ความจริงแล้วเสี่ยวชีเต้ารู้ดีว่าเยว่ยินถูกขังอยู่ในคุกหลวง แต่อันเจิงไม่ได้บอกมู่ฉางเยียนเพราะเสี่ยวชีเต้ามีความคิดและแผนการเป็ของตัวเอง เขาสุขุมรอบคอบ เก็บอารมณ์เก่งและไม่วู่วามดังนั้น อันเจิงจึงเชื่อว่าเสี่ยวชีเต้าสามารถจัดการเื่ของตัวเองได้แต่หากมู่ฉางเยียนรู้เื่นี้ละก็ มู่ฉางเยียนต้องไม่เชื่อแน่ว่าเสี่ยวชีเต้าจะทำได้และเป็ไปได้มากว่าเขาจะหาทางมาพาตัวเสี่ยวชีเต้าไป
เมื่อกลับไปที่สำนักวรยุทธ์เบิก์อีกครั้งก็เป็เวลาเที่ยงแล้วเขาพบว่าบนถนนมีคนท่าทีประหลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเื่ของสำนักวรยุทธ์ชางอันเจิงจึงกลายเป็คนดังประจำเมืองที่ขั้วอำนาจต่าง ๆ พากันจับตามอง แม้ในสายตาของพวกเขาอันเจิงจะเป็แค่ตัวละครเล็ก ๆ ที่ไม่มีค่าอะไร แต่ตำแหน่งของอันเจิงในตอนนี้ก็พิเศษไม่น้อยพวกเขาจึงไม่อาจปล่อยไปได้
ตอนที่อันเจิงออกไปจากสำนักวรยุทธ์เบิก์ถนนเส้นนี้ยังมีคนจับตามองเขาแค่ไม่ถึงยี่สิบคนเท่านั้น แต่พอกลับมาอีกที กลับมีเพิ่มมากขึ้นไม่ต่ำกว่าห้าสิบคนแล้ว
อันเจิงรู้สึกขบขันขึ้นมาคนพวกนี้ไม่คิดจะปิดบังตัวเองด้วยซ้ำ เพราะการปิดบังตัวตนไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้วปกติถนนเส้นนี้มีคนสัญจรไปมาเพียงบางตาเท่านั้น จู่ ๆก็มีร้านค้ามาตั้งอยู่ตลอดทางเช่นนี้ แม้แต่สายลับพวกนั้นก็ยังรู้สึกไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้าง
อันเจิงส่งยิ้มไปให้คนเ่าั้พวกเขาจึงทำตัวไม่ถูก ได้แต่แกล้งทำเป็มองไม่เห็นเท่านั้น
ทหารเชียนจีทั้งหกเข้าไปในสำนักพร้อมกับอันเจิงพวกเขาซุบซิบบางอย่างกันแล้วสี่คนในนั้นก็เข้าพักในห้องที่อันเจิงจัดเตรียมเอาไว้ให้ซึ่งก็คือห้องสองห้องที่อยู่ขนาบข้างห้องของอันเจิงนั่นเองส่วนทหารอีกสองคนก็นั่งลงที่เก้าอี้หินหน้าสำนัก วางดาบโลหิตที่เคยสะพายอยู่ข้างเอวไว้บนโต๊ะหินในจุดที่หยิบได้สะดวก
หวังไคไท่เคยบอกกับอันเจิงเอาไว้เช่นนี้...แม่ทัพใหญ่ฟางจือจี่ก่อตั้งกองทัพอัศวินเพลิงเหล็กขึ้นอีกครั้ง ทำให้แคว้นศัตรูของแคว้นเยี่ยนไม่กล้าเข้ามารุกรานส่วนเสนาบดีของหน่วยทหารห่าวผิงอันก่อตั้งกองกำลังเชียนจีขึ้นทำให้ผู้ที่ไม่หวังดีกับหน่วยทหารไม่กล้าเข้ามาหาเื่ด้วย
หากจะประเมินจากภาพรวมกองกำลังเชียนจีของห่าวผิงอันเทียบกับกองทัพอัศวินเพลิงเหล็กของฟางจือจี่ไม่ได้เลยสักนิดแต่ในสายตาของคนในหน่วยทหาร เื่ที่ทั้งสองทำถือเป็เื่ที่ยิ่งใหญ่พอ ๆ กัน
สิ่งแรกที่อันเจิงทำหลังกลับมาที่สำนักก็คือระงับการฝึกในตราประทับท้าทาย์เป็การชั่วคราวจากนั้นก็หาโอกาสพากู่เชียนเยว่กับชวีหลิวซีออกมาจากตราประทับท้าทาย์
กู่เชียนเยว่มีท่าทางอิดโรยมากใบหน้าขาวซีดจนน่ากลัว เดินยังเดินไม่ตรงด้วยซ้ำ เดิมทีอันเจิงอยากถามอาการของนาง แต่เพราะมีทหารเชียนจีอยู่ด้วยจึงไม่ค่อยสะดวกนัก
อันเจิงเพิ่งนั่งได้ไม่นาน จู่ ๆก็มีเสียงะโมาจากหน้าประตู
“เ้าสำนักอันอยู่หรือไม่?”
