เมื่อได้ยินคำพูดของต้วนชิงิหัวหน้าหมู่บ้านผู้นั้นก็ถึงกับสะอึกหยุดนิ่งไม่เปล่งวาจาใดอีก...จริงดังเช่นที่นางพูดไว้ทั้งหมด หลีเหล่าโถวเช่าที่จวนต้วนเพื่ออยู่อาศัยทั้งยังทำงานให้จวนต้วนมานานหลายปี ไม่แปลกหากจะได้รับการคุ้มครองจากจวนต้วนอีกทั้งสาเหตุการติดเชื้อและตายครั้งนี้เกิดภายหลังจากที่เขาออกมาจากในจ้วงจื่อที่จวนต้วนไม่ว่าจะตามหลักการหรือความรู้สึก ต้วนชิงิมิอาจทิ้งขว้างโดยไม่ดูดำดูดีได้!
เมื่อเห็นท่าทางของเด็กสาวแม้จะดูเด็กไร้เดียงสาและไม่ประสีประสาต่อโลก แต่เื่กฎต่างๆ ของทางการกลับพูดออกมาได้อย่างคล่องแคล่วและชัดเจนจนทำให้หัวหน้าหมู่บ้านถึงกับอ้าปากค้างไปต่อไม่ถูก ชาวบ้านมองนางเปลี่ยนไปพูดได้ว่าไม่อาจดูถูกสาวน้อยอายุไม่ถึงสิบปีคนนี้
สายตาต้วนชิงิเริ่มอ่อนลงเมื่อเห็นว่าหัวหน้าหมู่บ้านไม่เอื้อนเอ่ยคำพูดใด
พลางผ่อนเสียงลงพยายามพูดให้นุ่มนวล “ที่เ้าอยากจะปิดเรือนหลี่คิดแล้วก็คงเพื่อชาวบ้านทั้งหลาย จะได้ไม่ต้องหวาดหวั่นและตายไปกับโรคนี้...ข้าเข้าใจ เพียงแต่เ้าเคยคิดมาก่อนหรือไม่ว่า ถ้าพวกเขาไม่ได้ตายจากโรคนี้เล่าไม่เท่ากับส่งพวกเขาให้ตายตามไปหรือ อีกอย่างถ้าทางการสืบสวนขึ้นมาใครจะรับผิดชอบในเื่นี้?”
คำพูดของนางที่มีทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งต่างจากน้ำเสียงของนาง แม้จะดูอ่อนโยนแต่กลับแฝงไปด้วยความเ็าอันหนาวเหน็บ
“เื่นี้...” เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะปาดเหงื่อที่ไหลท่วม พูดอะไรไม่ออกอีก
นานมาแล้วที่ผู้คนต่างหวาดกลัวโรคเวินอี้เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านได้ยินคำว่า ‘โรคเวินอี้’ ก็อกสั่นขวัญแขวนหวาดกลัวจนตัวสั่น ในที่สุดเมื่อมีคนมาพูดกระตุ้นเขาจึงพาคนมาเพื่อปิดเรือนหลีเหล่าโถว!
ภรรยาของหลีเหล่าโถวพลันได้สติขึ้นมา จึงเดินปรี่มาตรงหน้าต้วนชิงิแม้จะถูกแม่นมหนิงขวางไว้ คุกเข่าที่พื้นดัง ‘ตุ้บ’และคำนับไม่หยุดคุณหนูใหญ่ผู้นี้แม้จะอายุไม่มากแต่กลับเป็ผู้ช่วยชีวิต ปากของนางเผยออ้าออกเอ่ยวิงวอนขอร้อง
“หัวหน้าหมู่บ้านจะมาปิดเรือน ข้าที่อายุปูนนี้คงไม่เป็อะไรแต่หวังว่าคุณหนูใหญ่จะช่วยลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานเหล่านี้ของข้าด้วย...ชีวิตของพวกเขายังอีกยาวไกล ไม่ควรจะมาพบจุดจบอยู่ที่นี่!”
เมื่อเห็นฟางซื่อภรรยาของหลีเหล่าโถวพุ่งเข้ามาแม่นมหนิงก็ขวางไว้ไม่ให้เข้าใกล้คุณหนูของนางเถี่ยเฟิงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ได้ยืนคุ้มกันเข้มงวด ด้วยเกรงว่าจะมีคนมาทำร้าย!
