ขณะที่เนี่ยเทียนกำลังหลอมยาคืนพลังจิตอยู่นั้น สถานที่ตั้งของสำนักโลหิตได้เปิดฉากสังหารกันอย่างดุเดือดแล้ว
สำนักโลหิตที่อยู่ห่างจากพวกเนี่ยเทียนไปอีกหลายลี้ถูกปราณปีศาจที่เข้มข้นยิ่งกว่ากลบทับจนมิด
ภูตผีปีศาจขนาดใหญ่ั์หลายตัวอาละวาดบุกทำลายอยู่ในปราณปีศาจที่ไหลเชี่ยว พวกมันร้องคำรามเสียงแหบแห้งพลางใช้อาวุธวิเศษของเผ่าปีศาจจำนวนมากโจมตีคนของสำนักโลหิต
ภูตผีปีศาจที่ล่องลอยอยู่ในปราณปีศาจไม่ได้รับผลกระทบจากปราณปีศาจเข้มข้นนั่นแม้แต่นิดเดียว ดวงตาสามารถมองเห็นสภาพโดยรอบได้อย่างชัดเจน
ไม่เพียงเท่านี้ พลังการต่อสู้ของภูตผีปีศาจที่เคลื่อนไหวอยู่ในบริเวณนี้ยังเพิ่มมากอีกหลายระดับ เพราะพวกมันใช้การดูดซับปราณปีศาจมาฟื้นฟูพลังสู้รบของตัวเอง
ภูตผีปีศาจระดับสูงมีพลังจิติญญา เมื่อพลังจิติญญาของมันแผ่ขยายออกมาจึงสามารถรับััรอบด้านได้อย่างเด่นชัด
หอเรือนหินมากมายของสำนักโลหิตที่เดิมทีใหญ่โตมโหฬารล้วนถูกทำลายจนพังถล่ม
ข้างหอเรือนหินที่แตกกระจายเป็เสี่ยงๆ มีเืสดไหลนองพื้น แต่กลับมองไม่เห็นศพของคนสำนักโลหิต
กลับกลายเป็ในมือ ในปากของภูตผีปีศาจระดับต่ำเสียอีกที่สามารถเห็นเศษชิ้นส่วนของร่างกายคนสำนักโลหิตได้มากมาย...
ภูตผีปีศาจระดับต่ำต่างก็มีความกระหายใคร่ในเืเนื้อของเผ่ามนุษย์
ความแตกต่างที่มากที่สุดระหว่างพวกมันและภูตผีปีศาจระดับสูงก็คือสติปัญญาที่ไม่มากพอ ซึ่งนี่ไม่ต่างไปจากสัตว์วิเศษระดับต่ำที่ได้แต่กินคนของเผ่ามนุษย์เท่านั้น
จุดศูนย์กลางของสำนักโลหิต บนลานกว้างที่ใหญ่ั์แห่งหนึ่ง หลีจิ้งเ้าสำนักนั่งนิ่งอยู่บนฐานดอกบัวที่มีสีเืเปล่งประกายระยิบระยับแห่งหนึ่ง
หลีจิ้งถูกแสงสีเืเข้มข้นโอบล้อมไว้รอบร่าง เหนือศีรษะมีเงาโลหิตขนาดใหญ่ั์ตนหนึ่งลอยอยู่ เงาโลหิตนั้นปลดปล่อยพละกำลังที่ไหลเชี่ยวออกมา ก่อเกิดเป็ม่านแสงสีแดงสดหนึ่งชั้น ปกคลุมคนในสำนักมากมายที่อยู่เบื้องใต้เอาไว้
บริเวณโดยรอบลานกว้างมีบ่อเืขนาดใหญ่ั์อยู่มากมาย น้ำในบ่อเืคล้ายน้ำตกที่ไหลทวนจากเบื้องล่างสู่เบื้องบน เมื่อหลีจิ้งใช้เวทลับกระตุ้นมันก็ไหลรินเข้าหาเงาโลหิตอย่างบ้าคลั่ง
เงาโลหิตที่ใหญ่ราวขุนเขาค่อยๆ ขยายใหญ่อย่างต่อเนื่อง ปลดปล่อยบารมีดุร้ายที่ทำให้คนหายใจลำบาก
เสิ่นซิ่วอาจารย์ของอวี๋ถง และยังมีผู้แข็งแกร่งอีกหลายคนของสำนักโลหิตต่างก็รวมตัวกันอยู่ข้างกายหลีจิ้ง แต่ละคนมีความกังวลอยู่เต็มหัวใจ ต่างคนก็ต่างเตรียมตัวให้พร้อมรับมือ
พวกเขาล้วนรู้ดีว่าเงาโลหิตใหญ่ั์นั่นจำเป็ต้องมีเืคอยบำรุงไม่ขาดระยะถึงจะรักษาพลังเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง
