สะกด! สะกด! สะกด!
อำนาจสะกดข่มอันทรงพลังตกลงบนร่างของโอวหยาง พลังที่เกิดจากค่ายกลซ้อนทับกันเป็ชั้นๆ เชื่อมต่อไม่ขาดสาย เสมือนูเาสูงตระหง่าน ดุจคลื่นมหาสมุทรโหมกระหน่ำ!
“ผนึก!”
เมื่อถูกพลังค่ายกลสะกดไว้ ร่างของโอวหยางสั่นไหวเล็กน้อย พลังลดลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่กายาศักดิ์สิทธิ์โครงกระดูกขาวขนาดเจ็ดจั้งก็ถูกสะกดกลับเข้าไปในร่างของเขา
“เปิด!”
โอวหยางเปิดโลงศพหยกที่อยู่ด้านหลังแล้วนำมาตั้งไว้ตรงหน้า มีกลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมา...
น่าสะอิดสะเอียน! เน่าเหม็น! น่าหวาดกลัว! สิ้นหวัง!
ก่อนยุคา มีปีศาจชั่วร้ายตนหนึ่ง แบกรับความผิดบาปเข้าโลงศพ
ิญญาดับสูญแต่ร่างกายไม่มอดม้วย ขุมนรกที่แท้จริงคือโลกมนุษย์
…...
“ไม่ได้การ! จะปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไปมิได้!”
“สามพลังรวมเป็หนึ่ง!”
เหมยซิ้งหงคำรามลั่น เขาผสานพลังกับกงหยางอวี่ซ่านและจวงซวี่เหยา ใช้พลังโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของค่ายกล!
“ตูม ตูม ตูม——”
ค่ายกลถูกกระตุ้น ูเาถล่มแผ่นดินทลาย คลื่นสมุทรสูงเทียมฟ้า!
ทุกคนตกตะลึง พวกเขาเห็นพื้นที่ที่โอวหยางอยู่ถูกะเิเป็จุณ แต่ร่างกลับหายไปในพริบตา
ทว่าสีหน้าของพวกเหมยซิ้งหงมิได้ผ่อนคลายลง กลับเคร่งขรึมมากขึ้น
โอวหยางมิได้ตาย เ้าเกาะทั้งสามเพียงแค่ใช้พลังของค่ายกลขับไล่เขาให้ถอยไป ที่จริงแล้วหากปราศจากพลังสะกดข่มของค่ายกล พวกเขาก็มิใช่คู่ต่อสู้ของโอวหยาง
คนบาปแห่งโม่เหมิน ช่างน่ากลัวยิ่งนัก!
…...
“ไป๋เฮ่อ เ้าก่อเื่ใหญ่จริงๆ”
เหมยซิ้งหงเดินมาตรงหน้าจั๋วอวิ๋นเซียนแล้วบ่นออกมาสองสามประโยค แต่ก็มิได้ตำหนิอะไร เพราะเขารู้ดีว่า ไม่ว่าจะมอบตัวจั๋วอวิ๋นเซียนให้นิกายเซียนโม่เหมินหรือไม่ อีกฝ่ายก็ไม่มีทางปล่อยเกาะสามเซียนไป เพราะจั๋วอวิ๋นเซียนได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งสำนักเทียนกงไว้บนเกาะสามเซียนมากมาย หากพวกมันเติบโตขึ้นทั้งหมด สถานะของนิกายโม่เหมินต้องสั่นคลอนอย่างแน่นอน
“ไป๋เฮ่อขอขอบคุณท่านเ้าเกาะทั้งสามที่ช่วยเหลือ”
จั๋วอวิ๋นเซียนประสานมือแสดงความขอบคุณ เหมยซิ้งหงโบกมือพลางถอนหายใจ “เฮ้อ ไป๋เฮ่อ พวกเราช่วยเ้าได้เพียงชั่วคราว แต่จะช่วยเ้าไปตลอดชีวิตมิได้”
“ท่านเ้าเกาะโปรดวางใจ ขอเพียงผ่าน่เวลานี้ไป ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น”
ได้ยินคำพูดของจั๋วอวิ๋นเซียน เ้าเกาะทั้งสามรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ดวงตาเปล่งประกายตื่นเต้น พวกเขาเข้าใจดีว่าจั๋วอวิ๋นเซียนมิได้พูดพล่อยๆ พวกเขายิ่งคาดหวังสิ่งที่เหมาปู้เอ้อกำลังสร้างมากยิ่งขึ้น
หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย เ้าเกาะทั้งสามก็จากไป พวกเขามิได้ถามเื่เรือเมฆาเจ็ดสมบัติ จั๋วอวิ๋นเซียนก็มิได้พูดถึงความเคลือบแคลงใจที่มีต่อหอเจินเป่าอีก
…...
