สิบกว่านาทีต่อมา จางผิ่นก็พาต้าลี่เดินมาถึงหน้าโรงงานทอผ้า เขาแวะกระซิบกระซาบบางอย่างกับพนักงานรักษาความปลอดภัยหน้าประตู เป็นัยว่าให้ปล่อยชูชิงผ่านเข้าไปได้
เมื่อชูชิงเดินผ่านเข้าประตูโรงงานมาได้อย่างสะดวก เธอก็รู้ตัวทันทีว่าถูกจางผิ่นจับได้ั้แ่แรกแล้ว แต่ในเมื่อมาถึงที่แล้ว หากพลาดโอกาสชมฝีมือคุณลุงต้าลี่ก็คงน่าเสียดายแย่
จางผิ่นพาต้าลี่ไปหยุดยืนอยู่หน้าเครื่องทอผ้าเครื่องหนึ่งกลางโรงงาน
“ต้าลี่ เครื่องจักรตัวนี้เป็ของมือสองนำเข้าจากต่างประเทศ ใช้งานได้ไม่ถึงปีก็พังเสียแล้ว วิศวกรซ่อมบำรุงในอำเภอเราจนปัญญาจะซ่อม ผู้อำนวยการโรงงานติดต่อไปทางผู้ผลิตต่างชาติ ทางนั้นแจ้งว่าจะส่งช่างมาให้ แต่ค่าซ่อมปาเข้าไปสองพันดอลลาร์ แถมต้องรอคิวอีกตั้งสองเดือนกว่าช่างจะมาถึง แต่ปัญหาก็คือ... คนทั้งโรงงานต้องพึ่งพาเ้าเครื่องนี้ทำมาหากินน่ะสิ”
ชูชิงที่เดินตามมาเงียบๆ ได้ยินบทสนทนานี้เข้าพอดี เธอจึงเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า ที่แท้จางผิ่นไม่ได้้าแรงช้างสารของต้าลี่ แต่้ามันสมองและทักษะช่างของเขาต่างหาก
พนักงานคนอื่นๆ ในโรงงานต่างพากันหยุดมองมาที่ต้าลี่ สายตาของทุกคนเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง ราวกับเขาเป็ฟางเส้นสุดท้าย
ต้าลี่ไม่รอช้า เขาบอกให้เ้าหน้าที่เปิดเครื่องเพื่อดูอาการ
ทันทีที่เสียบปลั๊กและสับสวิตช์ เครื่องทอผ้าขนาดใหญ่กลับเงียบสนิท ไร้การตอบสนองใดๆ
ต้าลี่สั่งถอดปลั๊กทันที เขาขอยืมไขควงด้ามฉนวนมาหนึ่งอัน ก่อนจะลงมือขันน็อตบริเวณส่วนฐานของเครื่องจักรเพื่อเปิดแผงวงจร เผยให้เห็นโครงสร้างภายในที่ซับซ้อน
เขาชี้ไปยังจุดเล็กๆ จุดหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น “ฟิวส์ขาดครับ แค่หาฟิวส์รุ่นเดียวกันมาเปลี่ยนก็ใช้ได้แล้ว”
วิศวกรประจำโรงงานรีบขยับแว่นเข้ามาดูใกล้ๆ ก่อนจะอุทานด้วยความฉงน “เ้าแท่งเล็กๆ ยาวไม่ถึงเซนต์ เส้นผ่านศูนย์กลางไม่ถึงสามมิลนี่น่ะหรือคือฟิวส์?”