ผู้เฒ่าฮั่วดันประตูเปิดออก ทหารเชียนจีที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าจึงวางมือลงบนดาบโลหิตเพื่อเตรียมพร้อมรับการปะทะทันที
ผู้เฒ่าฮั่วไม่รู้จักผู้มาเยือน“ท่านเป็ใคร?”
ผู้มาเยือนประสานมือคารวะ“ข้าเป็คนจากโรงจวี้ฉ่าง ฮูหยินอยากเชิญเ้าสำนักอันไปพบสักหน่อย”
ผู้เฒ่าฮั่วพยักหน้า “ลำบากท่านแล้วข้าจะไปบอกกับเ้าสำนักอันเดี๋ยวนี้”
คนผู้นั้นตอบกลับมา “วานแจ้งเ้าสำนักอันให้รีบไปด้วย”
หลังพูดจบเขาก็เดินจากไปทันทีฝีเท้าของเขาเร่งรีบมาก
อันเจิงกำลังเตรียมตัวออกจากสำนัก แต่จู่ๆ ก็มีคนมาเคาะประตูสำนักอีกครั้ง ทว่าในครั้งนี้ไม่ได้มาหาอันเจิง แต่มาหาทหารของกองกำลังเชียนจีต่างหากคาดว่าน่าจะเป็คนของหน่วยทหารนั่นเอง พวกเขาพูดบางอย่างกันก่อนที่ทั้งหกจะจากไปโดยก่อนจะไปผู้นำทหารเชียนจียังเดินเข้ามาย้ำกับอันเจิงว่าห้ามออกไปไหน น่าจะอีกไม่เกินสี่ชั่วโมงพวกเขาจะกลับมา
อันเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเขารู้สึกว่าเื่นี้ต้องมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลแน่
เป็แผนการที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย ทั้งยังดูชุ่ยเกินไปอีกต่างหากหากเขาเชื่อแผนง่าย ๆ แบบนี้ ประสบการณ์การใช้ชีวิตในกรมตุลาการที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลคงเสียเปล่าแล้วไม่ใช่แค่อันเจิงเท่านั้นที่รู้ทัน แม้แต่ผู้เฒ่าฮั่วก็รู้ทันเช่นกันเมื่อเห็นว่าอันเจิงยืนนิ่งอยู่หน้าประตู เขาก็พาร่างสั่นเทาเดินเข้ามาหาแล้วกดเสียงลงต่ำ“เห็นได้ชัดว่าใครบางคนวางแผนล่อเ้าออกไป ข้าว่าเ้าอย่าออกไปเลยดีกว่า”
อันเจิงหันไปมองชวีหลิวซีกับกู่เชียนเยว่ที่กำลังพูดคุยอยู่กับเสี่ยวชีเต้าในห้องจากนั้นก็มองไปยังตู้โซ่วโซ่วที่กำลังฝึกหมัดกับชายร่างกำยำกลุ่มหนึ่งที่ลานประลองในที่สุดจึงหันไปส่ายหน้ากับผู้เฒ่าฮั่วด้วยรอยยิ้ม “ไม่ ข้าต้องไป”
ผู้เฒ่าฮั่วรู้ดีว่าอันเจิงหมายถึงอะไร หัวใจเขาพลันรู้สึกหนักอึ้ง
“เช่นนั้นเอากระดิ่งแก้วไปด้วยเถอะ”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่จำเป็”
หลังพูดจบ เขาก็ก้าวออกไปจากสำนักทันที
เมื่อเห็นอันเจิงออกมาเพียงลำพังสายลับมากกว่าครึ่งบนถนนก็จากไปทันที พวกเขาเป็ดวงตาของมหาอำนาจทั้งหลายจึงต้องกลับไปรายงานสิ่งที่เห็นต่อเ้านายนั่นเอง
สำนักวรยุทธ์เบิก์อยู่ห่างจากโรงจวี้ฉ่างพอสมควรหากเดินเท้า คาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียวหากเดินทางด้วยรถม้าก็จะเร็วขึ้น แต่อันเจิงไม่อยากนั่งรถม้า เขาเลือกเดินไปตามถนนที่มีผู้คนขวักไขว่เมื่อเทียบกันแล้ว ทางนี้ดูจะปลอดภัยกว่า