“ท่านเ้าเมือง ข้าอยากรบกวนถามว่า คนบาปคืออะไรกัน?”
จั๋วอวิ๋นเซียนเดินมาข้างกายหวู่อันถงเพราะ้าถามเื่ของโอวหยาง
ใครจะรู้ว่าหวู่อันถงกลับกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “สี่สิ่งที่เรียกว่าบาป ไม่เกิด ไม่ตาย ไม่ดี และไม่ชั่ว...คนเช่นนี้อยู่ก็เหมือนตาย ตายแล้วก็เหมือนยังอยู่ ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ไม่แบ่งแยกถูกผิดหรือดีชั่ว เหมือนหุ่นเชิดตัวหนึ่งเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าอัจฉริยะแห่งนิกายเซียนโม่เหมินอย่างเขาจะกลายเป็เช่นนี้ ช่างน่าเศร้าใจยิ่งนัก”
เมื่อได้ฟังคำพูดของท่านเ้าเมือง จั๋วอวิ๋นเซียนรู้สึกจิตใจหนาวสั่น คนที่ไร้อารมณ์เช่นนี้ยังเรียกว่าคนได้อีกหรือ? 'เคล็ดวิชาไร้เยื่อใย' เป็วิชาแบบใดกันแน่?
จั๋วอวิ๋นเซียนถามต่อ “ท่านเ้าเมือง ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดโอวหยางถึงกลายเป็คนบาป?”
ดูเหมือนหวู่อันถงจะรู้จักกับคนบาปแห่งนิกายเซียนโม่เหมินเป็อย่างดี เขาจึงตอบว่า “โอวหยาง คนบาปแห่งโม่เหมิน ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของเขาเมื่อมานานแล้ว...เท่าที่ข้ารู้ เขาฝึกวิชาจนเกิดข้อผิดพลาด ต่อมาเหมือนจะกลายเป็คนบาปเพราะคำว่า 'รัก' แต่เื่ราวที่เกิดขึ้นกับเขาเป็เช่นไร ข้าก็มิอาจทราบได้”
“ในเมื่อไร้อารมณ์ ฝึกฝนวิถีไร้รัก เหตุใดถึงต้องตกเป็ทาสของความรักด้วย?”
จั๋วอวิ๋นเซียนครุ่นคิดในใจ แต่เขากลับมิอาจเข้าใจความรู้สึกอันละเอียดอ่อนระหว่างบุรุษกับสตรีได้ เขายังเด็ก แม้จะฉลาดเฉลียว แต่ยังมีเื่มากมายที่เขาไม่เคยประสบพบเจอด้วยตัวเอง จึงมิอาจกล่าวอ้างว่าตนเองเข้าใจได้
…...
ลมพายุโหมกระหน่ำ พายุฝนกำลังจะมาเยือน
บนเนินเขาไม่ไกล สายตาเ็าคู่นั้นกำลังจ้องมองจั๋วอวิ๋นเซียนเงียบๆ
สตรีสวมผ้าคลุมหน้ายืนอยู่ตรงนี้นานแล้ว หลังจากออกมาจากหอเจินเป่า นางก็เดินตามจั๋วอวิ๋นเซียนมาตลอด ดังนั้นนางจึงเห็นจั๋วอวิ๋นเซียนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่ของสมาคมการค้าห้าแคว้น เห็นจั๋วอวิ๋นเซียนเผชิญหน้ากับโอวหยาง...คนบาปแห่งโม่เหมิน ยังเห็นจั๋วอวิ๋นเซียนถ่ายเทพลังิญญาให้เสี่ยวจิ่ว
แม้จั๋วอวิ๋นเซียนจะปกปิดอย่างดี แต่มิอาจรอดพ้นจากประสาทััของนางได้
สตรีสวมผ้าคลุมหน้าเงียบไปครู่หนึ่ง กำลังจะหันหลังกลับ ทันใดนั้นนางก็เห็นท้องฟ้าในระยะไกลมีคลื่นน้ำสีเืไหลบ่า ปกคลุมทั่วท้องฟ้า กลิ่นเืคละคลุ้งไปทั่ว!
เมื่อเห็นเช่นนี้ สตรีสวมผ้าคลุมหน้าขมวดคิ้ว ดวงตาแฝงด้วยความลังเล
…...
ปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันดึงดูดความสนใจของจั๋วอวิ๋นเซียน หวู่อันถงและคนอื่นๆ ก็เช่นกัน
“คลื่นน้ำสีเื!? นั่นมันคลื่นน้ำสีเืหรือ!?”
“แย่แล้ว! คลื่นน้ำสีเืมาเยือน เหล่าอสูรกำลังบุกโจมตี ทุกคนเตรียมตัว!”
