ตอนที่ 6 กลิ่นอายมรณะในเรือนไม้จันทน์
ภายหลังจากที่พายุอารมณ์ในเรือนหลักสงบลง ทิ้งไว้เพียงความตระหนกที่ยังสั่นประสาทของเหล่าบ่าวไพร่และฮูหยินหลูผู้เป็แม่เลี้ยง ไป๋ลู่ ในร่างของไป๋ซู่หลานกลับไม่ได้หยุดพักฝีเท้า นางเดินลัดเลาะย้อนกลับไปตามระเบียงไม้ทอดยาวที่เชื่อมต่อระหว่างส่วนหน้าของจวนสู่พื้นที่ส่วนลึกที่สุด ทิศทางที่นางมุ่งหน้าไปคือ เรือนไม้จันทน์ ที่พำนักของฮูหยินเฒ่าไป๋ ผู้เป็ย่าแท้ๆ และเป็เสาหลักที่แข็งแกร่งที่สุดที่ยังมีลมหายใจของจวนแม่ทัพโหย่วแห่งนี้
บรรยากาศรอบกายเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ต้นหลิวที่เคยพริ้วไหวดูจะนิ่งสนิท ราวกับอากาศรอบตัวถูกแช่แข็งด้วยความเงียบเชียบและกลิ่นอายแห่งความร่วงโรย ไป๋ลู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย จมูกของนางที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีในฐานะแพทย์สนาม รับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมของไม้จันทน์ที่เข้มข้นจนผิดปกติ มันดูลึกลับ นุ่มนวล ทว่ากลับแฝงด้วยความอึดอัดที่ชวนให้หายใจไม่ออก
กลิ่นนี้ เข้มข้นเกินไป
นางนึกถึงความทรงจำส่วนลึกของเ้าของร่างเดิม ฮูหยินเฒ่าไป๋เป็สตรีที่เข้มงวดและรักในระเบียบวินัย แม้ในอดีตจะไม่ได้ให้ความเมตตาต่อไป๋ซู่หลานนักด้วยเหตุผลเื่ความเชื่อกับ ดวงกาลกิณี แต่ท่านย่าผู้นี้ก็ไม่เคยลงมือทำร้ายนางอย่างโเี้เหมือนฮูหยินหลู และที่สำคัญที่สุด หากฮูหยินเฒ่าไป๋สิ้นชีพลงในยามนี้ อำนาจการตัดสินใจเบ็ดเสร็จในจวนจะตกไปอยู่ในมือแม่เลี้ยงทันที นั่นหมายความว่าหนทางล้างแค้นของนางจะถูกตัดขาดลง
เมื่อเดินมาถึงหน้าเรือน เสียงกระซิบและเสียงสะอื้นแ่เบาก็ดังลอดออกมา ไป๋ลู่ผลักประตูเข้าไปโดยไม่รอการขานชื่อ ท่วงท่าของนางนิ่งเฉียบ สง่างามจนบ่าวรับใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าห้องไม่อาจเอ่ยปากทักท้วงได้ทัน
ภายในห้องนอนกว้างขวาง แสงเทียนสลัวรางวูบไหวตามแรงลม กลิ่นควันธูปไม้จันทน์ลอยฟุ้งเป็สายม่านบางๆ ปกคลุมเตียงไม้แกะสลักหลังใหญ่ บนเตียงนั้น ร่างซูบผอมของหญิงชราที่ครั้งหนึ่งเคยดูน่าเกรงขาม บัดนี้กลับนอนสงบนิ่ง ใบหน้าขาวซีดจนเกือบเป็สีเทา ริมฝีปากแห้งผากและมีสีม่วงคล้ำจางๆ ลมหายใจที่พ่นออกมาแต่ละครั้งดูเหนื่อยหอบและสั้นพร่า
“ใต้เท้าหลิน ท่านต้องช่วยท่านแม่ให้ได้นะเ้าคะ!” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากมุมห้อง ฮูหยินหลูยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาแดงก่ำราวกับผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง ทว่าในสายตาของไป๋ลู่ ความเสียใจนั้นกลับดูปลอมเปลือกเสียจนน่าสะอิดสะเอียน
หมอหลวงหลิน หมอาุโที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในเมืองหลวง ถอนหายใจยาวพลางเก็บมือออกจากข้อมือของหญิงชรา เขาขยับแว่นสายตาที่พาดบนสันจมูก ใบหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ
“ฮูหยินรอง ข้าน้อยจนปัญญาจริงๆ ท่านโหวเฒ่า (ย่า) มีอายุมากแล้ว พลังหยางในกายมอดดับลงตามกาลเวลา หัวใจล้มเหลวไปตามครรลองของธรรมชาติ ร่างกายนี้เปรียบเสมือนเทียนที่สิ้นไส้ ต่อให้เทพเซียนลงมาป้อนโอสถทิพย์ ก็ยากจะยื้อเวลาไว้ได้เกินคืนนี้”
คำประกาศนั้นทำให้สาวใช้ในเรือนพากันโฮออกมา ฮูหยินหลูยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหัวตา
“โธ่ ท่านแม่ ทำไมท่านถึงได้ทิ้งพวกเราไปเร็วเช่นนี้”
“ใครบอกว่านางจะทิ้งพวกเราไป?”
