อันเฉิงให้คำตอบที่แน่วแน่ฉะนั้นอันเจิงจึงรู้ว่าเื่นี้ต้องไม่ใช่เื่ง่าย จากหลักฐานที่มีในตอนนี้พวกเขาโยนความผิดให้ไทเฮาเลยก็ยังได้ แต่อันเฉิงกลับบอกว่าตอนนั้นทุกคนไม่มีใครออกไปไหนทั้งนั้นงั้นก็แสดงว่าเฉินเซ่าป๋ายไม่ใช่คนฆ่าซางไห่จิง
ขณะที่อันเจิงกำลังเดินทางกลับสำนักในสมองของเขามีความคิดบางอย่างที่น่ากลัวปรากฏขึ้นมันทำให้เขารู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที
จูเก๋อเหยียน ขุนนางที่รับใช้ราชสำนักมาสามสมัยตายลงทุกคนสงสัยว่าเป็ฝีมือไทเฮา ห่าวผิงอัน เสนาบดีของหน่วยทหารฆ่าตัวตาย ผู้คนก็สงสัยว่าเป็ฝีมือไทเฮามาตอนนี้เ้าสำนักวรยุทธ์ชางตาย ผู้คนก็ยังคงสงสัยว่าเป็ฝีมือไทเฮาอีกอยู่ดี
อันเจิงนึกทบทวนคำพูดของอันเฉิงทันใดนั้นเขาก็จับจุดสำคัญอะไรบางอย่างได้...อันเฉิงบอกว่าคนที่ไม่เผยตัวตนก็ไม่รู้แล้ว...
นี่เป็การเตือน?
ใช่แล้ว อันเฉิงกำลังเตือนเขาอยู่ว่าไทเฮามีอำนาจมืดที่มองไม่เห็น
เมื่ออันเจิงกลับถึงสำนักวรยุทธ์เบิก์ฟ้าก็มืดแล้วผู้คนที่คอยจับตาดูเขาในตอนนี้น้อยลงมาก อันเจิงรู้ดี มุมมืดบนถนนเส้นนี้ยังมีใครบางคนแอบมองเขาอยู่คอยดูทุกความเคลื่อนไหวของทุกคนในสำนักวรยุทธ์เบิก์คนนอกมักจะมองว่าคนในสำนักวรยุทธ์เบิก์ไม่เหมือนมนุษย์มนา และนี่ก็เป็ความขัดแย้งในตอนนี้ฉะนั้นมันยิ่งทำให้คนอื่นสงสัยสำนักวรยุทธ์เบิก์เป็อย่างมาก
ในสำนักวรยุทธ์เบิก์มีชายกำยำร่างใหญ่หลายร้อยคนคนส่วนมากเดาว่าคนเ่าั้ไม่ใช่ยอดฝีมืออีกทั้งยังมีเ้าสำนักที่อายุน้อยอย่างอันเจิงอีก สำนักจึงไม่ได้ดูมีความน่าเกรงขามเท่าไหร่นัก
และนี่ก็คืออีกหนึ่งความขัดแย้งอันเจิงมีสิทธิ์อะไรเป็เ้าสำนักวรยุทธ์?
