะโพกของหญิงสาวอย่างหยาบช้าลามก
ป้าจ้าวตอบโต้อย่างว่องไว แต่เ้าของมือข้างนั้นกลับคาดเดาออก หลังจากตะปบถูกชายเสื้อของหญิงสาวก็พลิกข้อชักมือออก
“แควก!” เสียงฉีกขาดดังขึ้นพร้อมกับเสื้อของหญิงสาวปรากฏรูโหว่เท่าฝ่ามือขึ้น ยังดีที่หญิงสาวมีปฏิกิริยาไม่เชื่องช้ารีบคว้าส่วนบนของเสื้อไว้ไม่ให้ถูกกระชากออกมากกว่าเดิม
ป้าจ้าวทั้งโกรธแค้นทั้งตื่นตะลึง ไม่ใช่ว่านางไม่รู้สึกตัวว่ามีคนเข้าใกล้ ที่จริงนางทราบว่ามีคนผู้หนึ่งอยู่ใกล้ๆ แต่เห็นได้ชัดว่าเป็คนธรรมดาซึ่งฝีเท้าบ่งบอกว่ากำลังรีบร้อนกลับบ้าน ดังนั้นจึงไม่ได้ระวังต่ออีกฝ่าย คาดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จู่ๆจะลงมือเช่นนี้ หากเมื่อครู่นางรู้ตัวไม่ทันท่วงทีเกรงว่าด้วยจิตใจว้าวุ่นของตนคงปล่อยให้คุณหนูถูกลวนลามยิ่งกว่านี้แล้ว
เมื่อลอบจู่โจมล้มเหลว เงาร่างนั้นก็ปะทุพลังิญญาเคลื่อนตัวห่างออกไปสองสามวาเพื่อเผชิญหน้ากับทั้งคู่ --- ที่แท้เป็ไป๋หยุนเฟย! โอ ไม่ถูกต้อง ที่จริงเป็จิ้งิเฟิงที่ปลอมตัวเป็ไป๋หยุนเฟยจึงจะถูก
จิ้งิเฟิงมองดูหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะเหลือบตามองสตรีวัยกลางคนที่กำลังเดือดดาล สองตามันย้ายกลับมามองยังหญิงสาวที่เพิ่งจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะเลื่อนสายตามองดูเศษผ้าในมือ มันฉีกยิ้มต่ำช้าพลางสูดดมกลิ่นหอมจากเศษผ้าอย่างเบิกบานแล้วจึงหัวเราะอย่างชั่วร้าย “ช่างน่าดึงดูดใจนัก แม้แต่เสื้อผ้าก็หอมหวาน ฮี่ ฮี่... นายน้อยผู้นี้นับว่ามีโชคด้านสตรี นางงาม ให้นายน้อยผู้นี้ปรนนิบัติเ้าเถอะ มากับข้าแล้วข้าจะรักถนอมเ้าเป็อย่างดี ฮี่ ฮี่...” หญิงสาวเพ่งตามองมันด้วยสีหน้าว่างเปล่าราวกับอับจนคำพูด ดูท่านางไม่เคยเผชิญกับเกตุการณ์เช่นนี้มาก่อน เห็นจิ้งิเฟิงสูดดมเศษเสื้อนางช่างต่ำช้า นางก็เลิกคิ้วค้างขณะที่ใบหน้ากลายเป็แดงก่ำ สองตาทอประกายโกรธแค้น ทั้งร่างสั่นระริก
“เด็กน้อย ห้ามเ้าแสดงกิริยาต่ำช้าต่อคุณหนูเช่นนี้!” ป้าจ้าวตอบโต้อย่างรวดเร็ว ไม่ทันที่จิ้งิเฟิงจะกล่าวจบ นางก็ถีบเท้ากับพื้นจนเป็หลุมส่งร่างขึ้นไปในอากาศ ขณะที่ทะยานไปเบื้องหน้าหลายวาก็ง้างขาขวาหวดใส่ทรวงอกจิ้งิเฟิง
“ข้าไปแล้ว ไม่ต้องดุร้ายปานนั้น!” จิ้งิเฟิงเค้นเสียงะโ อาศัยแรงถีบจากเท้าขวาไถลตัวไปด้านข้างอย่างยากเย็นก่อนจะหลบเท้าอย่างหวุดหวิด
“ตูม!” เสียงะเิดังฝ่าอากาศพร้อมกับลมกระโชกพัดฝุ่นกระจายออกรอบทิศ จิ้งิเฟิงหลับตาแน่นพร้อมกับล่าถอยไปหลายก้าวอย่างว่องไว เท้าของป้าจ้าวกลับทิ้งหลุมกว้างครึ่งวาลึกหนึ่งเชียะบนพื้นที่มันเคยยืนอยู่เมื่อครู่!