น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังดุจดาบที่กรีดผ่านอากาศดังขึ้นกลางห้อง ทุกสายตาหันขวับไปที่ประตู ไป๋ลู่ก้าวเข้ามากลางห้องโถง แสงเทียนตกกระทบใบหน้าซีกขวาที่งดงามราวกับประติมากรรมหยกขาว ส่วนซีกซ้ายที่มีรอยปานสีชมพูอ่อนจางๆ กลับดูราวกับสัญลักษณ์ลึกลับของเทพเ้า ท่วงท่าการเดินของนางในยามนี้ไม่ได้มีความขลาดกลัว แต่กลับนิ่งสนิทดุจศัลยแพทย์ที่กำลังก้าวเข้าสู่ห้องผ่าตัดเพื่อเดิมพันกับมัจจุราช
“ไป๋ซู่หลาน! เ้าบังอาจนัก เรือนนี้ไม่ใช่ที่ที่คนอย่างเ้าจะเข้ามาวุ่นวายได้!” ฮูหยินหลูตวาดลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธที่นางกล้าขัดจังหวะการแสดงความกตัญญู
ไป๋ลู่ไม่ได้แม้แต่จะปรายตามองแม่เลี้ยง นางเดินตรงไปยังเตียงของย่า หมอหลวงหลินขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
“คุณหนูใหญ่ ร่างกายของท่านโหวเฒ่าอ่อนแอเกินกว่าจะรับมนตราหรือความงมงายใดๆ ของท่านได้ โปรดให้ท่านจากไปอย่างสงบเถิด”
“หัวใจล้มเหลวไปตามครรลองของธรรมชาติอย่างนั้นหรือ? หัวใจล้มเหลวตามกาลเวลาอย่างนั้นหรือ?” ไป๋ลู่หัวเราะหยันในลำคอ แววตาของนางนิ่งเฉียบจนหมอหลวงถึงกับผงะ
“ในฐานะหมอ ท่านดูไม่ออกจริงๆ หรือว่าสิ่งที่ทำลายปอดและหัวใจของนาง ไม่ใช่กาลเวลา แต่เป็สิ่งที่กำลังเผาไหม้อยู่ในกระถางธูปนั่น!”
นางสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ผ้าคลุมหน้าที่นางแอบเตรียมไว้อย่างดีก็สะบัดปิดกั้นทิศทางลมไม่ให้ควันธูปไหลเวียนเข้าหาตัวนางและหญิงชราบนเตียง
“เ้าพูดบ้าอะไร! นั่นคือกำยานไม้จันทน์ชั้นเลิศจากต่างแดน ข้าสั่งมาเพื่อช่วยให้ท่านแม่หลับสบายขึ้น!” ฮูหยินหลูเสียงสั่น
ไป๋ลู่ไม่ตอบ นางฉวยจังหวะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงและมัวแต่เถียงกัน ก้าวเข้าไปประชิดตัวฮูหยินเฒ่า มือเรียวบางเอื้อมลงไปใต้แขนเสื้อกว้าง แตะกำไลหยกิญญาเบาๆ พลันวัตถุชิ้นเล็กๆ ที่คนยุคนี้ไม่มีวันรู้จักก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของนาง
นางสวม เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว เข้าที่นิ้วชี้ของย่าอย่างรวดเร็ว ตัวเลขสีแดงบนหน้าจอจิ๋วปรากฏขึ้นพร้อมเสียงสัญญาณที่เบาจนมีเพียงนางที่ได้ยิน
82% ต่ำเกินไป
จากนั้นนางก็ใช้มืออีกข้างดึง สเตทโทสโคป (หูฟังทางการแพทย์) ชนิดพกพาสอดเข้าไปใต้ผ้าห่มขนสัตว์ ลำโพงขนาดจิ๋วแนบสนิทกับตำแหน่งหัวใจของหญิงชรา ไป๋ลู่หลับตาลงนิ่ง ดิ่งลึกไปในโลกของเสียงฟัง เสียงหัวใจที่เต้นระรัวและไม่สม่ำเสมอ เสียงลมหายใจที่มีเสียง วี๊ด แทรกอยู่เป็ระยะ แข็งกระด้างและอักเสบจนได้ยินชัดเจน
หัวใจเต้นผิดจังหวะ และเกิดภาวะน้ำท่วมปอดเฉียบพลันจากสารเคมี
นางลืมตาขึ้น แววตาของนางในยามนี้คือความเย็นเยียบของยมทูตสาวผู้ถือคำสั่งปะา แต่เป้าหมายไม่ใช่คนป่วย แต่เป็ผู้บงการที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ไม้จันทน์ชั้นเลิศอย่างนั้นหรือ?” ไป๋ลู่หันไปจ้องฮูหยินหลู มุมปากหยักขึ้นเป็รอยยิ้มที่สวยงามทว่าสยดสยอง
