บทที่ 91 ตระกูลเจียงลงมือ
กระบี่ทั้งหกนี้แบ่งออกมาเป็หลายกระบวนท่า กระบวนท่าแรกกระบี่ทะลวงฟ้า สามารถกลายร่างเป็กระบี่ั์โจมตีศัตรูได้ กระบวนท่าที่สองกระบี่เซียวเหยา สามารถหลอมรวมกระบี่แสงได้ นอกจากนั้นยังทำให้ใช้กระบี่แสงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น กระบวนท่าที่สามกระบี่แยกแสง กล่าวคือการแยกตัวของกระบี่แสง กระบวนท่าที่สี่กระบี่เสียงสายฟ้า เป็พลังกระบี่เสียงสายฟ้าที่พบเห็นได้น้อยมาในวิชากระบี่ เมื่อความเร็วของกระบี่แสงเร็วเกินก็จะเกิดเสียงคำรามขึ้นในอากาศเหมือนเสียงฟ้าร้องดังขึ้น กระบวนท่าที่ห้ากระบี่ไร้พรมแดน เป็ขั้นตอนการเปลี่ยนแสงกระบี่ให้อยู่ในรูปแบบโจมตี ก็คือการผนึกรวมวัตถุให้ก่อตัวเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ทว่ามีข้อจำกัดในการขัดเกลา หากเมื่อใช้มันดีๆ ผลลัพธ์ที่ได้จะทวีคูณเป็สองเท่า กระบวนท่าที่หก กระบี่หยินหยาง นับว่าเป็การเปลี่ยนแปลงของหยินและหยางเป็กระบวนท่าที่สามารถใช้ได้ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของแต่ละคนและสามารถใช้ได้หลายวิธี
ลู่อวี่เชื่อมั่นว่า หากเวลานี้ต้องเผชิญหน้ากับประมุขตระกูลจางจางอวิ๋นอีกครั้ง เขามั่นใจไม่น้อยที่จะเอาชนะได้ภายในกระบี่สิบกระบวนท่า
เช้าวันที่สาม เมื่อลู่อวี่พาสมาชิกของตระกูลลู่มาถึงตระกูลจางกันอีกครั้ง ก็เห็นคนของตระกูลจางมารอกันอยู่ที่นี่ก่อนแล้ว มีสองคนในนั้นที่ดึงดูดความสนใจของเขาไม่น้อย องครักษ์ที่อยู่ข้างกายผู้หนึ่งของลู่อวี่จึงพูดออกมาทันทีว่า “นายน้อย สองท่านนั้นข้าเคยเจอมาก่อน พวกเขาเป็คนของตระกูลเจียง ล้วนแล้วแต่เป็ผู้เฒ่าผู้บังคับใช้กฎ ท่านหนึ่งนามว่าเจียงฮั่นเจิ้นมีพลังยุทธ์่เริ่มต้นขั้นตงซวน ส่วนอีกท่านนั้นมีนามว่าเจียงเหยียนซิ่งมีพลังยุทธ์่กลางขั้นตงซวน!”
ลู่อวี่เองก็รู้อยู่นานแล้วว่าตระกูลจางไม่มีทางยอมศิโรราบให้อย่างง่ายดายแน่ ดังนั้นพอมาถึงจึงไม่ได้พูดจาไร้สาระอะไรนัก เพียงพูดกับประมุขตระกูลจางด้วยความไม่พอใจว่า “ประมุขจาง ท่านคิดไตร่ตรองดูแล้วเห็นว่าอย่างไรบ้าง?”
จางอวิ๋นก้าวเท้าเดินออกมาและพูดด้วยน้ำเสียงที่เ็าว่า “เื่นี้ไม่จำเป็ต้องพูดกันอีก ข้อเรียกร้องของตระกูลลู่ช่างไร้มารยาทเกินไปนัก ตระกูลจางไม่มีทางยอมตกปากรับคำด้วยแน่!”