ความจริงแล้วอันเจิงเป็คนสร้างภาพลวงตาเหล่านี้ขึ้นมาเองทั้งหมดทำให้พวกเขาสังเกต สงสัย และไม่สามารถประเมินสำนักวรยุทธ์เบิก์ได้ความจริงแล้วสำนักวรยุทธ์เบิก์มีศิษย์ที่ไหนกัน หากนับคนที่สามารถฝึกพลังวัตรได้ก็มีเพียงอันเจิงและเพื่อน ๆ เท่านั้นเอง
แต่ถ้าจะบอกว่าสำนักวรยุทธ์เบิก์ไม่มีค่าก็คงไม่ใช่เหมือนกันเพราะสำนักวรยุทธ์เบิก์มีนักหลอมอาวุธวิเศษอย่างผู้เฒ่าฮั่ว ยังมีเสี่ยวช่านที่มีดวงตากงล้อเก้าภพรวมถึงสมบัติวิเศษระดับสีม่วงอีกหลายชิ้น มันเพียงพอให้ผู้ฝึกพลังวัตรมากมายอยากได้มัน
ชวีหลิวซีนั่งคุยกับผู้เฒ่าฮั่วหน้าประตูนางต้องกำลังรออันเจิงอยู่แน่นอน หลายปีมานี้ นางเคยชินกับการรอให้อันเจิงกลับมาที่สำนักก่อนแล้วตัวเองจึงจะไปเข้านอนถึงแม้ว่าหลังจากกลับมาอันเจิงจะไม่ได้คุยอะไรกับนางเลยสักคำก็ตาม และนางก็ไม่ได้หวังให้อันเจิงรู้ด้วยว่าตัวเองกำลังรอเขาอยู่
ด้านข้างสนามซ้อมกู่เชียนเยว่ที่นั่งอยู่บนกำแพงก็กำลังมองเงาอันเจิงเดินเข้ามา นางะโลงจากกำแพงจากนั้นก็เอามือไขว้หลังและเดินเข้าห้องตัวเองไป เมื่อเข้าไปแล้วนางก็ทิ้งตัวลงบนเตียงที่มีหมอนกับผ้าห่มกองอยู่ฝังตัวเองเข้าไปในกองผ้าห่มนั้นแล้วหลับทันที ไม่ต่างไปจากคนที่ไร้หัวจิตหัวใจ
กู่เชียนเยว่ต่างจากชวีหลิวซีโดยสิ้นเชิงเพราะเมื่อชวีหลิวซีกลับถึงห้อง นางมักจะอ่านตำราสมุนไพรที่นางชอบอย่างสงบ รอให้ฟ้ามืดสนิทก็จะเข้าไปฝึกหลอมโอสถในตราประทับท้าทาย์นางไม่มีอาจารย์ ความรู้ความสามารถด้านการแพทย์ของนางไปไกลกว่าชวีเฟิงจื่อมากแล้ว ฉะนั้นนางจึงพึ่งได้แค่ตัวเองเท่านั้น
ความจริงแล้วการมีสำนักวรยุทธ์เบิก์ก็เป็การคงอยู่ที่แปลกประหลาดเพราะมันต่างจากโลกนี้โดยสิ้นเชิง
ในสายตาของคนทั่วไปพวกคนที่ไม่ต้องเสียเวลามากมายในการฝึกพลังวัตรและสามารถสำเร็จได้ต้องเป็คนแบบไหน?แน่นอนว่าต้องเป็คนที่มาจากครอบครัวใหญ่โตพวกเขามีเื้ัที่แข็งแกร่ง ตระกูลเหล่านี้เตรียมพร้อมทุกอย่างสำหรับพวกเขาแล้วรวมไปถึงวิธีการฝึกพลังวัตรและโอสถิญญา
แต่ทุกคนในสำนักวรยุทธ์เบิก์ถือกำเนิดในครอบครัวที่ยากจนแต่พวกเขาก็ยังดูว่างกันมาก นั่นเป็เพราะอันเจิงเตรียมทุกอย่างให้แล้วเช่นกัน
อันเจิงนั่งมองแสงจันทร์ข้างหน้าต่างเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
ในสมองเขามักจะนึกถึงใครบางคนเป็พัก ๆบาง่ก็เป็ใบหน้าที่เมตตาของซางไห่จิง บางครั้งก็เป็ใบหน้าอาบน้ำตาของซางโหยว บางครั้งก็เป็เฉินเซ่าป๋ายคนที่เขาไม่เคยเดาใจได้เลย
อันเจิงคิดว่ามีความเป็ไปได้ไม่มากก็น้อยอันเฉิงเตือนเขาว่าคนที่ฆ่าซางไห่จิงเป็คนของไทเฮา
อย่างน้อยก็ไม่ใช่เฉินเซ่าป๋าย...ไม่ใช่รึ
แต่อันเฉิงประเมินอันเจิงต่ำเกินไปแน่นอนว่าเขาต้องไม่รู้ว่าอันเจิงเคยเป็ผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีมาก่อนและเื่ที่อันเจิงเก่งที่สุดก็คือการไขคดี
อันเฉิงทำผิดไปสองประการประการที่หนึ่งก็คือการเตือนเขาว่าฆาตกรมาจากอำนาจมืดของไทเฮาประการที่สองคือเื่ที่เขาเอ่ยถึงหัวหน้าองครักษ์...เขาจำเป็ต้องพูดแบบเจาะจงขนาดนั้นด้วยหรือ?แน่นอนว่าไม่จำเป็ต้องพูด แต่ที่เขาพูดเพราะมันจำเป็ต้องพูด เขา้าบอกอันเจิงว่าหัวหน้าองครักษ์เฉินเซ่าป๋ายไม่ใช่ฆาตกร
เฉินเซ่าป๋ายเป็คนของไทเฮาเป็หัวหน้าองครักษ์ของตำหนักจิงเซี่ยว และต้องเป็คนที่ไทเฮาเชื่อใจมากแน่ ๆ
แล้วเพราะอะไรขันทีอันเฉิงถึง้าปกป้องเฉินเซ่าป๋าย?
