ภายใต้การคุ้มกันของบุรุษผู้นั้น ไป๋เสียเดินทางมาถึงจุดหมาย ทะเลสาบกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาปรากฏแก่สายตา เป็ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดบนยอดเขาจารึกิญญา บนพื้นมีหมอกขาวหนาทึบ เมื่อเหยียบย่ำลงไปก็ถูกม่านหมอกสีขาวกลืนกิน
ริมทะเลสาบมีทุ่งหญ้าเขียวขจีราวกับภาพวาด ริมฝั่งทั้งสองด้านปลูกต้นท้อสีชมพูที่กำลังผลิบานเต็มต้น ท่ามกลางม่านหมอก ตัวเรือนอันยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเลสาบที่ดูเลือนราง
บุรุษผู้นั้นพาไป๋เสียไปริมทะเลสาบอันเป็จุดนัดพบ เขาพบว่ามีเด็กหนุ่มสาวมากมายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาทั้งสิ้น และทุกคนต่างสวมชุดคลุมยาวสีเขียวของสำนัก
บัดนี้บุรุษผู้นั้นยังคงแต่งแต้มรอยยิ้มบนใบหน้า “เอาล่ะ ข้าพาเ้ามาส่งถึงที่แล้ว สิ่งที่ควรพูดข้าก็พูดไปหมดแล้ว จะรีบหนีไปอีกหรือไม่ ก็ให้เ้าตัดสินใจเองเถอะ”
เขายอมปล่อยมือไป๋เสียให้เป็อิสระ บุรุษผู้ทำหน้าที่เสร็จสิ้นยักไหล่ให้เขาพลางยิ้ม ก่อนจะผละจากไป
“ที่มันพูดก็ถูก ข้างนอกมีนักปราบปีศาจมากมายออกประกาศจับข้า เพราะข้าแย่งชิงเปลวเพลิงสืบสานแห่งภูตมา ต่อให้ลงจากเขาไปได้ ก็คงทนการไล่ล่าของพวกสารเลวนั่นไม่ไหว” ไป๋เสียเปลี่ยนใจ “ตอนนี้ข้าควรจะอาศัย่เวลานี้บำรุงร่างกายให้หายดีจากนั้นค่อยหาทางลงเขา”
ไป๋เสียเดินเล่นเข้าไปในลานชุมนุม เขานับจำนวนคนดูคร่าวๆ พบว่ามีศิษย์อย่างน้อยร้อยคนกำลังรออยู่ เพียงแต่ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปตามกลุ่มเล็กๆ
ไป๋เสียผู้มีร่างกายอ่อนแอ้าหาที่เงียบสงบเพื่อกลั่นยาบำรุงปราณบัวทองคำครึ่งเม็ดที่เหลือในท้อง และปรับสมดุลลมปราณ ในใจก็เตือนตัวเองอยู่เสมอว่าต้องทำตัวไม่โดดเด่น อย่าไปขัดแย้งกับผู้อื่น รอจนร่างกายแข็งแรงดีแล้วค่อยหาทางลงเขา
เดิมทีไป๋เสีย้าไปนั่งฝึกฝนใต้ต้นไหวที่อยู่ห่างไกลผู้คน ใครจะรู้ว่าก่อนจะไปถึงจุดหมาย ก็พบว่าตรงนั้นเต็มไปด้วยผู้คนเสียแล้ว
เกิดเื่อะไรขึ้น ไป๋เสียไม่พอใจนักที่สถานที่ที่ตนหมายตาไว้ถูกยึดครองไป
มีเพียงบุรุษสวมหน้ากากคนหนึ่งนั่งตกปลาอยู่ใต้ต้นไหว แม้ว่าอีกฝ่ายจะสวมหน้ากากอยู่ แต่เพียงแค่เห็นดวงตางดงามคู่นั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าภายใต้หน้ากากย่อมมีใบหน้างดงามสะพรั่ง
ไม่ไกลจากบุรุษผู้นั้น แทบทุกคนเป็ศิษย์หญิงต่างก็มีใบหน้าแดงก่ำ จ้องมองการกระทำของเขาด้วยสายตาปรารถนา
“อ้า...เขาขยับแล้ว” ศิษย์หญิง ก พูดด้วยท่าทางหลงใหล
“เหมือนจะเกาจมูก” ทันใดนั้นศิษย์หญิง ข ก็กรี๊ดออกมา “ตายแล้ว! แม้แต่ตอนเกาจมูกก็ยังดูดี!”
“ข้าจะเป็ลม...” ศิษย์หญิง ค ทำท่าจะเป็ลม
ไป๋เสียมองดูบุรุษที่กำลังตกปลาอย่างไม่พอใจ “เ้าบ้านี่เป็ใครกัน ไฉนถึงหยิ่งผยองนัก”
ในตอนนี้เขาพบว่าในกลุ่มศิษย์หญิง นอกจากชุดคลุมยาวสีเขียวแล้ว ยังมีคนที่สวมชุดคลุมยาวแบบอื่นๆ ด้วย มีศิษย์ชายร่างท้วมคนหนึ่งดูท่าทางเหมือนรังแกง่ายเดินผ่านหน้าเขาไป เขาจึงรีบคว้าตัวอีกฝ่ายมาถามโดยไม่ลังเล “นี่!”