“เร็วเข้า! ทุกคนกลับไปก่อน! รีบแจ้งท่านเ้าเกาะให้เปิดค่ายกลสามพลัง!”
หวู่อันถงกับจี้ไป๋อี้และคนอื่นๆ ต่างตกตะลึง พวกเขารีบจุดสัญญาณเตือนและจัดการรับมือกับฝูงอสูร
…...
เหล่าอสูรเผ่าสมุทร นับว่าเป็ขั้วอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในทะเลล่วนซิง พวกมันจะโจมตีเกาะหรือดินแดนของมนุษย์เป็ระยะๆ
เพียงแต่บริเวณทะเลรอบๆ เกาะสามเซียนล้วนถูกสีเืล้อมรอบ คลื่นอสูรขนาดมหึมาเช่นนี้ เกิดขึ้นน้อยครั้งมากในประวัติศาสตร์ทะเลล่วนซิง
ไม่นานนัก เรือสำราญทั้งหมดที่ออกจากเกาะสามเซียนต่างย้อนกลับมา แม้แต่สมาคมการค้าห้าแคว้นก็เช่นกัน ยังมีเรือบางลำที่ไม่ทันได้กลับมาก็ถูกคลื่นน้ำสีเืกลืนกินจนไม่เหลือซาก
เพียงชั่วพริบตา ความโกลาหลก็เกิดขึ้นบนเกาะสามเซียน ความหวาดกลัวแพร่กระจายไปทั่ว
…...
เมืองซานเซียน หอตำราหลางฮ้วน
ในเวลานี้ ที่นี่นับว่าเป็สถานที่ที่สงบที่สุดในเมืองซานเซียน ไม่ว่าภายนอกจะวุ่นวายเพียงใด หอตำราหลางฮ้วนก็ยังคงตัดขาดจากโลกภายนอก จั๋วอวิ๋นเซียนยังคงมีท่าทีไม่สนใจสิ่งใด
“คุณชาย เกิดเื่ใหญ่แล้ว!”
ฉินตงหวู่รีบวิ่งเข้ามาในหอตำรา คิ้วขมวดมุ่นด้วยความกังวล
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
จั๋วอวิ๋นเซียนวางพู่กันลงโดยไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
ฉินตงหวู่กล่าวอย่างร้อนใจ “ครั้งนี้มิใช่คลื่นอสูรธรรมดา บริเวณทะเลรอบๆ เกาะสามเซียนถูกปิดล้อมทั้งหมด แต่เหล่าอสูรเผ่าสมุทรแค่บุกโจมตีหยั่งเชิง ยังไม่เริ่มโจมตีอย่างเต็มกำลัง”
“มีผู้าเ็ล้มตายหรือไม่?”
“มีผู้าเ็ล้มตายประมาณร้อยกว่าคน สถานการณ์ยังไม่รุนแรงนัก แต่ตอนนี้ทุกคนบนเกาะสามเซียนต่างหวาดกลัว เกิดความโกลาหลในเมืองหลายครั้ง โชคดีที่ท่านเ้าเกาะทั้งสามหยุดเอาไว้ได้”
“แล้วขั้วอำนาจอื่น มีปฏิกิริยาอย่างไร?”
“พวกเขารวมตัวกันที่จวนเ้าเมือง กำลังปรึกษาหาวิธีรับมือ”
“แล้วหอเจินเป่าเล่า?”
“หอสมบัติปิดประตู ไม่เห็นผู้ใดอยู่ข้างใน คาดว่าคงหลบซ่อนอยู่ที่ใดสักแห่ง…ตอนนี้สถานการณ์ทั้งในและนอกเมืองซับซ้อนวุ่นวาย ท่านเ้าเมืองเองก็มิอาจตรวจสอบได้ทั่วถึง ตอนนี้พวกเขาคงเริ่มเสียใจภายหลังแล้ว”
หลังจากตอบคำถามแล้ว ฉินตงหวู่ถามกลับ “คุณชาย ตอนนี้พวกเราควรทำเช่นไรดี?”
จั๋วอวิ๋นเซียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “ฟ้าถล่มก็ปล่อยให้คนใหญ่คนโตรับไว้ก่อน พวกเรามีพลังน้อยนิด ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทำได้เพียงรอดูต่อไป”
ฉินตงหวู่กล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ข้าคิดว่าคุณชายจะไปที่จวนเ้าเมือง ช่วยพวกเขาวางแผนเสียอีก”
“คำพูดของคนต่ำต้อยเช่นข้า ผู้ใดจะยอมฟัง?”
“เอ่อ นั่นสินะ”
“ดูแลตัวเองให้ดีก็พอ ไม่มีอะไรต้องทำแล้ว!”
จั๋วอวิ๋นเซียนเก็บของเล็กน้อย จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องด้านในเพียงลำพัง