“ไม่ใช่เพียงไม่ยอมรับ! แต่เพราะตระกูลลู่เป็หัวขโมยแย่งชิงพื้นที่ของตระกูลจางเราไปตั้งนาน หลายปี วันนี้ต้องเอามาคืนทั้งหมด มิเช่นนั้นตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนจะต้องดับสูญ” จางเต๋อผู้ที่ถูกลู่อวี่ตัดแขนทิ้งไปข้างหนึ่งเมื่อวานนี้จู่ๆ ก็ะโออกมาจ้องเขม็งมองไปที่ลู่อวี่ด้วยสายตาอาฆาตแค้น และกล่าวออกมา
ลู่อวี่โกรธจัด “มีเหตุผลเช่นนี้ด้วยงั้นหรือ ไร้ยางอายนัก!”
ลู่อวี่โบกมือขึ้นมาสกัดกั้นความคิดที่ไร้ความหมายของลู่หยวนจือ ดวงตาที่เ็าจ้องมองไปที่ใบหน้าของจางอวิ๋น จากนั้นก็กวาดสายตามองไปทางคนทั้งสองของตระกูลเจียงที่อยู่ข้างๆ จางอวิ๋น พร้อมทั้งพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ “หากเป็เช่นนี้คงเจรจากันไม่ลงตัว เช่นนั้นคงต้องพูดกันด้วยกำลังเสียแล้ว แม้ว่าตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนจะเล็ก แต่ก็เป็สาขาหนึ่งของตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น ไม่ใช่ใครจะสามารถมารังแกกันได้! ได้ยินมาว่าตระกูลจางของเ้าเชิญผู้ช่วยมาสองคน เรียกตัวออกมาชั่งน้ำหนักดูหน่อย ดูสิว่าจะมีคุณสมบัติพอมายุ่งเื่ชาวบ้านหรือไม่!
แม้ว่าจางอวิ๋นจะพ่ายแพ้ให้กับลู่อวี่เมื่อวานนี้ เขาไม่คิดว่าตัวเองไม่แข็งแกร่ง จึงไม่สามารถท้าทายลู่อวี่อีกครั้งได้ในเวลานี้ แต่โชคดีที่ไม่จำเป็ต้องร้องขอความช่วยเหลือ เพราะเจียงเหยียนซิ่งที่อยู่ข้างๆ พุ่งตัวบินทะยานขึ้นไปบนฟ้าก่อนแล้ว เขายืนนิ่งอยู่บนอากาศแล้วมองลงไปที่ลู่อวี่ เหล่าสมาชิกในตระกูลลู่แล้วพูดจาเยาะเย้ยว่า “สาขาตระกูลลู่ที่เหมือนอย่างกับมดตัวหนึ่ง กล้าดีอย่างไรถึงได้หยิ่งผยองขนาดนี้ แม้แต่ตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋นก็ยังเป็เพียงมดที่ตัวใหญ่ขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าตระกูลเจียงของเรา มีอะไรให้น่าเชิดชูกัน?”
ในขณะที่พูดก็ชำเลืองมองไปทางลู่อวี่ และพูดด้วยความเหยียดหยามว่า “ได้ยินว่าเมื่อวานเ้าใช้ยาอายุวัฒนะมาช่วยเสริม ถึงเอาชนะประมุขตระกูลจางได้ คงคิดว่าตัวเองเก่งกาจมากละสิ?วันนี้ข้าจะให้เ้าได้เห็นว่าพลังยุทธ์ขั้นเดียวกัน เป็คนเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันมากเพียงใด! หากเ้ารู้ข้อบกพร่องของตัวเองอยู่บ้าง ก็จงคุกเข่าสำนึกผิดต่อข้าซะดีๆ หากเป็เช่นนี้ข้าก็จะเห็นแก่ตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋นไว้ชีวิตเ้าสักครั้ง!”
“สามหาว!”
“สมควรตาย!”