ทว่าเืของสัตว์วิเศษที่สำนักโลหิตเก็บสะสมเอาไว้กลับมิใช่ว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด และก่อนหน้านี้ก็ได้เผาผลาญไปเกินครึ่งเพราะเปิดใช้ค่ายกลใหญ่หลอมโลหิต
หากเืสัตว์วิเศษถูกใช้จนหมดสิ้น เส้นป้องกันชั้นสุดท้ายที่ก่อตัวขึ้นจากเงาโลหิตนั่นก็จะพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
ถึงเวลานั้น ภูตผีปีศาจก็จะพุ่งเข้ามาเปิดฉากสังหารในลานกว้างได้ในพริบตาเดียว
ม่านแสงสีแดงสดในบริเวณรอบด้านมีภูตผีปีศาจระดับต่ำหลายตนโฉบเฉี่ยวไปมาต่อเนื่อง ภูตผีปีศาจระดับต่ำเ่าั้คอยฉีกทึ้งซากศพของคนสำนักโลหิตที่ไม่ทันเหยียบย่างเข้าไปในม่านแสงแดงสด พลางพุ่งชนม่านแสงสีแดงอย่างบ้าคลั่ง
ท่ามกลางภูตผีปีศาจระดับต่ำมากมายมีภูตผีปีศาจระดับสูงห้าตนที่รูปร่างคล้ายเผ่ามนุษย์แต่กลับมีเส้นผมสีม่วงดวงตาสีม่วงปะปนอยู่
ภูตผีปีศาจระดับสูงห้าตนยืนอยู่ด้วยกัน สื่อสารกันด้วยภาษาภูตผีปีศาจ คอยชี้มายังหลีจิ้งเ้าสำนักโลหิตเป็ระยะด้วยสีหน้าผ่อนคลายอย่างมาก
ดูเหมือนพวกเขาจะไร้ซึ่งความหวาดเกรงใด คิดจะใช้ภูตผีปีศาจระดับต่ำมากมายไปทำลายม่านแสงสีแดงสด เพื่อกำจัดพลังของหลีจิ้งก่อน
รอจนม่านแสงสีแดงสดถูกภูตผีปีศาจระดับต่ำฝ่าทลายได้แล้ว พวกเขาถึงจะรวบรวมพลังไปสังหารหลีจิ้งเ้าสำนักโลหิต
ภูตผีปีศาจระดับสูงห้าตนสวมอาภรณ์อย่างพิถีพิถัน เรือนกายสูงโปร่ง ชายหน้าตาหล่อเหลา หญิงหน้าตางดงาม พูดคุยกันด้วยภาษาภูตผีปีศาจด้วยท่าทางแย้มยิ้มสบายอารมณ์
และเวลานี้เอง
ภูตผีปีศาจระดับสูงตนนั้นที่ถูกโครงกระดูกปีศาจเืบีบให้จำต้องถอยร่นกลับมาจากนอกสำนักโลหิต พลันเยื้องกรายมาถึงที่แห่งนี้
การมาของเขาทำให้การสนทนาของภูตผีปีศาจระดับสูงห้าตนนั้นหยุดชะงักทันที
ภูตผีปีศาจระดับสูงห้าตนโค้งตัวให้เขาน้อยๆ ใช้ธรรมเนียมของภูตผีปีศาจมาทำความเคารพกัน ภูตผีปีศาจเพศหญิงตนหนึ่งที่หน้าตางดงามและเป็ผู้นำก็ยิ่งใช้คำพูดของภูตผีปีศาจเอ่ยถามด้วยความตะลึงระคนแปลกใจ “ฝ่าาเก๋อหลู่เท่อ ท่านควรจะอยู่ด้านนอก ในนี้ไม่ปลอดภัย”
“ฝ่าา เ้าพวกคนที่ปกป้องท่านเล่า?” ภูตผีปีศาจเพศชายอีกตนหนึ่งเอ่ยถาม
เห็นได้ชัดว่าภูตผีปีศาจระดับสูงที่ถูกเรียกว่าเก๋อหลู่เท่อมีความสามารถด้อยกว่าเมื่อเทียบกับภูตผีปีศาจระดับสูงทั้งห้าตน
ทว่าตำแหน่งและฐานะของเขากลับสูงกว่า ดังนั้นภูตผีปีศาจทั้งห้าตนจึงรักษาท่าทีอ่อนน้อมและเคารพยำเกรงอยู่ตลอดเวลา
และก็เพราะตัวตนของเขาสูงส่ง ทว่ายังไม่เติบโตถึงระดับที่มากพอ ดังนั้นจึงถูกภูตผีปีศาจทั้งห้าตนจัดตัวไว้ให้อยู่ข้างนอก
ในสายตาของคนทั้งห้า ความปลอดภัยของเก๋อหลู่เท่อสำคัญพอๆ กับการดับทำลายสำนักโลหิต