ศิษย์ร่างท้วมใเล็กน้อย พูดตะกุกตะกักด้วยท่าทีไม่รู้จะทำอย่างไร “อะ...อะไรกัน ข้าไม่มีเงินนะ!”
ไป๋เสียชี้ไปที่บุรุษสวมหน้ากากที่กำลังตกปลาอยู่กลางทะเลสาบ แล้วถามว่า “ข้าถามเ้า! นั่นใคร”
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาข่มขู่รีดไถเงินทอง ศิษย์ร่างท้วมก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขายกนิ้วชี้ไปที่บุรุษผู้กำลังตกปลา พร้อมกับถามกลับไป๋เสียอย่างไม่อยากเชื่อหู “เ้าไม่รู้จักเขาหรือ”
น้ำเสียงของศิษย์ร่างท้วมนั้นดูเกินจริงไปเล็กน้อย ทำให้ดูเหมือนว่าคำถามของไป๋เสียเป็คำถามโง่เง่า ทำให้เขาไม่พอใจอย่างยิ่ง
ไป๋เสียโกรธจัด เขากระชากคอเสื้อของศิษย์ร่างท้วมขึ้นมาทั้งสองข้าง แล้วพูดด้วยแววตาแข็งกร้าว “ข้ายังไม่ได้ให้เ้าถามข้า!”
ศิษย์ร่างท้วมถูกยกขึ้นเท้าลอยจากพื้น รู้สึกหายใจไม่ออกจึงรีบอ้อนวอน “ข้าพูด! ข้าพูด!”
ไป๋เสียยอมปล่อยเขาลง ศิษย์ร่างท้วมลูบคอที่ยังคงเ็ปพลางบ่นพึมพำในใจ “คนผู้นี้ช่างน่ากลัวนัก...”
“แคว้นเหนือคืออาณาจักรของสกุลเฉา ส่วนคนที่เ้าถามถึงก็คือท่านอ๋องน้อยเฉายวนิ” ศิษย์ร่างท้วมหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนคำพูด “ไม่สิ! ต้องเป็ ‘อดีต’ ท่านอ๋องน้อยต่างหาก!”
“เขาถูกถอดยศหรือ”
ศิษย์ร่างท้วมพยักหน้า แล้วชี้ไปที่ลูกกระเดือกของตนเอง “ก็ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เขาเป็ใบ้มาั้แ่เกิด บัลลังก์จะตกเป็ของคนใบ้ได้อย่างไร เลยถูกถอดยศแล้วหาข้ออ้างส่งเขามาที่นี่ไงเล่า”
ไป๋เสียใช้นิ้วโป้งชี้ไปที่กลุ่มศิษย์หญิงที่กำลังแอบมองอยู่เื้ัเฉายวนิแล้วถามว่า “แล้วพวกนั้นเป็อะไรกัน”
“อดีตท่านอ๋องน้อยมีชื่อเสียงเื่รูปโฉมงดงามไปทั่วหล้า ศิษย์หญิงเ่าั้ต่างก็มาเฝ้าอยู่ที่นี่เพื่อที่จะได้ยลโฉมเขา”
“หน้าตาเขาหล่อเหลาอย่างที่ร่ำลือกันจริงหรือ” ไป๋เสียถามอย่างสงสัย
ศิษย์ร่างท้วมยักไหล่ด้วยท่าทางจนใจ “ไม่รู้สิ พวกเรามารายงานตัวหลายวันแล้ว ยังไม่เคยเห็นเขาถอดหน้ากากเลย ไม่รู้ว่าข้างใต้หน้ากากนั้นเป็อย่างไร งดงามหรืออัปลักษณ์ก็ใช่ว่าจะมีใครรู้”
“แล้วคนที่สวมชุดคลุมยาวสีอื่นๆ คือใคร”
“พวกนางล้วนเป็ศิษย์หญิงจากสำนักอื่นๆ ที่มาที่นี่เพราะชื่อเสียงของเขาทั้งนั้น! เ้าดูสิ สีแดงคือศิษย์หญิงจากหุบเขาหงส์ไฟ ส่วนสีม่วงคือศิษย์หญิงจากบรรพตสนธยา ล้วนเป็หญิงงามทั้งสิ้น!”
ไป๋เสียมองดูศิษย์หญิงมากมายโดยไม่เชื่อสายตา “คนมากมายขนาดนี้ มาที่นี่เพียงเพื่อจะยลโฉมใบหน้าไอ้นั่นน่ะหรือ ไร้สาระสิ้นดี!”
“ไม่ไร้สาระหรอก!” ศิษย์ร่างท้วมเหลือบมองกลุ่มคนพลางเสริม “วันนี้คนน้อยแล้วนะ เมื่อวานคนเยอะกว่านี้สองเท่า!”