เวลานี้ท้องฟ้ามืดสนิทอันเจิงออกจากห้องตัวเองอย่างเงียบเชียบราวกับผี เขาปีนออกจากกำแพงไป ร่างจมไปในความมืดไม่มีใครรับรู้ได้ถึงการคงอยู่ของเขาอีก
ในตรอกเล็ก ๆ มีคนสองคนนั่งยอง ๆแล้วกระซิบกระซาบอะไรกันอยู่ เขาทั้งสองกำลังจับตาดูสำนักวรยุทธ์เบิก์ท่ามกลางความมืดแต่ไม่อาจรู้ได้ว่าจุดประสงค์ที่สองคนนี้มาคืออะไร อันเจิงค่อย ๆ ย่องไปด้านหลังคนทั้งสองพวกเขาไม่มีใครรู้สึกเลยว่าอันเจิงมายืนมองอยู่ด้านหลังแล้ว
“ไม่รู้ว่าต้องทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆไปอีกนานเท่าไหร่”
หนึ่งในนั้นกดเสียงต่ำแล้วตอบกลับ “วัน ๆเอาแต่มาเฝ้าสำนักบ้า ๆ นี่อยู่ได้ ควรให้เรากลับไปเสียที”
อีกคนถอนหายใจ “ใครให้เราเกิดมาต่ำต้อยเล่าเื่ลำบาก ๆ ก็ต้องหนีไม่พ้นเราอยู่แล้ว”
อันเจิงปล่อยฝ่ามือไปที่ด้านหลังเขาทั้งสอง ทำให้พวกเขาหมดสติไปจากนั้นอันเจิงก็นั่งยอง ๆ แล้วคุ้ยหาบางอย่างในตัวพวกเขาแต่กลับไม่มีของที่อันเจิง้า
ผ่านไปไม่นาน อันเจิงก็ปรากฏตัวที่ด้านหลังของใครอีกคนจากนั้นก็ลงมือแบบเดียวกัน เขาค้นตัวอยู่สักพักแต่ก็ยังไม่มีสิ่งที่้าอีกตามเคย
เมื่ออันเจิงล้มเงาที่สี่ได้ในที่สุดเขาก็เจอสิ่งที่ตัวเองตามหาเสียที
คนที่สี่เป็เพียงคนเดียวที่รับรู้ได้ว่าอันเจิงกำลังเข้ามาเมื่ออันเจิงกำลังจะลงมือ เขาก็หันกลับมาสู้ทันที
อันเจิงค้นเจอแผ่นป้ายจากตัวคนคนนี้จากนั้นเขาก็เอาแผ่นป้ายของตัวเองมาเปรียบเทียบดูปรากฏว่าแผ่นป้ายทั้งสองเหมือนกันไม่มีผิด
แต่ถึงกระนั้น บนแผ่นป้ายก็มีความแตกต่างเล็กน้อยบนแผ่นป้ายของอันเจิงมีรูปหงส์ไฟ ส่วนแผ่นป้ายที่อันเจิงหาเจอคือเต่ากับงู
อันเจิงนั่งลงบนพื้นจากนั้นก็ดื่มน้ำในน้ำเต้าที่ค้นเจอจากคนคนนั้นเข้าไปหนึ่งอึก
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปเขาคนนั้นก็ฟื้นขึ้นมาเขาเอามือจับท้ายทอยตัวเองแล้วร้องออกมาด้วยความเ็ป เมื่อเห็นอันเจิงกำลังนั่งจ้องอยู่จึงตะลึงในทันทีอันเจิงนั่งอยู่ในมุมมืดของกำแพง แต่แววตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายสว่างไสว มันเต็มไปด้วยรังสีสังหาร
“พาข้าไปหานายเ้า”
อันเจิงโยนแผ่นป้ายนั้นคืนกลับไป“ไปเดี๋ยวนี้”
“พวกเรา...พวกเราเป็พวกเดียวกัน ข้ามาที่นี่เพื่อปกป้องเ้า”คนคนนั้นพูดขึ้น
อันเจิงโบกมือส่ง ๆ ด้วยความเบื่อหน่าย“พาข้าไปหานายเ้า”
คนคนนั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ต้องยอมทำตามเขาพาอันเจิงเดินผ่านตรอกซอยบนถนนหลายเส้น สุดท้ายก็มาหยุดอยู่หน้าบ้านที่ดูธรรมดาๆ หลังหนึ่ง