ทุกคนของตระกูลลู่ได้ยินเช่นนี้ก็โกรธจนเืขึ้นหน้า จะให้นายน้อยตระกูลลู่โดนดูถูกเช่นนี้ได้อย่างไร? แต่ยังคงเป็ลู่อวี่ที่โบกมือห้าม การกระทำที่บุ่มบ่ามเ่าั้ของฝ่ายตรงข้าม มิเช่นนั้นต่อให้ต้องตาย พวกเขาก็คงพุ่งเข้าไปปกป้องศักดิ์ศรีของนายน้อยและตระกูลลู่แน่นอน
ทันทีที่พลังปราณและเวทมนตร์คาถาในกายของลู่อวี่ขยับเคลื่อนไหว เขารู้สึกตัวเบาไปไม่น้อย ราวกับเรือที่ลอยลำช้าๆ อยู่ในอากาศ “ไม่ว่าข้าจะเอาชนะจางอวิ๋นด้วยวิธีการใด ข้าก็ชนะแล้ว จัดการกับเ้าก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น อย่าคิดว่าเ้าเกิดในตระกูลเจียงแล้วจะแข็งแกร่งกว่าประมุขตระกูลจาง หากพูดกันตามจริง ข้าไม่เห็นว่าเ้ามีดีอะไรนัก เมื่อวานนี้เอาชนะจางอวิ๋นมาได้ ข้ายังรู้สึกเสียเรี่ยวแรงไปบ้าง แต่หากให้มารับมือกับคนที่แข็งแกร่งแต่ไร้สมองเช่นเ้า ข้ากลับรู้สึกสบายตัวขึ้นมากทีเดียว ข้าไม่้าให้เ้ามาคุกเข่าอะไรให้ แต่้าเพียงให้เ้าร้องเรียกเช่นเดียวกับสุนัข ข้าถึงจะไว้ชีวิตเ้า!”
“รนหาที่ตาย!” ภายใต้ความโกรธเกรี้ยวอย่างหนัก เจียงเหยียนซิ่งไม่แม้แต่จะเอ่ยปากพูดทักทาย ไม่รอให้ลู่อวี่พูดจบ เขาก็อดทนรอที่จะลงมือจู่โจมเข้ามาทันทีไม่ได้เสียแล้ว
ทันทีที่เจียงเหยียนซิ่งลงมือบุกเข้ามาด้วยแสงสายฟ้าสีน้ำเงิน ในเวลาเดียวกันก็เรียกเอาอาวุธวิเศษป้องกันโล่จันทราของตัวเองออกมา พร้อมกับแปลงร่างเป็แสงสีขาวเข้ามาห่อหุ้มปกป้องตัวเองไว้ จากนั้นถึงได้ปล่อยแสงสีขาวที่จางจนมองไปเห็นจู่โจมไปทางลู่อวี่ทันที!
แม้ว่าจะอยู่ในอาการโมโหจัด เจียงเหยียนซิ่งก็ยังไม่ลืมที่จะปกป้องตัวเอง เห็นได้ชัดว่ามีประสบการณ์ต่อสู้มาอย่างโชกโชน เพราะทันทีที่เข้าร่วมสมรภูมิรบ ย่อมต้องเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์อย่างหลบเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
ลู่อวี่เตรียมตัวพร้อมั้แ่ตอนที่อ้าปากพูดแล้ว เขาค่อยๆ จับสังเกตสีหน้าท่าทีที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย เมื่อใดที่เจียงเหยียนซิ่งยกมือขึ้น เขาก็เตรียมตอบโต้กลับทันที วิชาสายฟ้าถึงแม้จะเป็วิธีการโจมตีที่เร็วที่สุดในบรรดาเคล็ดวิชา แต่หากเตรียมตัวไว้ก่อน ก็ไม่ใช่เื่ยากอะไรที่จะหลบเลี่ยง
