หลังสิ้นเสียงของหยวนเป่า ไม่มีใครกล่าวคำใดออกมาสักคน ทั้งตี้หลิงหาน จีอู๋ซวง และคนอื่นๆ ล้วนถูกคำพูดของหยวนเป่าพาให้ตกตะลึง
ร่างต้องพิษหยิน? หมายความว่าอย่างไร?
แค่ได้ยินคำสี่พยางค์นี้ย่อมรู้ว่าคงมิใช่คำที่ดีเป็แน่
แต่จีอู๋ซวงที่เป็นักปรุงยาย่อมรู้จักคำนี้ เขามองหยวนเป่าด้วยสายตาไม่เชื่อ “ร่างต้องพิษหยิน? คุณชายน้อยตระกูลมู่ เ้าบอกว่าร่างเ้าถูกพิษหยินหรือ?”
“ขอรับ”
หยวนเป่ามิได้ปิดบัง ทำเพียงพยักหน้า
หาก้ารักษาตี้หลิงหาน ยามนี้ย่อมไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่าการใช้พิษต้านพิษ ดังนั้นเขาจึงไม่คิดปกปิด
หัวใจของจีอู๋ซวงสั่นะเือย่างมิอาจควบคุมได้
ความน่าพรั่นพรึงที่ได้รับในราตรีนี้ ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเคยประสบมาตลอดยี่สิบปีนัก
“ร่างต้องพิษหยิน คือการที่ทั้งร่างเต็มไปด้วยพิษ พิษนี้ได้รับั้แ่อยู่ในครรภ์มารดา ฝังลึกในเืและกระดูก ไม่แพร่กระจายเมื่อถูกัั าเ็สาหัสทว่าไม่ตาย ในตำราแพทย์มีบันทึกเอาไว้ ผู้ที่ร่างต้องพิษหยิน ส่วนมากจะมีอายุไม่ถึงแปดปี”
คำพูดของจีอู๋ซวงดั่งค้อนที่ทุบลงบนร่างของทุกคนอย่างรุนแรง
ฮวาเหยียนพลันหันหน้าหนี ดวงตาของนางแดงก่ำ เอ่อท้นไปด้วยหยาดน้ำตา
โศกเศร้าและเ็ป
บุตรชายของนางต้องพิษหยิน หากไม่มียาแก้พิษ เขาจะเหลือเวลาชีวิตอีกแค่สามปีเท่านั้น
จีอู๋ซวงอธิบายได้อย่างชัดเจน ราวกับฉีกควักหัวใจที่ถูกห่อหุ้มเอาไว้ออกมา เ็ปเหลือแสน รวดร้าวเกินไปแล้ว
มู่เอ้าเทียนหลับตาพลางสูดลมหายใจเข้าลึก หัวใจของเขาราวกับแตกเป็เสี่ยงๆ บุรุษเข้มแข็งกลับมีน้ำตาไหลอาบใบหน้า
หลานชายของเขามารยาทดี มีเหตุผล เฉลียวฉลาด และมีพร์โดดเด่นเหนือใคร แต่กลับมีร่างกายที่ถูกพิษเช่นนี้ เขาเ็ปจนลมหายใจติดขัด
ก่อนจะพบว่าตี้หลิงหาน...ขมวดคิ้ว
เขามิคาดคิดว่าเื่ราวจะกลายเป็เช่นนี้
ทั้งเย็นเยียบและเดียวดายเหมือนกับเขา หัวใจถูกจู่โจมอย่างหนักหน่วง เด็กที่มีความสามารถโดดเด่นเยี่ยงนี้ ก็มีชะตาที่น่าสงสารเช่นเดียวกันหรือ?
ที่แท้แล้วในใต้หล้านี้ยังมีเด็กที่เหมือนกับเขา ป่วยเป็โรคน่าเวทนา และอาจถึงแก่ความตายในไม่ช้าหรือ?
คิ้วของเขาขมวดแน่น
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ร่างของมู่อันเหยียน นางยืนอยู่ที่นั่น ชั่วขณะนั้นรู้สึกเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง ไร้บรรยากาศของความโอหัง ปราศจากแววตาปีศาจร้ายเหมือนเคย ยามนี้นางเป็เพียงมารดาที่โศกเศร้าอย่างถึงขีดสุด
มือของตี้หลิงหานที่วางอยู่ข้างกายกำแน่นโดยมิได้ตั้งใจ เขานึกถึงเื่ราวหลากหลาย ทั้งสี่ปีก่อนและสี่ปีต่อมา เด็กผู้นี้คือบุตรของชายที่มู่อันเหยียนรักใช่หรือไม่? ทว่าเมื่อสี่ปีก่อนนางประสบกับเื่อันใด? จึงได้ให้กำเนิดบุตรที่ร่างต้องพิษหยินเช่นนี้?