ต้าลี่อธิบายด้วยน้ำเสียงใจเย็น “ใช่ครับ ปัญหาคือฟิวส์รุ่นนี้หาได้ยากมากในบ้านเรา ถ้าหาซื้อของใหม่ไม่ได้ ให้ลองไปดูพวกซากเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าๆ ของเมืองนอกดู อาจจะถอดอะไหล่จากพวกนั้นมาใช้แทนได้”
คำแนะนำของเขาทำเอาทุกคนเริ่มกุมขมับ การหาอะไหล่เฉพาะทางแบบนี้ไม่ใช่เื่ง่าย
ทันใดนั้น เสียงใสๆ ของชูชิงก็ดังแทรกขึ้นมา “ลองไปดูที่โรงรับซื้อของเก่าสิคะ ที่นั่นมีขยะอิเล็กทรอนิกส์กองพะเนิน ไม่แน่ว่าอาจจะเจอของดีก็ได้”
คำพูดของเธอเหมือนจุดประกายความหวัง ท่านผู้อำนวยการโรงงานรีบสั่งการให้ลูกน้องไปยืมกล้องถ่ายรูปมาถ่ายภาพฟิวส์เ้าปัญหา เพื่อนำรูปถ่ายไปไล่หาอะไหล่ที่โรงรับซื้อของเก่าตามคำแนะนำ
หลังจากตกลงกันว่าหากได้อะไหล่มาแล้วจะเชิญต้าลี่มาติดตั้งให้อีกครั้ง ต้าลี่ก็พาทุกคนขอตัวลากลับ
ระหว่างทางเดินออกจากโรงงาน ชูชิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม “คุณลุงคะ ลุงเก่งสุดยอดไปเลย มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเสียตรงไหน”
ต้าลี่โบกมือปฏิเสธอย่างถ่อมตน “ไม่ใช่เพราะลุงเก่งหรอก แต่เพราะเสียบปลั๊กแล้วไฟไม่เข้า ลุงเลยเดาว่าน่าจะเป็ที่ฟิวส์ ถ้าเครื่องทำงานแต่ไม่ยอมทอผ้า อันนั้นสิงานหินกว่าจะหาจุดเสียเจอ”
จางผิ่นตบไหล่เพื่อนเบาๆ “ไม่ต้องมาถ่อมตัวเลยต้าลี่ นายรู้ไหมว่าโรงงานเขาตามช่างมาทั้งอำเภอแล้วยังมืดแปดด้าน คราวนี้นายช่วยชี้ทางสว่างให้พวกเขาฟรีๆ เลยนะเนี่ย”
“จะไปโทษช่างพวกนั้นก็ไม่ได้หรอก” ต้าลี่ยังคงแก้ต่างให้เพื่อนร่วมอาชีพ “เทคโนโลยีเมืองนอกเขามักจะกั๊กความลับทางการค้า เวลาซ่อมบำรุงก็ไม่ยอมให้คนของเราเข้าไปดู ทำให้เราขาดความรู้เื่พวกนี้...”
ยังไม่ทันที่ต้าลี่จะพูดจบ จางผิ่นก็แทรกขึ้นด้วยแววตาเ้าเล่ห์ “ต้าลี่... เอาอย่างนี้ไหม นายมาเปิดคอร์สสอนเทคนิคช่างในอำเภอเราไหมล่ะ? ฉันให้ค่าตัวร้อยหยวนเลยเอ้า นายคงไม่อยากเกาะหลานสาวกินไปวันๆ หรอกใช่ไหม?”
ฉู่ชิงได้ยินดังนั้นก็ควันออกหู รีบสวนกลับทันที “คุณลุงไม่ได้เกาะฉันกินนะคะ ั้แ่มีลุงมาอยู่ด้วย ชีวิตพวกเราดีขึ้นตั้งเยอะ พี่จาง พี่ไม่ควรพูดจาดูถูกลุงฉันแบบนี้นะคะ แม้จะเป็การกระตุ้นก็เถอะ”
จางผิ่นรีบยกมือยอมแพ้ สีหน้าสำนึกผิด “โอเคๆ พี่ปากเสียเอง พี่ขอโทษ ต่อไปจะไม่พูดแบบนี้อีกแล้ว”
ในขณะที่จางผิ่นคิดว่าต้าลี่คงปฏิเสธเหมือนเคย เสียงห้าวๆ ของต้าลี่กลับตอบกลับมาว่า “ตกลง ฉันจะสอน แต่ร้อยหยวนห้ามขาดแม้แต่เหมาเดียวนะ”
จางผิ่นตาลุกวาว พยักหน้าหงึกหงักด้วยความดีใจ “เยี่ยม ฉันจะรีบไปรายงานนายอำเภอ เดี๋ยวได้เื่วันเวลาสถานที่แล้วจะรีบมาบอก”
พูดจบเขาก็วิ่งปร๋อกลับไปที่สำนักงานทันที ทิ้งให้สองอาหลานยืนมองตามหลัง
ชูชิงถามด้วยความสงสัย “ลุงคะ เมื่อก่อนอาถือคติไม่สอนวิชาให้ใครไม่ใช่เหรอคะ ทำไมวันนี้ถึงเปลี่ยนใจล่ะ?”