“เฮ้อ น่าหวาดเสียวนัก นางเป็ผู้ใช้พลังธาตุดิน พลังช่างน่ากลัว! ยังดีที่ข้ายังว่องไวพอ...” จิ้งิเฟิงปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางลอบยินดีในใจ
เมื่อเห็นตนเองพลาดเป้า ป้าจ้าวก็ไม่แตกตื่นหรือหยุดชะงัก ตรงกันข้ามสีหน้าโกรธแค้นของนางยิ่งมายิ่งลึกล้ำเช่นเดียวกับหลุมที่นางสร้างด้วยเท้าที่หวดใส่จิ้งิเฟิง
“ยังจะลงมืออีก?!” จิ้งิเฟิงร่ำร้องพลางหลบเลี่ยงหมดที่ชกใส่ “ท่านป้า ท่านป่าเถื่อนเกินไปแล้ว! คิดจะเอาชีวิตข้าเลยหรือ!”
“คนต่ำช้าเช่นเ้าก็สมควรแล้ว! เมื่อเ้าล่วงเกินคุณหนู หากไม่ให้เอาชีวิตเ้าที่นี่อย่างน้อยก็ต้องตัดแขนเ้าข้างหนึ่ง!” ป้าจ้าวเอ่ยปากโพล่งขณะเตะกวาดใส่เท้าจิ้งิเฟิง ทว่าอีกฝ่ายกลับะโหลบได้อย่างว่องไว
จิ้งิเฟิงแผดเสียงอีกหลายต่อหลายครั้งขณะะโและหลบเลี่ยงท่าจู่โจมจากป้าจ้าว แม้นางจะบรรลุด่านภูติญญาระดับกลาง แต่พลังอันเข้มแข็งของนางกลับไม่อาจต่อต้านความว่องไวของจิ้งิเฟิง จิ้งิเฟิงเองก็ไม่ตอบโต้เพียงมุ่งเป้ากับการหลบหลีก ที่สำคัญที่สุดคือมันพยายามหาโอกาสเข้าหาหญิงสาวด้านหลังป้าจ้าว แต่ทุกคราที่มีโอกาสก็จะถูกป้าจ้าวที่รู้ตัวขัดขวางไว้ได้ก่อน ผ่านไปสิบกระบวนท่านางก็ยังไม่อาจจู่โจมให้ถูกเป้า
ระหว่างที่จิ้งิเฟิงหลบหลีก ก็มักจะหาโอกาสยั่วเย้าหยอกล้อต่อหญิงสาวด้วยถ้อยคำหยาบช้าลามก เพียงคำพูดก็เพียงพอจะทำให้ใบหน้านางแดงฉานด้วยความโกรธเคือง มีหลายคราที่นางถูกยั่วจนคิดจะทะยานเข้าไปร่วมมือกับป้าจ้าวสั่งสอนบุรุษที่น่ารังเกียจผู้นี้
ระหว่างหลบจากแรงะเิที่ะเืรอบด้านตรงหน้า จิ้งิเฟิงก็พลันปล่อยเสียงหัวเราะประหลาดพิกลออกมา “ดูนี่!”