ดังนั้นแสงสายฟ้าในมือของเจียงเหยียนซิ่งลุกโชนขึ้น ทางด้านลู่อวี่ก็รีบปล่อยทักษะหลบเลี่ยงออกมาในทันที ในขณะเดียวกันลำแสงสองเส้นหนึ่งแดงหนึ่งสีน้ำเงินก็กะพริบขึ้นพร้อมกัน สีแดงแปลงร่างเป็กระบี่แสงเล็กๆ พุ่งพรวดออกไป ทางด้านแสงสีน้ำเงินก็แปลงร่างกลายเป็โล่ใสกลม ลอยมาป้องกันอยู่ด้านหน้า
“ตูม!ตุ้บตั้บ ตุ้บตั้บ เพล้ง!” ตามมาด้วยเสียงปะทะกันอย่างรุนแรง ลู่อวี่และเจียงเหยียนซิ่งปะทะกันอย่างแรงจนต่างคนต่างกระเด็นแยกออกจากกัน
เมื่อครู่นี้ตอนที่ประมือกันแรกๆ ระหว่างที่ปรากฏตัวขึ้นมาแล้วหายไปทันที ในขณะที่ฝีมือของทั้งสองกำลังปะทะกันอย่างสูสีอยู่นั้น
เจียงเหยียนซิ่งก็เข้ามาขัดขวางกระบี่ที่โจมตีเข้ามาของลู่อวี่อย่างที่คิดไว้ ทางลู่อวี่เองก็หลบเลี่ยงแสงสายฟ้านี้ของเขาอย่างใจเย็น เขาสกัดกั้นแสงของคมกระบี่ที่คลุมเครือและมองเห็นได้ยากได้อย่างเฉียดฉิว
ถึงแม้เจียงเหยียนซิ่งจะรู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ของตระกูลลู่รับมือด้วยไม่ได้ง่ายๆ เพราะมิเช่นนั้นก็คงไม่สามารถเอาชนะยอดฝีมือขั้นตงซวนด้วยพลังยุทธ์ขั้นฟันฝ่าได้ แต่กระบี่แสงสุดท้ายที่ตัวเองปล่อยไปนั้นมันไม่ได้รับมือด้วยได้ง่ายๆ เช่นกัน เพราะนั่นคือ”กระบี่ศักดิ์สิทธิ์อินิ” พลังวิเศษที่ตัวเองฝึกฝนมา แม้ว่าตอนนี้ตัวเองยังไม่ได้ฝึกฝนจนถึงขั้นที่สูงและลึกซึ้งมากนัก แต่มันไม่ใช่พลังยุทธ์ขั้นฟันฝ่าจะสกัดกั้นได้ง่ายๆ เลย
ทางด้านลู่อวี่เองก็แอบใอยู่เช่นกัน เมื่อตระกูลใหญ่ออกโรงมันก็ต่างจากตระกูลเล็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลจริงๆ เพียงลงมือก็มีพลังมหาศาลยากที่จะรับมือได้ หากไม่ใช่เพราะตัวเองเตรียมรับมือไว้แล้วอย่างระมัดระวัง ลำแสงของกระบี่แสงเมื่อครู่นั้นที่ยากจะสังเกตเห็น มันสามารถทำให้ตัวเขาเองเสียเปรียบได้ ถึงกระนั้น โล่ไฟแท้หนิงคงใสที่ตัวเองผนึกสร้างขึ้นเมื่อครู่นี้ก็ถูกตีจนแตกกระจายไปแล้วด้วยเช่นเดียวกัน
ถึงแม้ทั้งสองคนต่างก็ใต่อความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย แต่ต่างก็ถอยกลับมาได้ทันเวลา เพียงพริบตาก็เข้ามาต่อสู้กันอีกครั้ง
การต่อสู้กันระหว่างนักพรตยังรุนแรงและดุเดือดราวกับการต่อสู้ของนักรบมาก หนึ่งคือไม่ว่าสภาพจิตใจ ร่างกายของนักพรตแข็งแกร่งกว่ามากอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีไหวพริบและการตอบสนองที่รวดเร็วไม่น้อย สองคือวิธีการเวลาต่อสู้ของนักพรต นอกจากจะเรียกใช้ความสามารถที่เหนือธรรมชาติพวกนั้นออกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็การโจมตีของกระบี่บิน หรือความรวดเร็วในการโจมตีของเวทมนตร์คาถาต่างๆ ก็เหนือชั้นกว่านักรบนัก ซึ่งพูดได้เลยว่ามันตัดสินถึงชีวิตและความตายได้เลยในพริบตาเดียว
