เล่มที่ 4 บทที่ 103 ตีกันแล้ว
หลินเฟยตกตะลึงกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?’
‘ทำไมถึงมีมารปีศาจโผล่มาที่หุบเขากระบี่?’
ทั้งที่เมื่อครู่นี้ก็ถูกสายฟ้าของอสุรกายขั้นกุ่ยหวังไล่ฟาดไปทั่ว แล้วทำไมตอนนี้ยังมีปีศาจขั้นเยาหวังโผล่มาได้อีกล่ะ?
‘นี่เรายังอยู่ในเขตสำนักเวิ่นเจี้ยนจริงๆหรือ?’
“แย่จริง ขืนเป็แบบนี้ ไม่รอดแน่...” หลินเฟยรู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาทันที
เดิมก็เป็แค่ผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนที่ต้องพึ่งแสงทิพย์จากหินตงจี๋เอาตัวรอดเท่านั้น ตอนนี้กลับมีทั้งอสุรกายกุ่ยหวังและปีศาจเยาหวังโผล่ออกมาอีก หุบเขากระบี่ในตอนนี้ช่างโหดร้ายราวกับขุมนรกจริงๆ แม้แต่อสูรธรรมดาที่โผล่ออกมา ก็เป็ถึงอสุรกายขั้นกุ่ยเจี้ยง ยิ่งคิดก็ยิ่งท้อแท้...
โดยเฉพาะตอนนี้...
ท้องฟ้ามืดมิดไปหมดแถมยังปกคลุมไปด้วยไอปีศาจและไออสูรเข้มข้น แม้แต่ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ยังอับแสง นอกจากบริเวณที่มีแสงทองจากผนึกคุ้มกันแล้ว ทั่วทั้งหุบเขากระบี่ก็เกิดพายุโหมกระหน่ำ แม้แต่อารามที่เชิงเขาก็ยังปิดประตูแ่า เหล่าศิษย์นับสิบคนหลบอยู่ข้างใน ไม่มีใครกล้าออกมา
เพราะนี่คือแรงกดดันจากจอมอสูรและจอมปีศาจ...
หากมีเพียงอสุรกายขั้นกุ่ยหวังอย่างเดียว หลินเฟยก็ยังพอจะเอาตัวรอดได้อยู่หรอก
ทว่าตอนนี้มีปีศาจขั้นเยาหวังโผล่มาด้วยน่ะสิ...
แล้วยังจะเหลือทางรอดให้ผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนคนนี้อีกหรือ
“จบเห่แล้วล่ะ...” หลินเฟยเงยหน้ามองไอปีศาจและไออสูรที่อยู่บนฟ้า พลางส่ายหัวด้วยความเสียดาย ก่อนจะยื่นมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อหยิบเอาป้ายคำสั่งออกมา
ป้ายคำสั่งนี้นอกจากจะทำให้เข้ามายังหุบเขากระบี่ได้แล้ว ยังสามารถใช้เพื่อขอความช่วยเหลือได้อีกด้วย
เพียงแค่มีป้ายที่แตกสลายเท่านั้น..โจวอวิ๋นที่รออยู่หน้าประตูวังใต้พิภพก็จะเปิดประตูออก และพาเขาออกไป
แค่ถ้าทำแบบนั้น โอกาสมาหุบเขากระบี่ในครั้งนี้ก็จะถือว่าสิ้นสุด หากคิดจะเข้ามาอีก ก็ต้องรอจนมีฐานะเป็ผู้าุโก่อน...
“หื้อ?”