จีอู๋ซวงกล่าวว่าพิษในตัวเด็กได้รับมาจากครรภ์มารดา หมายความว่าร่างกายของมู่อันเหยียนก็ถูกวางยาพิษั้แ่สี่ปีก่อน
เช่นนั้น นางต้องทนทนทุกข์ทรมานมามากเพียงใด?
หาก...หากเมื่อสี่ปีก่อน ครั้งมู่อันเหยียนมั่วโลกีย์ในหอนางโลม ยามที่นางตกต่ำจนถึงขีดสุดนั้น เขาไม่คิดถอนหมั้นนาง มิได้ยื่นมีดให้ยามนางสิ้นหวัง เช่นนั้นนางอาจมิได้ถูกบีบบังคับจนต้องหนีหายไปจากเมืองใช่หรือไม่?
สมองของตี้หลิงหานส่งเสียงอื้ออึง เื่เหล่านี้พลันไหลท่วมอยู่ในสายธารความคิด หัวใจของเขากระวนกระวายเป็อย่างยิ่ง แต่ไรมาเขาไม่ชอบคิดฟุ้งซ่าน ทว่าเวลานี้ เื่ราวของมู่อันเหยียนและบุตรชายของนางกลับความคิดของเขาจนหมดสิ้น
“ท่านแม่ ท่านตา อย่าร้องไห้เลยขอรับ หยวนเป่ามิเป็อันใด”
เมื่อเห็นดวงตาที่แดงก่ำและน้ำตาซึ่งไหลอาบใบหน้าของฮวาเหยียนกับมู่เอ้าเทียน หยวนเป่าต้องถอนหายใจเบาๆ แล้วรีบเอ่ยปลอบ
เด็กน้อยเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของฮวาเหยียน ก่อนจะหันมาเช็ดดวงตาของมู่เอ้าเทียน ภาพนี้ทำให้น้ำตาขององครักษ์เงาร่วงหล่นเช่นเดียวกัน
ราตรีเดียว ดึงเื่เศร้าของคนสองคน ทั้งคู่ล้วนเป็อัจฉริยะ ทว่าร่างกายกลับไม่เป็ของตน
“ทักษะทางการแพทย์ของเ้ายอดเยี่ยม ทว่าก็ยังมิอาจรักษาตัวเ้าเองได้หรือ?”
ทันใดนั้นตี้หลิงหานก็เอ่ยถามขึ้น เสียงที่แหบแห้งและทุ้มต่ำของเขา ยามนี้ฟังดูหดหู่เล็กน้อย
“สามารถรักษาได้พ่ะย่ะค่ะ”
หยวนเป่าหลุบตาลงก่อนกล่าว
“แล้วเหตุใดไม่รักษาเล่า?”
ตี้หลิงหานไม่เข้าใจ จึงถามอีกครั้ง
ครานี้หยวนเป่ามิได้พูดอันใดอีก เขาหลุบตาลง เม้มริมฝีปากแน่น ท่าทางเยี่ยงนี้พาให้หัวใจของทุกคนลอยเคว้ง สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่กลับไม่รักษา ทำเช่นนี้ด้วยเหตุผลใด? จะต้องเป็เื่ที่ยากเย็นยิ่งเป็แน่
เหล่าผู้ชมล้วนเห็นอย่างชัดเจนว่าสีหน้าของหยวนเป่ามีบางสิ่งมิถูกต้อง
“จำเป็ต้องมีเืของบิดาหยวนเป่า”
เป็ตอนนี้เองที่ฮวาเหยียนส่งเสียงออกมา
จู่ๆ นางก็หันศีรษะไปทางตี้หลิงหาน ดวงตาทั้งสองข้างอาบย้อมไปด้วยน้ำตา เหน็บหนาวราวกับแสงจันทร์ ได้ยินเพียงนางกล่าวว่า “หยวนเป่าร่างต้องพิษหยิน โอสถสำคัญที่สุดซึ่งใช้ในการถอนพิษคือเืของบิดาเขา ทว่าข้ามิรู้ว่าบิดาของเขาคือผู้ใด”
เมื่อคำพูดสิ้นสุดลง หยวนเป่าก็หันไปกอดผู้เป็มารดา เห็นได้ชัดว่าเขาเป็เด็กน้อยที่น่าสงสาร ทว่าเวลานี้ เขารู้ว่าท่านแม่ของตนกำลังเ็ป จึงกอดนางเพื่อปลอบประโลม
มู่เอ้าเทียนหันหน้าหนีพลางหลับตาลง เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามอดกลั้นอย่างถึงที่สุด
ชั่วขณะนั้นทุกคนไม่รู้ว่าควรพูดอันใด เื่ราวของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่เมื่อสี่ปีก่อน พวกเขาล้วนเคยได้ยินทั้งสิ้น
...