“ไม้จันทน์ที่ผสมสารสกัดจาก หญ้ามรณะซ่อนกลิ่น พืชมีพิษที่หากเผาไหม้ร่วมกับกำยานติดต่อกันเพียงเจ็ดวัน จะทำให้ผู้สูดดมเกิดอาการหายใจติดขัด หัวใจเต้นผิดปกติ และตายลงอย่างช้าๆ ดูเหมือนเป็การสิ้นอายุขัยตามธรรมชาติ”
หมอหลวงหลินหน้าซีดเผือด
“หญ้ามรณะซ่อนกลิ่น? เป็ไปไม่ได้! กลิ่นมันจะถูกไม้จันทน์กลบจนสิ้น”
“แต่มันไม่เคยรอดพ้นประสาทััของข้า” ไป๋ลู่กล่าวพร้อมกับเดินไปที่กระถางธูปหยก นางใช้ปิ่นปักผมเขี่ยก้อนกำยานที่ยังไหม้อยู่ออกมา
“หากท่านหมอหลวงไม่เชื่อ ก็ลองดูที่ขอบกระถางธูปเถิด”
เสียงของไป๋ลู่เรียบเย็น แต่หนักแน่นจนทุกคนในห้องนิ่งงัน
“คราบยางสีเหลืองไหม้นั่น คือหลักฐานว่ามีพืชพิษถูกผสมลงไป และหากท่านเปิดตำราพิษวิทยาของบรรพชนดูให้ดี อาการปลายนิ้วเขียวคล้ำ เหงือกดำจาง ลมหายใจแ่ลงช้า ๆ”
นางเว้นจังหวะ ดวงตาเย็นเฉียบกวาดมองทั่วห้อง
“ล้วนเป็เอกลักษณ์ของพิษรมควันชนิดนี้”
หมอหลวงหลินหน้าซีด รีบถลาไปยังกระถางธูป มือสั่นขณะก้มตรวจ เพียงอึดใจเดียว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“นี่มัน! จริงด้วย!” เขาถอยหลังอย่างเสียหลัก ก่อนทรุดลงกับพื้น
“เป็พิษ! นี่มันคือพิษจริง ๆ!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที บรรยากาศในห้องแปรเปลี่ยนเป็ความโกลาหล
ฮูหยินหลูที่ยืนดูอยู่ ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก
“ไม่! ไม่ใช่ข้า! ข้าไม่รู้เื่!” นางถอยหลังหนึ่งก้าว
“ข้าเพียงแค่อยากให้ท่านแม่”
“พอได้แล้ว!” เสียงตวาดของไป๋ลู่ดังลั่นราวสายฟ้าฟาด แรงกดดันแผ่ซ่านจนแม้แต่แจกันลายครามที่มุมห้องยังสั่นสะท้าน
ทุกคนเงียบกริบทันที
บรรยากาศภายในเรือนไม้จันทน์ตึงเครียดเสียจนแทบจะควบแน่นกลายเป็น้ำแข็ง กลิ่นหอมนวลของไม้จันทน์หอมบัดนี้เจือไปด้วยกลิ่นอายคาวขื่นของความตายและรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวบุคคล ไป๋ซู่หลานยืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าเตียงนอนของฮูหยินเฒ่า แผ่นหลังของนางเหยียดตรงราวกับกระบี่ที่ปักลงกลางศิลา ไม่หวั่นไหวต่อพายุคำด่าทอที่กำลังโหมกระหน่ำเข้าใส่
“เ้าเสียสติไปแล้วหรือซู่หลาน! เ้าเป็เพียงเด็กสาวที่วัน ๆ เอาแต่เก็บตัวอยู่หลังจวน จะมามีความรู้วิชาแพทย์เหนือกว่าท่านหมอหลวงหลินได้อย่างไร!” ฮูหยินหลูแผดเสียง ใบหน้าที่เคยพยายามรักษาความอ่อนโยนบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยโทสะและระคนหวาดกลัว
“การที่เ้าล่วงเกินท่านหมอหลวง มิเท่ากับว่าเ้าจงใจจะฆ่าย่าของตนเองหรอกหรือ!”
หมอหลวงหลินเองก็ลูบเคราขาวด้วยมือที่สั่นเทา ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอัปยศ “คุณหนูใหญ่ ข้าน้อยรับใช้ราชสำนักมาค่อนชีวิต วินิจฉัยคนไข้มานับพันราย ท่านโหวเฒ่าสิ้นอายุขัยแล้ว พลังชีวิตมอดดับไปเองตามชะตาฟ้า หากท่านยังดึงดันจะแตะต้องร่างของนาง มิเท่ากับลบหลู่บรรพชนและดูิ่วิชาแพทย์ของข้าหรือ!”