ตลอดทางที่เดินผ่านอันเจิงสังเกตเห็นบางอย่างที่เขาไม่เคยให้ความสนใจมาก่อน นั่นก็คือสี่แยกทุกแห่งภายในเมืองจะมีรูปปั้นสัตว์ตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่ของถนน มันสลักขึ้นจากหินดูเหมือนรูปปั้นพวกนี้จะอยู่มานานมากแล้ว ทั้งลมและฝนกัดเซาะจนผิวของรูปปั้นเป็หลุมเป็บ่อไม่เรียบเนียนอีกต่อไป น่าแปลกที่รูปปั้นสัตว์ของถนนทุกแห่งล้วนแตกต่างกันไม่เหมือนกันแม้แต่แห่งเดียว
เมื่อเดินมาถึงสี่แยกที่ห้าซึ่งก็คือจุดกึ่งกลางระหว่างโรงจวี้ฉ่างกับสำนักวรยุทธ์เบิก์ อันเจิงก็พบว่ามีคนประมาณสิบคนยืนขวางทางอยู่
คนพวกนั้นยังหนุ่มกันมากคนที่มีอายุมากที่สุดน่าจะอายุประมาณยี่สิบปี ส่วนคนที่มีอายุน้อยที่สุด น่าจะอายุสิบสี่ถึงสิบห้าปีเท่านั้นพวกเขาแต่งกายด้วยชุดเหมือน ๆ กัน แม้อันเจิงจะไม่เคยเห็นเครื่องแบบเช่นนี้มาก่อนแต่วิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้รับมาจากโรงจวี้ฉ่างแล้ว คาดว่าคนเหล่านี้น่าจะเป็นักเรียนจากสำนักต้าติงที่โด่งดังนั่นเอง
ผู้นำกลุ่มเป็ชายที่น่าจะมีอายุสิบเจ็ดถึงสิบแปดปีไม่ได้หล่อเหลาแต่ก็ไม่ถือว่าขี้เหร่เช่นกัน คนหน้าตาแบบเขาสามารถพบเห็นได้ตามท้องถนนทั่วไปหากไม่ใช่เพราะเครื่องแบบที่สะดุดตาของสำนักต้าติงละก็ คงไม่มีใครให้ความสนใจกับเขาแน่
“เ้าสินะ ตัวซวยที่ชื่ออันเจิง?”
ผู้นำกลุ่มมองอันเจิงั้แ่หัวจรดเท้าพลางส่งประกายความหยามเหยียดออกมาทางสายตา “ข้าก็คิดว่าเก่งมาจากไหน ที่แท้ข่าวลือก็เป็เื่เกินจริงสินะ”
อันเจิงหัวเราะออกมาทันที ที่เขาหัวเราะไม่ใช่เพราะถูกคนพวกนี้ดูถูกแต่เป็เพราะสบายใจแล้วต่างหาก ที่เขาทิ้งกระดิ่งแก้วเอาไว้ ก็เพราะกลัวว่าจะมีคนฉวยโอกาสเล่นงานตู้โซ่วโซ่วกับคนอื่นๆ ที่สำนักตอนที่เขาไม่อยู่ แต่มาตอนนี้เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่อยากลงมือด้วยตนเอง จึงให้คนของสำนักต้าติงมาหาเื่แทนคิดจะใช้การประลองของเด็ก ๆ มากำจัดเขา เช่นนั้นเื่นี้ก็จัดการได้ง่าย ๆ แล้ว
แผนนี้มีช่องโหว่อยู่เต็มไปหมด ทำไมคนของไทเฮาถึงได้โง่เง่ากันขนาดนี้นะ
อันเจิงถอนหายใจออกมาเบา ๆจากนั้นจึงถามขึ้น “ทำไมเ้าต้องเรียกข้าว่าตัวซวยด้วย?หรือว่าหลายปีมานี้ มีใครในบ้านเ้าซวยเพราะข้า?”
“หุบปาก!”
คนผู้นั้นตวาดด้วยความเกรี้ยวโกรธ“ปากสกปรกจริง ๆ สมแล้วที่มาจากบ้านนอก ที่นี่คือเมืองฟางกู้ เป็เมืองหลวงของแคว้นเยี่ยนไม่ใช่ที่ที่คนบ้านนอกอย่างเ้าควรจะมา คนบ้านนอกก็ควรปลูกผักทำไร่อยู่ที่บ้านนอกทำไมต้องมาสร้างเื่วุ่นวายที่เมืองฟางกู้ด้วย?”