“องค์รัชทายาท กระหม่อมสามารถช่วยพระองค์ได้ โดยการใช้เืของกระหม่อมล้างพิษ เป็อาหารให้หนอนกู่ในร่างของท่าน แต่พระองค์ต้องให้คำมั่นกับกระหม่อม ว่าพระองค์จะไม่รังแกมารดาของกระหม่อมอีก ในเมืองต้าโจว ภายใต้ขอบเขตอำนาจของท่าน ท่านจะมิยอมปล่อยให้ผู้ใดมารังแกมารดาของกระหม่อม”
เวลานี้หยวนเป่าเงยหน้าขึ้นมองตี้หลิงหาน
เื่ราวดำเนินมาถึงขั้นนี้ ทุกคนล้วนเ็ปไปกับเขา ทว่าสิ่งที่เขานึกถึงยังคงเป็เื่ของมารดา
จิตใจของทุกคนในที่นี้ล้วนซาบซึ้งเป็อย่างยิ่ง
“ได้”
ท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่าง ได้ยินเพียงเสียงของตี้หลิงหานดังก้อง วาจาที่กล่าวออกมาคือคำมั่นสัญญา
แววตาของเหล่าองครักษ์เงาพลันเคร่งขรึมและให้ความเคารพ คำมั่นของนายท่าน แท้จริงคือคำที่บอกกล่าวกับพวกเขาเช่นกัน
คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ เป็ผู้มีบุญคุณของนายท่าน
“เ้ากับข้าล้วนเป็โรคน่าสังเวช จากนี้ไปเืแลกเื ชีวิตของข้ามอบไว้ในมือเ้า ส่วนชีวิตของเ้า...บิดาของเ้า ข้าจะใช้กำลังทั้งหมดที่มีช่วยเ้าตามหา รอจนวันที่ข้าหายขาดจากพิษ ข้าเองก็หวังว่าวันนั้นเ้าจะมีสุขภาพดีไร้กังวลเช่นกัน”
ตี้หลิงหานมองหยวนเป่า ยามสนทนากับหยวนเป่า เขาให้ความเสมอภาคทัดเทียมกัน
แม้จะเป็เื่เล็กเช่นการเอ่ยนาม ทว่าทุกคนในที่นี้ย่อมเข้าใจดี ว่าหยวนเป่าก็อยู่ใต้การคุ้มครองเช่นกัน
บางครา อาจเป็เพราะหยวนเป่าสามารถช่วยชีวิตของเขาได้ ทว่าในชั่วขณะนั้นกลับมิใช่เหตุผลนี้ ่วัยระหว่างเขาและเด็กคนนี้ห่างกันถึงยี่สิบปี ทว่าพวกเขากลับเชื่อมโยงกันด้วยโชคชะตาอันแปลกประหลาด อาจกล่าวได้ว่าตลอดหลายปีที่เขาทนทุกข์มา จู่ๆ ก็มีเื่หนึ่งที่เขาตั้งใจจะทำให้สำเร็จ นั่นคือการปกป้องเด็กน้อยผู้นี้ให้ดี
ถ้าเขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้ เขาก็้าให้เด็กคนนี้มีชีวิตอยู่ด้วย
หากเขาต้องตายด้วยความโชคร้าย เขาก็ยังหวังให้เด็กคนนี้มีชีวิตอยู่
คำพูดนี้ของตี้หลิงหานมาจากก้นบึ้งของหัวใจเขา ไม่เพียงกระทบจิตใจของหยวนเป่า แต่ยังทำลายส่วนที่แข็งกระด้างที่สุดในหัวใจของฮวาเหยียนด้วย
หากถามว่านางกังวลต่อสิ่งใดมากที่สุด นอกจากตระกูลมู่แล้ว หยวนเป่าย่อมเป็อันดับหนึ่ง
ฮวาเหยียนคาดไม่ถึงว่าตี้หลิงหานจะเอ่ยออกมาเช่นนี้ ในใจของนาง ตี้หลิงหานมีป้ายบอกสรรพคุณติดตัวนับไม่ถ้วน และล้วนเป็เื่ไม่ดีทั้งสิ้น ทั้งสองคนเป็ศัตรูกันโดยมิต้องสงสัย ทว่ายามนี้จิตใจของนางกำลังสั่นคลอน
ตี้หลิงหานมีอำนาจเหนือกว่าท่านอ๋องมู่ ในเมื่อเขากล่าวคำเช่นนี้ออกมา ย่อมหมายความว่าเขายินดีช่วยหยวนเป่าค้นหาบิดาผู้ให้กำเนิดตัวจริง ถ้าจะบอกว่าฮวาเหยียนไม่ซาบซึ้งเลยก็คงมิใช่ หากเป็ยามปกติ นางคงกล่าวออกมาสักประโยค ทว่าตอนนี้อารมณ์ของนางค่อนข้างซับซ้อน...
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ที่สุดนางก็เปิดปากกล่าวว่า “ตี้หลิงหาน ขะ ขอบพระทัยเพคะ...”