“เจอปัญหาเล็กน้อย” เก๋อหลู่เท่อขมวดคิ้วกล่าว “มีผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์กลุ่มหนึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหน เ้าคนพวกนั้นฝีมือธรรมดามาก ข้าคนเดียวก็สามารถสังหารพวกเขาได้ แต่พวกเขาควบคุมโครงกระดูกปีศาจเืตนหนึ่ง ปีศาจเืตนนั้นน่าจะเกิดจากการที่เผ่ามนุษย์หลอมเผ่าโครงกระดูกสายเืระดับแปดตนหนึ่งขึ้นมา”
“และโครงกระดูกปีศาจเืตนนั้นก็เป็ผู้สังหารพวกที่ปกป้องข้า บีบให้ข้าจำต้องกลับมาหาพวกเ้า”
เก๋อหลู่เท่ออธิบาย
“เผ่าโครงกระดูกสายเืระดับแปด!” ภูตผีปีศาจเพศหญิงที่โฉมงามเพริศพริ้งซึ่งเรือนกายเย้ายวนดึงดูดใจส่วนใหญ่ล้วนเปิดเปลือย มีเพียงส่วนหน้าอกและหน้าท้องเท่านั้นที่ถูกเกราะสีม่วงปกคลุมเอาไว้ นางขมวดคิ้วกล่าว “ในเมื่อคนเผ่าโครงกระดูกถูกควบคุม ขอแค่สังหารคนที่ควบคุมได้ก็น่าจะแก้ไขปัญหาได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
“ซาลา ที่เ้าพูดนั้นข้าย่อมรู้ ข้าเองก็ทดลองทำมาก่อนแล้ว” เก๋อหลู่เท่อพูดด้วยความหดหู่เล็กน้อย “ในสายตาของข้า ผู้ควบคุมเป็เพียงแค่แมลงเล็กๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น ทว่าคนเ่าั้ล้วนยอมปกป้องเขาจนตัวตาย เดิมทีข้าคิดว่าข้าสามารถหลีกเลี่ยงพลังจิตของเขาได้ และสามารถสังหารเขาได้ก่อนที่เขาจะควบคุมโครงกระดูกปีศาจเื”
“ทว่าที่แปลกก็คือ ทั้งๆ ที่ฝีมือของเขาต่ำต้อย แต่ไม่รู้ว่าใช้วิธีการใดถึงใช้พลังจิตมาเล็งตัวข้าได้”
“เมื่อเขาเล็งตัวข้าได้จึงทำให้โครงกระดูกปีศาจเืตนนั้นหมายหัวข้าแล้วไล่ตามข้ามา ไม่ให้โอกาสให้ข้าได้เข้าใกล้เขาแม้แต่นิดเดียว”
“ยังดีที่การเล็งตัวข้าด้วยวิธีนั้นมีขอบเขตที่จำกัด เมื่อข้าหนีพ้นจากขอบเขตที่เขาควบคุมแล้ว โครงกระดูกปีศาจเืตนนั้นจึงมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของข้า เลยไม่ได้ไล่ตามมา”
“ขอโทษเ้าค่ะ ข้าน้อยไม่ควรสงสัยในสติปัญญาของฝ่าา” ปีศาจหญิงนามว่าซาลาค้อมตัวลงขออภัยก่อนจะกล่าวว่า “หรือไม่พวกเราควรฉวยโอกาสที่คนของสำนักโลหิตยังติดแหง็กอยู่ที่นี่ ให้ข้าไปสังหารพวกเขาก่อน? หลังจากคนเผ่าโครงกระดูกที่มีสายเืระดับแปดถูกหลอมเป็ปีศาจเืแล้ว ความสามารถน่าจะเทียบข้าไม่ได้”
“ต่อให้ถูกควบคุม ด้วยพลังของข้าก็น่าจะสังหารพวกเขาได้หมด”
เก๋อหลู่เท่อครุ่นคิดเล็กน้อยจึงส่ายหัวกล่าวว่า “ยังไม่ต้องรีบร้อน ซาลา คู่ต่อสู้ของเขาน่าจะเป็หญิงสาวนามว่าหลีจิ้งผู้นั้น นางคือเ้าสำนักโลหิต อีกทั้งยังฉลาดมาก นางมองออกั้แ่แรกแล้วว่ามีเพียงเ้าที่คุกคามนางได้ หากเ้าจากไปแล้ว หญิงสาวเผ่ามนุษย์ผู้นั้นก็ไม่มีทางอยู่เฉยอีก นางจะต้องนำคนของสำนักโลหิตกระโจนเข้าใส่พวกเราแน่นอน”