“แม่ อย่าทำแบบนี้ ครอบครัวของเราร่วมเป็ร่วมตายไปด้วยกัน!” เถี่ยจู้จื่อผู้เป็บุตรชาย รีบเข้าไปห้ามแม่ให้หยุดคำนับเอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจ
นางรีบสวมกอดลูกชายลูกสาวเอนกายอย่างอ่อนแรงไปข้างกายสามีที่ไร้ซึ่งลมหายใจพลางเงยหน้ามองเด็กสาวด้วยแววตาวิงวอนขอร้อง
เด็กสาวมองสายตาของพวกเขาอยู่ครู่เดียวแม้สีหน้าจะเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับอยู่ไม่เป็สุขพวกคนเหล่านี้ชีวิตลำบากข้นเเค้น ทว่ากลับมีความรัก ความกตัญญูซึ่งนี่เป็สิ่งพื้นฐานของคนที่ควรจะมีเมื่อเทียบกับนางที่เกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์แล้ว กลับรู้สึกถึงความหดหู่ใจเป็อย่างมาก
สมองสั่งการทันเท่าความคิดตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะช่วยชีวิตคนในครอบครัวของหลีเหล่าโถวเพื่อความรักที่หาพบได้ยากในแผ่นดินนี้!
ด้านนอกเรือนตอนนี้เห็นคนเริ่มทยอยเข้ามามุงดูเยอะขึ้นบทสนทนาทั้งหมดพวกเขาต่างได้ยินกันถ้วนทั่วและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วเพราะเรือนหลีเหล่าโถวดีกับทุกคนไปทั่วทำให้ทุกคนต่างรู้สึกเสียใจกับการจากไปอยู่ไม่น้อยอีกทั้งมีคนจำนวนไม่น้อยต่างสนับสนุนความคิดของต้วนชิงิ
ทว่าความหวาดกลัวที่มีต่อโรคเวินอี้คงมีมากกว่าความเสียใจจึงทำให้ทุกคนไม่กล้าเข้าไปในเรือน ได้แต่ยืนมองดูอยู่ห่างๆ จากข้างนอกเพื่อวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงคนที่อยู่ข้างในเรือนกันไม่หยุดหย่อน
ต้วนชิงิมองไปยังหัวหน้าหมู่บ้านพูดเสียงเรียบ “หัวหน้าหมู่บ้านก็เป็พ่อคนแม่คนเชื่อว่าน่าจะรับรู้ถึงความรักของพ่อกับแม่ เอาอย่างนี้แล้วกันไปเชิญหมอโจวมาช่วยตรวจคนในบ้านนี้ หากพวกเขาเป็โรคเวินอี้ขึ้นมาจริงค่อยหาวิธีจัดการก็ยังไม่สาย!”
หัวหน้าหมู่บ้านได้ฟังที่นางพูดพลันสีหน้าผ่อนคลายลง
ในฐานะที่เป็หัวหน้าหมู่บ้านคนหนึ่งเขาจำเป็ต้องอาศัยการสนับสนุนจากคนจำนวนมากอีกอย่างเขากลับหลีเหล่าโถวก็ไม่เคยมีความแค้นต่อกันจึงไม่อยากเอาโทษใส่ร้ายพวกเขา อีกทั้งคำพูดที่ต้วนชิงิพูดว่า ‘ถ้าทางการสืบสวนขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบในเื่นี้?’ ยิ่งทำให้เขาขนลุกไปทั้งร่าง ไม่โอหังเช่นตอนแรกที่เดินเข้ามา!
ทางด้านหัวหน้าหมู่บ้านก็ให้คนไปเชิญหมอโจวมาอยู่ๆ ชายที่อยู่ด้านหลังเขาก็พูดขึ้นว่า “คุณหนูใหญ่พูดเช่นนี้เพื่อที่จะเอาโทษออกจากตัวใช่หรือไม่? ทุกคนต่างรู้ว่าหลังจากที่หลีเหล่าโถวออกมาจากจ้วงจื่อในจวนต้วน ก็ป่วยตายด้วยโรค? หรือว่าคุณหนูใหญ่ไม่ควรจะอธิบาย ให้พวกเราทุกคนฟังหน่อยหรือ?”
เมื่อคนนั้นพูดออกมาทำให้ผู้คนต่างถกเถียงกันขึ้น เพราะทุกคนคิดขึ้นได้ว่าสองวันที่ผ่านมา จู่ๆ ก็มีคนตายจากเวินอี้และคนเ่าั้ก็ออกมาจากจ้วงจื่อในจวนต้วนโดยก่อนหน้านี้ที่นี่ไม่เคยเกิดเื่แบบนี้ขึ้นมาก่อนเลย!
ในกลุ่มชาวบ้านมีคนพูดใส่ไฟขึ้นมา “ใช่แล้ว ใช่แล้ว โรคนี้มาจากจ้วงจื่อ ดังนั้นจะต้องปิดที่นั่นหมอโจวบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า คนในจ้วงจื่อจะออกไปไหนตามอำเภอใจไม่ได้ แต่คุณหนูใหญ่ทำไมถึงยังไปๆ มาๆ อยู่เช่นนี้อีก…หรือว่าอยากจะเอาโรคเวินอี้มาเเพร่เชื้อให้พวกเรา?”