ลู่อวี่กับเจียงเหยียนซิ่งก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ทั้งสองคนจะไม่เหมือนกับนักรบที่ต่อสู้กันอย่างกระชั้นชิด แต่ก็ะโตัวหลบเลี่ยงสู้กันอยู่ในอากาศเช่นเดียวกัน ผู้ที่มีพลังยุทธ์ต่ำหน่อยจะสังเกตเห็นเพียงเงาของสองคนนั้นพันกันไปมาอุตลุด แยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าใครเป็ใคร
ซึ่งเวลานี้ลู่อวี่เองก็ไม่กล้าชะล่าใจ ปล่อยเก้ากระบี่ไร้เทียมทานที่เพิ่งจะเรียนรู้และทำความเข้าใจทันทีที่เข้ามา
เก้ากระบี่ไร้เทียมทาน ไม่ใช่วิชากระบี่ เพราะทุกกระบวนท่าต่างก็มีความอิสระในตัว ไม่ใช่สูตรวิชาที่จะปล่อยออกมาใช้ได้ตามลำดับขั้น แต่เมื่อเอามาร่วมเข้าด้วยกันแล้ว พลังกลับแข็งแกร่งเกินกว่าสูตรวิชากระบี่ส่วนใหญ่
เจียงเหยียนซิ่งก็สู้ตายเช่นเดียวกัน หากวันนี้ไม่สามารถจัดการกับเด็กผู้นี้ของตระกูลลู่ได้ เขาคงทำใจอับอายต่อคนผู้นี้ไม่ได้จริงๆ ดังนั้นหลังจากปกป้องตัวเองแล้ว ก็ร่วมเอาพลังวิเศษ “กระบี่ศักดิ์สิทธิ์อินิและเคล็ดวิชากระบี่ลึกลับหกคู่” ที่ตัวเองเรียนรู้มาทั้งหมดเข้าด้วยกัน เข้าสังหารลู่อวี่เล่มแล้วเล่มเล่า
กระบี่เปลวเพลิงสีแดงฉานของลู่อวี่ในเวลานี้ก็กลายร่างเป็กระบี่แสงเปลวเพลิงสีแดง และเปลี่ยนเป็กระบี่ั์ขนาดร้อยกว่าฟุตในพริบตา จู่ๆ ก็ปลิวลอยออกไปกลางอากาศเหมือนใยแมงมุม บางทีก็ราวกับสายฟ้าที่รวดเร็ว บางทีก็กลายเป็แสงสีแดงสายไหม เข้าจู่โจมเจียงเหยียนซิ่งจากมุมที่แปลกประหลาดไม่น้อย
การต่อสู้กันในครั้งนี้ไม่นึกว่าจะฝีมือที่สูสีกันั้แ่เริ่ม ทำให้จางอวิ๋นที่เป็ลูกไก่ในกำมือของลู่อวี่ที่ต่อสู้กันครั้งก่อนจับจ้องตาอยู่จนตากระตุก เป็ไปได้หรือไม่ว่าครั้งที่แล้วเด็กหนุ่มผู้นี้ของตระกูลลู่จะไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมดที่มี
ทันใดนั้นลู่อวี่ก็ยิ้มเยาะ เขาสั่งการให้ไฟแท้หนิงคงกลายร่างเป็โซ่ เบี่ยงหลบและทำลายแสงกระบี่ศักดิ์สิทธิ์อินิที่โจมตีเข้ามาทั้งหมด จากนั้นะโออกมา “หากเ้ามีฝีมือเพียงเท่านี้ ก็อย่ามาคุยโว!”