“ไม่มีเ้า ลำพังเพียงเ้าพวกระดับต่ำเ่าั้ย่อมไม่มีทางสกัดกั้นความร้ายกาจของนางได้แน่”
“ข้า้าให้เ้าบัญชาการอยู่ที่นี่”
ซาลาไม่กล้าขัดขืนคำสั่งของเขา ได้ยินคำพูดเช่นนั้นจึงได้แต่พยักหน้ากล่าวว่า “ข้าเชื่อฝ่าา”
“อืม เอาตามนี้ไปก่อน” เก๋อหลู่เท่อใจเย็นอย่างมาก “ตามความเห็นข้า น้ำเืที่สำนักโลหิตสะสมเอาไว้ใกล้จะหมดสิ้นเข้าไปทุกทีแล้ว และเงาโลหิตนั่นก็จะไร้ซึ่งพลังใดเหลืออีก ถึงเวลานั้นม่านแสงแดงสดที่ปกป้องพวกเขาไว้ก็จะพังทลายลง พวกเราสามารถฆ่าคนเ่าั้ของสำนักโลหิตจนเกลี้ยงได้ที่นี่ จากนั้นค่อยไปแก้ไขปัญหาเื่โครงกระดูกปีศาจเื”
“จากที่นั่นมาตรงนี้ยังมีระยะทางอีก่หนึ่ง ยิ่งเข้าใกล้พวกเรา ปราณปีศาจก็ยิ่งไหลเชี่ยว”
“เ้าคนที่ควบคุมโครงกระดูกปีศาจเืนั้นฝีมือต่ำต้อย เขาย่อมไม่มีความสามารถมากพอที่จะฝ่าการกัดกินของปราณปีศาจที่ไหลกรากและตามมาถึงในระยะเวลาอันสั้นนี้แน่นอน”
“เขาไม่มา โครงกระดูกปีศาจเืก็ย่อมมาไม่ถึง พวกเรามีเวลามากพอที่จะแก้ไขปัญหาที่อยู่ตรงหน้านี้ได้”
“ข้าเชื่อในการวิเคราะห์ของฝ่าา!” ซาลาปีศาจสาวเอ่ยอย่างเคารพนบน้อม
และเวลานี้เอง
เสิ่นซิ่วอาจารย์ของอวี๋ถงหน้าเปลี่ยนสี พลันกล่าวว่า “เสี่ยวถงอยู่ใกล้ๆ นี้ ข้าััได้ถึงปราณของไข่มุกเืวิเศษ!”
หลีจิ้งที่มีแสงสีเืล้อมวนรอบกาย เรือนกายของนางพร่าเลือน เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ของเสิ่นซิ่ว นางไม่ยินดีกลับตกตะลึง กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนทว่าแฝงไว้ด้วยความกระวนกระวายน้อยๆ “นางกลับมาจากประตู์แล้วรึ? เ้ารีบใช้เวทลับติดต่อกับไข่มุกเืวิเศษเดี๋ยวนี้ บอกนางว่าไม่ต้องกลับมา หนีไปได้ไกลเท่าไหร่ก็จงไปให้ไกลเท่านั้น อย่ากลับสำนักมาเด็ดขาด จงรักษาเมล็ดพันธ์สุดท้ายแห่งความหวังของสำนักเอาไว้!”
“ตกลง!” ดวงตาของเสิ่นซิ่วเผยความเ็ปแต่กลับติดต่ออวี๋ถงทันทีตามคำบอก
ครู่ใหญ่หลังจากนั้น บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของเสิ่นซิ่วพลันฉายแววแปลกประหลาด เอ่ยด้วยเสียงอันดัง “เ้าสำนัก! พวกเสี่ยวถงนางปลุกโครงกระดูกปีศาจเืได้สำเร็จแล้ว!”
“เ้าว่าอะไรนะ?” หลีจิ้งพลันตะลึงงัน “จะเป็ไปได้อย่างไร? พวกเราใช้พลังของทั้งสำนักก็ยังไม่สามารถปลุกให้โครงกระดูกปีศาจเืตื่นได้เพราะขาดพลังแห่งชีวิต พวกเขาจะปลุกโครงกระดูกปีศาจเืได้อย่างไร?”
“เนี่ยเทียนลูกศิษย์อูจี้เป็คนปลุกมันได้!” เสิ่นซิ่วกล่าว
“เนี่ยเทียน?”
-----