ขณะที่หลินเฟยกำลังจะทำลายป้ายคำสั่ง ไอปีศาจและไออสูรเข้มข้นในอากาศก็เกิดพุ่งชนใส่กันอย่างรุนแรง พริบตานั้นแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก็ะเิออกมา ท้องฟ้าก็พลันมืดลงทันที ไอปีศาจและไออสูรกลายสภาพเป็ัสีแดงและสีดำ ซึ่งพวกมันกำลังเข่นฆ่ากันอย่างดุเดือดเลยทีเดียว
ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด
“ตี...ตีกันอย่างนั้นหรือ?” หลินเฟยทึ่งกับเหตุการณ์ตรงหน้าจนตาค้าง
‘หมายความว่าอย่างไรกัน? ฝ่ายหนึ่งคือปีศาจขั้นเยาหวัง และอีกฝ่ายก็คืออสุรกายขั้นกุ่ยหวัง ทั้งคู่เป็ถึงจอมปีศาจและจอมอสูร แต่กลับมาตีกันเหมือนเด็กๆเนี่ยนะ!’
หลินเฟยไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยจริงๆ...
‘มีความแค้นคับฟ้าอะไรกันมาหรือไง?’
ขณะที่หลินเฟยกำลังบ่นกับตัวเองอยู่นั้น ัสีแดงและัสีดำก็กำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็เอาต่ย หุบเขากระบี่ตอนนี้ก็ถูกพลังของทั้งคู่ทำให้เกิดพายุโหมกระหน่ำ ท้องฟ้ามืดมิด ราวกับฟ้ากำลังจะถล่ม หลินเฟยจึงต้องหลบอยู่ในเขตแดนผนึกแสงสีทอง ไม่กล้าออกมา
สามชั่วยามผ่านไป...
หนึ่งัแดงและหนึ่งัดำพากันคำรามเสียงดัง ก่อนพวกมันจะพุ่งชนใส่กันอย่างแรง ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังกัมปนาทขึ้นมา จนฟ้าสนั่นดินะเืไปหมด ไอปีศาจและไออสูระเิออกทันที แรงกดดันมหาศาลพวยพุ่งราวกับจะถล่มทุกอย่างให้พินาศ
เมื่อสิ้นเสียงัทั้งสองตน พวกมันก็ยังคงโอบพันอยู่ด้วยกัน ไอปีศาจและไออสูรปะปนกันไปทั่ว ทำให้เกิดเป็แสงสีแดงสลับดำ เมื่อมองจากที่ไกลๆ ก็จะดูคล้ายกับปลาหยินหยางก็ว่าได้...
หลินเฟยรู้ดีว่าในตอนนี้ โอกาสได้มาถึงแล้ว และนี่ก็เป็โอกาสเดียวเท่านั้นด้วย...
ในขณะที่จอมอสูรและจอมปีศาจยังคงต่อสู้กันอย่างไม่รู้แพ้รู้ชนะ หลินเฟยก็อาศัยจังหวะนี้โคจรพลังตัวเองอย่างเต็มพิกัด และค่อยๆย่องออกจากเขตแดนไปราวกับเป็ภูตผีตนหนึ่ง หลินเฟยเดินไปตามทางสายน้อยที่ถูกสองขุมพลังอันกล้าแข็งทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี เพื่อมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกใจกลางหุบเขา...
หลินเฟยยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุด
ถึงแม้ระหว่างทางจะเจออสูรและปีศาจบ้าง แต่หลินเฟยก็ไม่คิดจะหนีอ้อมไปไหน เพราะถึงอยากจะหนีไปทางอื่นก็ไม่มีเส้นทางให้หนีอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นหลินเฟยเองก็ไม่อยากสูญเสียพลังปราณไปอย่างสูญเปล่า เพราะในตอนนี้มีปราณกระบี่อิ๋นเหวินและทงโยวสองสายเปิดทางเอาไว้ จึงสามารถเอาชนะอสุรกายที่ต่ำกว่ากุ่ยเจี้ยงและปีศาจที่ต่ำกว่าเยาเจี้ยงได้อย่างง่ายดาย
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น หลินเฟยก็เดินทางมาถึงใจกลางส่วนลึกของหุบเขากระบี่
ที่นี่แตกต่างไปจากด้านนอก
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร พลังจากแร่จิงซ่าจึงไม่มีผลกับที่นี่ แต่ถึงอย่างนั้นสภาพแวดล้อมทั่วไปก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับพิภพหลัวฝูนัก ชั่วขณะที่ก้าวเข้ามานั้น หลินเฟยรู้สึกได้ว่าแม้แต่อากาศก็สดชื่นเป็พิเศษ แรงกดดันอันรุนแรงจากแร่จิงซ่าก็หายวับไป แต่เพราะแร่จิงซ่าหายไปเช่นนี้เอง ทำให้หลินเฟยเก็บแสงทิพย์จากหินตงจี๋แทบไม่ทัน เขาจึงต้องรีบเร่งเก็บจนเกือบล้มหน้าทิ่มเลยทีเดียว... “หรือว่าจะเป็ชิ้นส่วนพิภพหลัวฝูจริงๆ?” หลังจากเก็บแสงจากหินตงจี๋ได้แล้ว หลินเฟยกวาดสายตาไปรอบๆก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
ในตอนแรกหลินเฟยเองยังคิดว่าตาเฒ่าเข้าใจผิดเื่ความเป็มาของพิภพน้อยอยู่เลย เพราะหลินเฟยเคยเห็นพิภพน้อยมาก่อนเมื่อชาติที่แล้ว ซึ่งก็มีหลายส่วนที่แตกต่างกับพิภพหลัวฝูโดยสิ้นเชิง
ทว่าตอนนี้...
หลังจากที่เขาก้าวขาเข้ามาในส่วนลึกของหุบเขากระบี่แห่งนี้ หลินเฟยก็เริ่มสังหรณ์ใจขึ้นมาว่าตนเองอาจจะคิดผิด...
“หรือว่าหลังจากที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา สถานที่ที่หายไปจากพิภพหลัวฝู เช่น ทุ่งหญ้าหย่งเย่นั้นจะกลายมาเป็พิภพน้อยจริงๆ?” หลินเฟยลูบคางขณะไตร่ตร่องถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น
‘ช่างน่าเหลือเชื่ออะไรขนาดนี้’
แต่ถ้าเป็จริงละก็...
‘พิภพน้อยที่ได้เคยไปในชาติที่แล้ว ก็จะกลายเป็เหมือนหุบเขากระบี่ตอนนี้ที่แตกออกจากพิภพหลัวฝูหรือไม่?’
เมื่อมีความคิดนี้วาบผ่านเข้ามา หลินเฟยก็หยุดชะงักทันที เป็เวลาอยู่นานกว่าจะเ้าตัวจะได้สติขึ้นมาอีกครั้ง
หลินเฟยรู้สึกเหมือนกำลังจับจุดสำคัญบางอย่างได้ แต่ก็กลับทำใจเชื่อไม่ลง...
“ไม่มีทางๆ...” หลิยเฟยส่ายหัวอย่างแรงราวกับพยายามสลัดบางสิ่งออกจากหัว
เมื่อชาติที่แล้ว หลังจากพิภพหลัวฝูเกิดความวุ่นวายขึ้นมา ผู้บำเพ็ญจำนวนมากต่างพากันล้มตายจนแทบจะสูญเสียผู้บำเพ็ญไปหมดก็ว่าได้ แม้แต่พิภพหลัวฝู ก็ยังถูกเหล่าผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซินตีจนแตกเป็เสี่ยงๆ หรือพูดง่ายๆก็คือภัยพิบัติครั้งนั้น แทบจะทำลายพิภพหลัวฝูจนย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี ส่วนพิภพน้อยอย่างหุบเขากระบี่และ พิภพซ่างจง...
รวมถึงพิภพน้อยอื่นๆที่เคยได้เยือนในชาติที่แล้ว...
‘หรือทั้งหมดจะเป็แบบเดียวกัน?’
จู่ๆหลินเฟยก็นึกถึงคำพูดของตาเฒ่าขณะที่มอบยันต์สวีคงให้เขาในชาติที่แล้วขึ้นมาได้
“แสนปีเกิด แสนปีดับ ทุกอย่างหวนคืน วนเวียนไม่รู้จบ...”
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