ในขณะที่พูดอยู่นั้น กระบี่แสงที่แยกออกมาทั้งสี่ก็กลายเป็กระบี่ั์สี่เล่ม ในเวลาเดียวกันฟันเข้าใส่เจียงเหยียนซิ่งมาจากทิศทางที่ต่างกัน ระรานเจียงเหยียนซิ่งไม่ลดละ แม้ว่าจะเก่งพลังเวทมนตร์และวิชากระบี่ แต่เขากลับไม่เข้าใจกระบี่แสงแยกตัว ดังนั้นจึงโต้ตอบต่อศัตรูด้วยกระบี่เพียงเล่มเดียว และเมื่อครู่นี้ก็ถูกกระบี่แสงทั้งสี่ของลู่อวี่ฟันเข้าจนมือไม้พันกันไปหมดแล้ว หากตอนนี้เข้ามาโจมตีซ้ำอีก ก็ทำให้รู้สึกราวกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด
“เ้าสัตว์ร้ายน้อยหากไม่กินยา ข้าคงสับเ้าออกเป็ชิ้นๆ แล้ว!” เจียงเหยียนซิ่งเห็นลู่อวี่กินยาอย่างเปิดเผยหลายครั้งต่อหน้าต่อตา แม้ว่าเขาจะมาจากตระกูลเจียง อีกทั้งยังมียาอายุวัฒนะติดตัวมาไม่น้อย แต่ก็ไม่กล้าใช้มันตามใจอย่างเช่นลู่อวี่ เพราะยาทั้งหมดนั้นเขาได้มันมาไม่ง่ายเลย หากไม่ใช่่เวลาสำคัญของชีวิตหรืออยู่ใน่ความตายมีหรือจะทำใจใช้พร่ำเพรื่อได้
ดังนั้นเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับการโจมตีและคำพูดเสียดสีของลู่อวี่ ก็ต้องกัดฟันและอดทนต่อ เพราะถึงอย่างไร พลังยุทธ์ของเขาก็เหนือชั้นกว่าลู่อวี่ไปขั้นใหญ่เลย วิทยายุทธที่ฝึกฝนมาก็เป็เคล็ดวิชาสุดยอดที่ได้รับการสืบทอดมาจากสายเืโดยตรงของตระกูลเจียง จึงไม่ได้ทำรู้สึกว่าขาดพลังปราณไปใน่เวลาสั้นๆ แต่ความรู้สึกหายใจไม่ออกเช่นนี้มันอึดอัดจริงๆ
“เพล้ง เพล้ง!” หลังจากเสียงดังติดต่อกันสองครั้ง เจียงเหยียนซิ่งก็ฝืนสกัดกั้นกระบี่ทั้งสองเล่มของลู่อวี่ไว้ ส่วนกระบี่อีกสองเล่มก็หล่นลงบนเขาทันที โล่โปร่งแสงที่เกิดจาก “โล่จันทรา” ด้านนอกร่างกายก็สั่นไหวเล็กน้อย หลังจากเสริมพลังปราณจำนวนมากเข้าไปแล้วก็กลับมามั่นคงเหมือนเดิม
ใบหน้าของเจียงเหยียนซิ่งยิ่งเคร่งขรึมมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าเกราะป้องกันจะไม่ถูกทำลายลงก็ตาม แต่ในทางหลักการ เขาแพ้แล้ว และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกโจมตีโดนตัว อย่างไรเสียกระบี่แสงแยกถูกยกย่องเป็เคล็ดวิชาสุดยอดของวิชากระบี่สมกับชื่อที่ได้รับจริงๆ หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ต่อไป ต่อให้ตัวเองจะมียาอายุวัฒนะมาช่วยเสริมในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก เช่นนั้นมันก็ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะยาอายุวัฒนะมีเวลาที่จะหมด แล้วสิ่งสำคัญคือ ตัวเองจะป้องกันการโจมตีจากคู่ต่อสู้ได้หรือไม่ต่างหาก
ลู่อวี่ไม่ได้มีอาการเศร้าซึมเสียใจเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเขาเองก็ปวดหัวเพราะการป้องกันอย่างกับกระดองเต่าของเจียงเหยียนซิ่ง แต่เขาก็ยังมีวิธีที่จะทำลายมัน ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่ากระบี่ศักดิ์สิทธิ์อินิของเจียงเหยียนซิ่งจะเก่งกาจ แต่เมื่อมีโซ่ไฟแท้หนิงคง ป้องกันให้ ตราบใดที่ไม่เกิดข้อผิดพลาดจากความประมาท รวมถึงยาอายุวัฒนะฟื้นฟูที่มีสำรองไว้ของเขาเอง ก็สามารถบดขยี้คู่ต่อสู้จนตายได้ แต่มีคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือไล่เลี่ยพอๆ กันเช่นนี้ มันทำให้ตัวเขาเองได้ฝึกฝนวิชากระบี่ และได้รับประสบการณ์การต่อสู้ แล้วเขาจะปล่อยไปง่ายๆ ได้อย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับประมุขตระกูลจางจางอวิ๋นแล้ว ผู้เฒ่าผู้บังคับใช้กฎผู้นี้ของตระกูลเจียง เหมาะสมที่จะเป็คู่ซ้อมของตัวเองมากกว่า