คนคนนั้นหันหลังกลับมาบอกอันเจิง“เ้าคิดให้ดีนะ ต่อให้เ้าจะทำงานให้าา แต่พวกเรามีหน้าที่ที่ต่างกันไปเมื่อเ้าจะต้องเห็นตัวตนของเราให้ได้ ตำแหน่งของเ้าก็อาจไม่มั่นคงอีก”
อันเจิงไม่ได้ตอบอะไรออกไป เขาเดินตรงเข้าไปเปิดรั้วบ้าน
นี่เป็บ้านที่มีสวนเล็ก ๆ แต่เพราะมีแสงจันทร์ส่องเข้ามาทำให้เห็นว่าในสวนปลูกผักหลายชนิด ในบ้านยังมีแสงไฟกะพริบอยู่จึงสามารถมองเห็นร่างเลือนรางของใครบางคนอยู่ด้านใน
“ปิดบังเ้าไม่ได้จริง ๆ”
อันเจิงได้ยินเสียงที่คุ้นเคยแต่ในใจกลับไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิดความทรงจำที่น่ากลัวได้หวนกลับมาสู่ใจเขาอีกครั้ง ราวกับเข็มที่ทิ่มแทงซ้ำ ๆ
เฉินเซ่าป๋ายผลักประตูและเดินออกมา ในมือถือแตงกวาลูกหนึ่ง“ข้าเป็คนปลูกเอง จะลองกินหน่อยหรือไม่?”
เขาชี้แตงกวาในสวน ราวกับพึงพอใจเป็อย่างมาก
อันเจิงหันหลังกลับทันทีเพราะเขาไม่อยากเห็นหน้าคนอื่น ๆ ในบ้าน ส่วนคนที่อยู่ในนั้นก็ไม่อยากให้อันเจิงรู้สถานะของเขาด้วยเหมือนกัน
เฉินเซ่าป๋ายกินแตงกวาในมือพลางเดินตามออกมาระหว่างนั้นก็เด็ดมะเขือยาวด้านข้างติดมาด้วย ก่อนออกจากประตูบ้าน เขาสะบัดมือเบาๆ เศษแตงกวาที่เหลือก็ปลิวไปหล่นลงในถังขยะ จากนั้นก็หันมากินมะเขือยาวต่อ
ทั้งสองเดินผ่านตรอกซอยเ่าั้ออกมา จนกระทั่งเดินมาถึงกลางป่า
เฉินเซ่าป๋ายอดไม่ได้หัวเราะออกมา“ดึกป่านนี้นัดข้าออกมากลางป่า เ้าต้องมีเจตนาไม่ดีแอบแฝงอยู่แน่ ๆแต่โชคดีที่ข้าก็ยินยอม ไม่อย่างนั้น หากข้าไม่ยอมเ้าก็สู้ข้าไม่ไหวอีกน่าเบื่อจะตาย”
อันเจิงหันกลับ “ข้าอยากถามเื่จริงจังสักหน่อย”
เฉินเซ่าป๋ายะโขึ้นไปนั่งบนต้นไม้ “บางเื่ใช่บางเื่ไม่ใช่”
การตอบคำถามแบบนี้ทำให้อันเจิงไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อดีเดิมทีเขาคิดว่าเฉินเซ่าป๋ายจะต้องพูดโยกโย้อีกแน่เื่นี้เป็เื่ที่ซับซ้อนมาก แต่เฉินเซ่าป๋ายกลับรู้ว่าอันเจิงจะถามอะไร แล้วก็ตอบกลับมาอย่างไม่อ้อมค้อม
เฉินเซ่าป๋ายเปลี่ยนท่านั่งแล้วหยิบลูกเชอร์รี่ออกจากกระเป๋าเขากินไปพลางพูดขึ้น “ข้ารู้ั้แ่แรกแล้วว่าต้องปิดเ้าไม่ได้คนแรกบนโลกที่สามารถรู้ความจริงก็คือเ้า เป็อย่างไร ข้าเข้าใจเ้ามากใช่หรือไม่?ดูสิว่าข้าเข้าใจเ้ามากขนาดไหน แล้วเ้าเล่า? คิดว่าคงไม่เข้าใจอะไรข้าเลยสินะ ไม่มีหัวใจจริง ๆ”
อันเจิงโมโหเล็กน้อย “คนตายเยอะขนาดนี้เ้ายังมีกะจิตกะใจมาล้อเล่นอีกรึ?”