เมื่อคนนี้เอ่ยปากพูดทำให้เกือบทุกคนต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านก็เปลี่ยนไปไม่ค่อยสู้ดี “ทำไมคุณหนูใหญ่ไม่อยู่ที่จ้วงจื่อ แต่กลับออกมาเดินเพ่นพ่านไปทั่วล่ะขอรับ?”
ใบหน้าที่เผยรอยยิ้มของต้วนชิงิมีสายตาแหลมคมมองทะลุหมวกคลุมห้อยม่านตาข่าย นางจดจำกลุ่มคนที่ยืนอยู่หลังหัวหน้าหมู่บ้าน พวกนั้นห้าหกคนที่มีอายุราวยี่สิบถึงสามสิบปีกำลังยืนเกาะกลุ่มและจ้องเขม็งมาที่นาง
ถ้าชายเหล่านี้ได้ลงมือไม่ว่าจะเป็คนในเรือนของเถี่ยจู้จื่อ ต่อให้เป็ชายที่แข็งแกร่งหลายคนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกนี้ อีกทั้งพวกนี้ถือว่ามีคนเยอะกว่าขอเพียงเขาพูดเป็เสียงเดียวกัน แม้จะไม่ได้ติดโรคเวินอี้ ก็ยากที่จะพูดแก้ตัว!
ต้วนชิงิมองปราดเดียวก็รู้ว่าพวกนี้เตรียมการมาเป็อย่างดีพวกนี้หวังจะปิดเรือนหลีเหล่าโถว จากนั้นค่อยไปปิดจวนต้วนในจ้วงจื่อ
ถ้าหลีเหล่าโถวเป็โรคเวินอี้จริงขึ้นมาเช่นนั้นข่าวที่ว่าโรคนี้แพร่มาจากจวนต้วนในจ้วงจื่อก็จะแพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ ไม่นานคงถึงตาของนางเป็แน่
ชาวบ้านที่ไม่รู้ความจริงที่อยู่ข้างหลังต่างมองตากันเผยให้เห็นถึงแววตาที่เข้าใจกันว่า “อย่างนี้นี่เอง”ที่แท้คุณหนูใหญ่มาที่เรือนหลีเหล่าโถวพูดอย่างดิบดีไม่ใช่เพื่อช่วยคนเรือนหลีเหล่าโถว แต่เพื่อช่วยหลีเหล่าโถวจะได้เป็การปกป้องตัวนาง!
เมื่อเป็เช่นนี้ความประทับใจของคนที่มีต่อต้วนชิงิก็พลันมลายไปแม้แต่หลานชายและหลานสาวของหลีเหล่าโถวที่ยังไม่รู้ความจริงต่างจับจ้องนางด้วยแววตาโกรธแค้นเป็ที่สุด
หลานชายและหลานสาวของหลีเหล่าโถวมีอายุขึ้นมาหน่อยเด็กตัวน้อยต่างพุ่งเข้ามาหมายจะมาข่วนมือต้วนชิงิเพื่อแก้แค้นแต่ว่าถูกแม่นมหนิงห้ามเอาไว้ เด็กตัวน้อยก็ใช้แรงผลักแม่นมหนิงอย่างแรงจากนั้นมองไปที่นางพูดด้วยเสียงแหลมขึ้น “ที่แท้เ้าเป็คนชั่วที่ทำร้ายคุณปู่ให้ตาย...พวกเราเกลียดเ้า!”
ภรรยาของเถี่ยจู่จื่อรีบมาคว้าเด็กน้อยเอาไว้พูดเสียงเบาว่า “เด็กโง่ พวกเ้าจะไปผลักนางทำไม? ถ้าเกิด…” ถ้าเกิดตัวนางมีโรคเวินอี้เช่นนั้นก็เเพร่ให้พวกเ้าไปแล้ว
แม่นมหนิงมองคนพวกนี้ที่ช่างโง่เขลาด้วยสายตาเคียดแค้น คุณหนูใหญ่ตั้งใจจะมาช่วยพวกเขาด้วยตัวนางเองโดยไม่ถือตัวแม้แต่น้อยแต่การโต้เถียงกับหัวหน้าหมู่บ้านใจชั่วกลับได้มาซึ่งความเข้าใจผิดและการถูกเหยียดหยามแทนหรือ?
นางอยากจะเดินเข้าไปตบหน้าคนพวกนี้สักทีสองทีเพื่อจะได้มีสติกลับมาบ้าง ดูซิว่าในหัวของพวกเขามีอะไรอยู่กันแน่!ทว่าต้วนชิงิกลับไม่เอ่ยปากโต้แย้ง นางจึงไม่กล้าพูดอะไรให้มากความเพียงใช้สายตาเคียดแค้นจ้องเขม็งไปที่ครอบครัวของเถี่ยจู้จื่อ!