“สองเท่าเชียวหรือ!?” ไป๋เสียรู้สึกไม่สบอารมณ์นัก เขาหันขวับไปมองบุรุษที่กำลังตกปลาอีกครั้ง
ไป๋เสียรู้สึกขัดหูขัดตายิ่งนัก แม้ว่าตอนที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาในเขตสำนัก เขายังสาบานกับ์ว่าจะทำตัวไม่โดดเด่น แต่ตอนนี้กลับลืมความคิดนั้นไปจนหมดสิ้น
หากเปรียบเฉายวนิเป็ผ้าขาวบริสุทธิ์ ไป๋เสียคงไม่ต่างอะไรจากผ้าขี้ริ้วเปรอะเปื้อนโคลน
สิ่งที่เขา้าไม่ใช่ทำให้ตัวเองกลับมาบริสุทธิ์อีกครั้ง แต่้าทำให้ผ้าขาวผืนนั้นเปื้อนเปรอะไปด้วย เพื่อพิสูจน์ว่าแท้จริงแล้วทุกคนก็ไม่ได้แตกต่างกัน เพียงแต่เขาสกปรกกว่าเท่านั้น
เขาปล่อยมือศิษย์ร่างท้วม หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะทำให้เขาอับอายขายหน้า”
“เอ๋?” ศิษย์ร่างท้วมเห็นท่าทางกระสับกระส่ายของไป๋เสียเหมือนกับว่ากำลังคิดจะก่อเื่ จึงเตือนด้วยความหวังดี “เ้าอย่าไปหาเื่เขาก็แล้วกัน ถึงแม้ว่าเขาจะเป็ถึงอ๋องน้อยที่ถูกถอดถอน แต่พร์ของเขาก็เห็นๆ กันอยู่! ในบรรดาศิษย์รุ่นนี้ ไม่มีใครเป็คู่มือเขาได้! ข้าว่าเ้าเลิกคิดเสียเถอะ!”
“เพราะแบบนี้ หากข้าจัดการเขาได้ ข้าก็จะเป็ที่หนึ่งอย่างนั้นสิ” ไป๋เสียแสยะยิ้ม ยิ้มโดยไม่เอ่ยวาจาใดๆ เขาไม่สนใจศิษย์ร่างท้วมอีกต่อไป และย่างก้าวตรงไปยังบุรุษที่กำลังตกปลาอยู่ริมทะเลสาบ
ศิษย์ร่างท้วมรู้เพียงว่าไป๋เสีย้าหาเื่ แต่อีกฝ่ายจะหาเื่ด้วยวิธีใดนั้น เขาก็มิอาจทราบ ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เขาเฝ้ามองไป๋เสียจากไปด้วยความกังวล
ทว่าอีกฝ่ายเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็วกกลับมาหาศิษย์ร่างท้วม แล้วขู่ด้วยใบหน้าดุร้าย “จริงสิ รีบส่งเงินที่เ้ามีอยู่ทั้งหมดมาให้ข้า!”
ศิษย์ร่างท้วมสะดุ้งโหยง คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเป็คนเช่นนี้ เขาถามโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ “เ้าไม่ได้จะไปจัดการเขาหรือ ทำไมถึงมาหาเื่ข้าก่อนเล่า”
แววตาไป๋เสียฉายแววเหี้ยมเกรียม จิตสังหารแผ่ซ่านออกมา “ตอนที่ข้าอุ้มเ้าขึ้นเมื่อครู่ ข้าได้ยินเสียงเงินในตัวเ้า รีบๆ หน่อย! นี่คือค่าคุ้มครอง เมื่อข้าได้แล้วข้าจะไม่หาเื่เ้า!”
ศิษย์ร่างท้วมหวาดกลัวจนน้ำตาคลอเบ้า เขายื่นถุงเงินให้ด้วยสองมืออย่างว่าง่าย ขอเพียงแค่คนตรงหน้านี้ยอมปล่อยเขาไปก็พอ
ไป๋เสียรับถุงเงินมาชั่งน้ำหนักดูครู่หนึ่ง เขารู้สึกว่าเบาเกินไป จึงจำใจเก็บเข้าอกเสื้อพลางบ่นพึมพำ “ช่างเถอะ พอทนใช้ไปก่อนก็แล้วกัน”
ศิษย์ร่างท้วมที่สิ้นเนื้อประดาตัววิ่งหนีไปราวกับเจอผี แต่เพราะอยากรู้ว่าไป๋เสียจะทำอะไรต่อไป เขาก็วิ่งไปซ่อนตัวอยู่หลังต้นท้อที่อยู่ห่างออกไป
ไป๋เสียเก็บเงินเรียบร้อยแล้วก็เชิดหน้า เดินอาดๆ ไปทางบุรุษที่กำลังตกปลาอยู่ริมทะเลสาบอย่างรวดเร็ว