เฉินเซ่าป๋ายยักไหล่เล็กน้อย“คนตายไปเท่าไหร่เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย? คนแรกข้าไม่ใช่คนฆ่าคนที่สองข้าก็ไม่ได้ฆ่าอยู่ดี แล้วเ้ามาโมโหข้าทำไม?”
อันเจิงชะงักไปเพราะเขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไรกับเฉินเซ่าป๋ายดี
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะอย่างกะทันหัน“หากข้าเป็คนฆ่าคนพวกนั้น เ้าจะฆ่าข้าหรือไม่?”
อันเจิงไม่ได้ตอบ
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะดังขึ้น “ฮ่า ๆ ๆ นี่เ้าลังเลอยู่รึเ้ายังหลอกตัวเองว่าไม่ได้เห็นข้าเป็เพื่อนอีก? ด้วยนิสัยที่เห็นคนชั่วราวกับเป็ศัตรูอย่างเ้ากลับมีความลังเลหรือนี่”
“ข้าแค่คิดว่า จะฆ่าเ้าอย่างไรดี”
เฉินเซ่าป๋ายเบ้ปาก “ก็ได้ ๆความจริงเ้าไม่เห็นต้องจริงจังขนาดนั้นเพราะเื่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเ้าอยู่แล้วไม่ใช่รึ?เ้านี่เื่เยอะจริง ๆ ไม่ว่าอะไรก็วุ่นวายกับเขาไปหมด ไม่เหนื่อยบ้างหรือ?”
“เพราะอะไร?” อันเจิงถามขึ้น
เฉินเซ่าป๋ายถามกลับ“เ้าไม่รู้คำตอบจริง ๆ หรือ?”
อันเจิงรู้คำตอบดี คำตอบโหดร้ายนั้นซ่อนอยู่ในส่วนลึกของใจเขา
เฉินเซ่าป๋ายกัดลูกเชอร์รี่ “าาที่ไม่พอใจคนหนึ่งนอกจากการแก่งแย่งอำนาจลับ ๆ แบบนี้แล้วจะมีอะไรอีก? ต่อหน้าไทเฮาที่มีอำนาจมากมายภายนอกเขาดูเชื่องเหมือนแมวน้อย แต่ในใจอยากยึดคืนอำนาจและฆ่าไทเฮาเสียความจริงเขาก็เป็คนที่น่าสงสาร แต่การฝืนทนและเก็บกดมาถึงตอนนี้ก็น่ากลัวมากเช่นกัน”
เขากินเชอร์รี่ลูกสุดท้ายเข้าไปจากนั้นก็พ่นเมล็ดทั้งหมดออกมาราวกับลูกะุ “เ้าคิดว่าคนแบบเขาจะมีวิธีต่อต้านไทเฮาอย่างเปิดเผยหรือ?แน่นอนว่าต้องไม่มี ต่อให้จะเป็ใครก็ต้องไม่โง่ทำแบบนั้นอยู่แล้ว”
“ฉะนั้น...เขาจึงส่งคนมาฆ่าจูเก๋อเหยียนห่าวผิงอัน และซางไห่จิง เพราะ้าจะใส่ร้ายไทเฮาหรือ?เพราะอยากจะย้ายูเาใหญ่ที่ทับหัวตัวเองออก เลยยืมมือไทเฮาตัดแขนตัวเอง? การทำแบบนี้มีอะไรดี คนพวกนั้นก็ยังกลัวไทเฮา แล้วก็ยังไม่กล้าช่วยเขาอยู่ดี!”