อันเจิงไม่ได้ตอบเพียงหัวเราะกับท่าทางที่น่าสมเพชของชายคนนั้น เมื่อเห็นอันเจิงหัวเราะ ชายคนนั้นก็ะเิโทสะขึ้นมาทันที“สำนักวรยุทธ์ดี ๆ ต้องมาเสียชื่อก็เพราะเ้า ไม่รู้สึกผิดเลยหรืออย่างไร? หากข้าเป็เ้าคงไสหัวออกไปจากเมืองฟางกู้ตั้งนานแล้ว คนอย่างเ้าไม่คู่ควรที่จะกินข้าวหรือดื่มน้ำของเมืองฟางกู้ด้วยซ้ำในเมื่อสำนักของเ้าไม่คิดจะสั่งสอนเ้า เช่นนั้นข้าจะสั่งสอนแทนพวกเขาเอง”
อันเจิงถามกลับ “ที่พูดเมื่อครู่มีใครสอนเ้ามาหรือเ้าคิดเอง?”
เห็นได้ชัดว่าคนเ่าั้มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย“พวกข้าก็แค่ไม่ชอบหน้าเ้า จึงมาสั่งสอนเ้าในฐานะตัวแทนของเมืองฟางกู้เท่านั้น!”
อันเจิงมองสำรวจชุดเครื่องแบบของสำนักต้าติงบนตัวเขาจากนั้นจึงถอนหายใจออกมาอีกครั้ง “เ้าเองก็น่าสงสารไม่น้อย สำนักต้าติงที่ได้ชื่อว่าเป็สำนักของคนชั้นสูงนั่นน่ะเ้าก็คงพยายามมากสินะกว่าจะเข้าไปได้เ้ามันก็เป็แค่ลูกกระจ๊อกของพวกเขาเท่านั้น แค่สั่งคำเดียวก็วิ่งออกมาเห่าหอนเหมือนสุนัขรับใช้น่าสังเวชจริง ๆ ก่อนออกมาเ้านายของเ้าไม่ได้บอกหรือว่า งานครั้งนี้อาจทำให้เ้าลำบากได้?”
คนผู้นั้นกำลังจะกล่าวบางอย่างออกมา แต่เด็กหนุ่มร่างค่อนข้างเตี้ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็โพล่งขึ้นก่อน “จะพูดมากไปทำไม อัดมันให้น่วมเลย”
จากนั้นผู้พูดก็ก้าวเข้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าว จากนั้นก็ประสานมือคารวะแบบส่ง ๆ “ข้าจางติ่งป๋างแห่งสำนักต้าติงขอท้าประลองกับเ้า เ้าก็น่าจะรู้ว่าการประลองนับเป็เื่ปกติของผู้ฝึกพลังหากเ้าไม่ยอมรับคำท้าก็เท่ากับยอมแพ้ แพ้แล้วก็แค่คุกเข่าลงแล้วคำนับข้าสามครั้งก็พอ...”
ยังไม่ทันได้พูดจนจบ อันเจิงก็แทรกขึ้นมาก่อน“คำนับเพื่อขอพรให้เ้าไปที่ชอบ ๆ รึ?”
“ผยองนัก!”
จางติ่งป๋างถอดเสื้อคลุมยาวของตัวเองแล้วยื่นไปให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ “เ้ามั่นใจในตัวเองเกินไปหน่อยหรือไม่ เป็แค่เ้าสำนักวรยุทธ์เบิก์กระจอกๆ นั่นจะเก่งกาจขนาดไหนเชียว เด็กบ้านนอกที่ไม่รู้ประสีประสาแต่กลับคิดจะเปิดสำนักเสียได้เ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าคนทั้งเมืองเห็นเ้าเป็ตัวตลก ทั้งสำนักต้าติงและสำนักอื่น ๆ ในเมืองต่างก็รู้ดีว่าเ้ามันจองหองแค่ไหน เป็แค่เด็กบ้านนอกยังกล้าอวดดีย้ายเข้ามาในเมืองอีกรึ!”
อันเจิงชี้นิ้วไปที่คนพวกนั้น “อะไรกันเ้าจะสู้กับข้าตัวต่อตัวรึ?”
จางติ่งป๋างแค่นเสียง “เหอะ ข้าแค่คนเดียวก็จัดการเ้าได้แล้ว”
อันเจิงหัวเราะขึ้น “น่ากลัวจริง ๆเมื่อครู่ข้าลองนับเงินที่เอาติดตัวมาแล้ว หากอัดเ้าแค่คนเดียวเงินที่มีก็ยังพอค่ารักษาอยู่แต่หากอัดทั้งสิบคนเกรงว่าเงินคงไม่พอ ศิษย์สำนักต้าติงอย่างพวกเ้าน่าจะสูงส่งมากค่ารักษาคงแพงน่าดู”
อันเจิงหยิบเงินออกมาจากกระเป๋าแล้วเริ่มนับอย่างจริงจัง “หนึ่ง สอง สาม...เงินสิบสี่เหรียญ อืม...น่าจะพอนะ”
เขาเก็บเหรียญที่ค่อนข้างใหม่กลับเข้าไปในกระเป๋าประมาณสิบเหรียญจากนั้นก็วางเงินอีกสี่เหรียญลงบนพื้น “อีกเดี๋ยว หากได้รับาเ็เพราะข้าพวกเ้าก็มาหยิบเงินกันเองนะ”
จางติ่งป๋างคำรามเสียงดัง “ข้าจะฆ่าเ้า!”
คนผู้นี้เร็วมากจริง ๆ หลังคำรามเขาก็พุ่งหมัดมาประชิดร่างอันเจิงเสียแล้ว อันเจิงขยับฝีเท้าก้าวหลบจากนั้นก็เบี่ยงร่างไปอีกข้าง ร่างของจางติ่งป๋างจึงพุ่งเลยไปข้างหน้า หมัดของเขากระแทกลงบนกำแพงของร้านที่ตั้งอยู่ข้างทาง
ตูม!
กำแพงถูกต่อยจนกลายเป็รูพรุนจางติ่งป๋างดึงแขนออกมาจากกำแพง จากนั้นก็หันไปมองอันเจิง “ไม่กล้าประลองรึ?”
อันเจิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ“เ้าทำอะไรแล้วสบายใจก็ทำไปเถอะ”
จางติ่งป๋างยกมือขึ้นเหวี่ยงไข่มุกเหล็กสามสิบหกเม็ดใส่อันเจิงราวกับฝนดาวตก อันเจิงกระทืบเท้าลงบนพื้นทำให้เศษหินลอยขึ้นมาเขาโบกแขนเสื้อส่งเศษหินออกไปเช่นกัน ไข่มุกเหล็กและเศษหินมากมายกระทบเข้าด้วยกันที่กลางอากาศทำให้เกิดเสียงดังพวกเขาไม่ได้รับาเ็แม้แต่น้อย แต่ร้านค้าที่อยู่สองข้างทางกลับต้องเป็ผู้รับกรรมเพราะหน้าต่างของพวกเขาถูกเจาะจนพรุนไปหมดแล้ว
ตูม
ไข่มุกเหล็กกระแทกลงบนเสาจากนั้นก็ฝังลึกลงไปในนั้น
อันเจิงเพิ่งจะหลบไข่มุกเหล็กไปได้หมัดของจางติ่งป๋างก็พุ่งเข้ามาประชิดเสียแล้ว
อันเจิงซัดหมัดสวนออกไปกระแทกเข้ากับหมัดของจางติ่งป๋าง
เสื้อผ้าบนร่างของทั้งสองถูกคลื่นพลังจากหมัดพัดจนโบกสะบัดพลันหน้าต่างของร้านค้าและบ้านเรือนที่อยู่ใกล้เคียงก็พังยับเยินลงในพริบตา
เมื่อกระแทกหมัดเข้ากับจางติ่งป๋างอันเจิงก็ประมาณพลังของอีกฝ่ายได้แล้ว
จางติ่งป๋างมีพลังอยู่ในขอบเขตจุติ์ขั้นที่เจ็ดเห็นจะได้มีพลังสูงกว่าอันเจิงเล็กน้อย...แม้เขาจะมีตราประทับท้าทาย์อยู่แต่ศักยภาพและพร์ของร่างกายนี้...ทำให้เขาจนปัญญาจริง ๆ
ร่างของคนทั้งสองถอยกลับออกไปพร้อมกัน รอยเย้ยหยันในดวงตาของจางติ่งป๋างที่มองมายังอันเจิงลดลงไปเล็กน้อย
“ใช้ได้เลยนี่”
เขาดันมือทั้งสองออกมาด้านหน้า ทันใดนั้นไข่มุกเหล็กอย่างน้อยหนึ่งร้อยเม็ดก็ถูกโยนออกมา
อันเจิงก้มลงไปยกแผ่นหินขนาดใหญ่บนพื้นขึ้นบังร่างกายเอาไว้ทำให้ไข่มุกเหล็กกระแทกลงบนแผ่นหิน ราวกับลูกะุ เศษหินลอยกระเด็นไปทั่วบริเวณ