“อันเจิง นิสัยเ้าเปิดเผย ฉะนั้นเ้าจึงไม่เข้าใจเื่ที่ซ่อนอยู่ในความมืดแบบนี้หรอกที่มู่ฉางเยียนทำร้ายคนที่ไทเฮาระแวงแบบนี้ ทำให้ขุนนางทั้งหลายเกิดความกลัวหากวันหนึ่งพวกเขารู้ว่าไทเฮาจะกำจัดตัวเอง พวกเขาจะยอมอ่อนข้อแบบนี้อีกหรือ? คนพวกนั้นก็ต้องคิดอยู่เสมอว่า หากวันหนึ่งตัวเองทำอะไรเพื่อาาต่อให้จะเป็เื่ที่เล็กมาก ๆ ก็อาจถูกไทเฮากำจัดได้ ผลสุดท้ายแล้วคนเ่าั้จะไม่อาจซื่อสัตย์ต่อไทเฮาแต่กลับเป็ความกลัว และเมื่อพวกเขากำลังกลัวใครบางคนอยู่ พวกเขาจะทำอย่างไร?”
“ข้ารู้ว่าใครคือคนที่ฆ่าห่าวผิงอันแล้วใครคือคนที่ฆ่าซางไห่จิง” อันเจิงพูดขึ้น
เฉินเซ่าป๋ายส่ายหน้า “ไม่มีใครลงมือทั้งนั้น”
อันเจิงเบิกตาโต “เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“เมื่อครู่ข้าบอกว่าไม่มีใครลงมือฆ่าใครทั้งนั้นจูเก๋อเหยียนกินยาฆ่าตัวตายเอง นี่เป็เื่ที่เขากับมู่ฉางเยียนคุยกันแล้วเพราะเขาอายุมากแล้วและคงมีชีวิตได้อีกไม่นาน ฉะนั้นการตายของเขาเป็เพียงแผนการหนึ่งในนั้นวันนั้นข้าไปบ้านของจูเก๋อเหยียน ข้าแค่เข้าไปเท่านั้นเขาก็รู้แล้วว่าตัวเองต้องทำอะไร”
“ขุนนางที่จงรักภักดีเ่าั้เ้าไม่มีทางเข้าใจความคิดพวกเขาหรอก เื่ทั้งหมดจูเก๋อเหยียนเป็คนเสนอขึ้นมาเองเขาวางแผนการตายของตัวเองทั้งหมด ไม่ใช่แค่การตายของเขาคนเดียวเท่านั้นแต่เขายังวางแผนการตายของคนอื่น ๆ ด้วย พวกคนแก่ที่ไร้ประโยชน์ก็สมควรตายได้แล้ว”
เสียงของเฉินเซ่าป๋ายช่างมืดมนราวกับจิตใจอันเจิงในตอนนี้
“ห่าวผิงอันตายได้อย่างไรข้าไม่รู้และข้าก็ไม่อยากรู้ด้วยไม่แน่ว่าการตายของห่าวผิงอันอาจไม่ได้อยู่ในแผนการก็ได้ อย่างน้อยใน่เวลานี้มู่ฉางเยียนก็ไม่ได้อยากให้ห่าวผิงอันตายเพราะนั่นเป็ถึงผู้ช่วยคนสำคัญของเขา และที่สำคัญ เื่แผนการพวกนี้ห่าวผิงอันก็รู้ั้แ่แรกแล้ว”
“จากนั้นก็เป็ซางไห่จิง”
เฉินเซ่าป๋ายชี้ไปที่หน้าอกของตัวเอง“รูใหญ่ขนาดนั้น เ้าเห็นแล้วน่ากลัวมากใช่หรือไม่? เขาเป็คนแทงตัวเอง...จนถึงตอนนี้ข้าก็ไม่เข้าใจด้วยมือของคนแก่ที่ไร้เรี่ยวแรงแบบนั้น สามารถสร้างรอยแผลใหญ่ขนาดนั้นได้อย่างไร มิหนำซ้ำยังใช้มีดคว้านเนื้ออีกเ้าน่าจะรู้ดีว่าคนที่คิดฆ่าตัวตายจะไม่มีทางใช้มีดเด็ดขาดเพราะมันเป็วิธีที่เ็ปมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นความเจ็บมันทำให้คนหมดเรี่ยวแรง ฉะนั้นคนส่วนใหญ่เลยฆ่าตัวตายด้วยมีดไม่สำเร็จเ้าลองคิดดู ซางไห่จิงโหดร้ายต่อตนเองขนาดไหน...”
เขาะโลงจากต้นไม้ “ตรงกันข้ามกับขุนนางชั่วข้ายิ่งไม่มีทางเข้าใจขุนนางที่จงรักภักดี”
เขาตบบ่าของอันเจิงเบา ๆ“มันเ็ปมากใช่หรือไม่?”