“ก็เพราะเธอกับคนที่บ้านนั่นแหละ”
“ฉันกับที่บ้าน?” ชูชิงเลิกคิ้ว “เกี่ยวกันยังไงคะ?”
“เพราะน้ำใจของพวกเธอยังไงล่ะ” ต้าลี่มองหลานสาวด้วยสายตาอ่อนโยน “ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ พวกเธอไม่เคยรังเกียจที่ลุงเป็คนกินจุ แถมยังพยายามหาเงินมาเลี้ยงดูลุงเป็อย่างดีอีก”
“เปล่าสักหน่อย ลุงหาเลี้ยงตัวเองต่างหาก สัตว์ป่าที่ลุงล่ามาได้...”
“อย่ามาหลอกลุงเลยยัยหนู” ต้าลี่ขัดขึ้นยิ้มๆ “ลุงไปสืบราคาตลาดมาแล้ว สัตว์ป่าไม่กี่ตัวแลกข้าวไม่ได้ขนาดนั้นหรอก ตอนที่เอาของป่าเข้าเมืองครั้งแรก เธอบอกว่าแลกแป้งข้าวโพดได้เต็มคันรถ ความจริงมันไม่ได้เยอะขนาดนั้น เธอต้องควักเนื้อตัวเองจ่ายเพิ่มไปตั้งเท่าไหร่ ลุงดูออกน่า ที่เธอโกหกก็เพราะอยากถนอมน้ำใจลุง ไม่อยากให้ลุงรู้สึกว่าเป็ภาระใช่ไหมล่ะ”
ชูชิงนิ่งอึ้ง ไม่คิดว่าชายร่างั์ที่ดูซื่อๆ จะเก็บรายละเอียดได้ละเอียดอ่อนปานนี้ เธอไม่สามารถบอกความจริงเื่มิติวิเศษได้ จึงได้แต่ก้มหน้างุด “ลุงคะ... เราคนกันเองแท้ๆ ต่อไปห้ามพูดเื่ใครเป็ภาระใครอีกนะคะ”
ต้าลี่เกาหัวแก้เขิน “ได้ๆ ไม่พูดแล้ว”
แต่ในใจเขาสัญญากับตัวเองว่า นับจากนี้เขาจะทำงานให้หนักขึ้น หาเงินให้ได้มากๆ เพื่อให้หลานสาวและครอบครัวมีชีวิตที่สุขสบายยิ่งขึ้น
...
เวลาสิบเอ็ดโมงสี่สิบนาที เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่โต๊ะทำงานของจางผิ่น ปลายสายคือกู้เฉียน
“จางผิ่น ฉันถึงบ้านพักรับรองของอำเภอแล้วนะ”
“โอเค เดี๋ยวฉันเอาเอกสารรับรองบ้านไปให้” จางผิ่นตอบพลางยิ้มกริ่ม “แต่มีข้อแม้ว่ามื้อเที่ยงนี้นายต้องเลี้ยงข้าวฉัน ต้าลี่ แล้วก็ชูชิงด้วยนะ”
กู้เฉียนนึกถึงปริมาณอาหารมหาศาลที่ต้าลี่กินแล้วก็เผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กระเป๋าตังค์สั่นระริก
แต่เมื่อนึกถึงภารกิจประสานรอยร้าวระหว่างต้าลี่กับหลานชายอย่าง ‘เถาอี้เฉิน’ เขาก็กัดฟันตอบตกลง “ไม่มีปัญหา พามาได้เลย”
หลังจากวางสาย กู้เฉียนตัดสินใจไม่บอกเถาอี้เฉินล่วงหน้าว่าใครจะมาร่วมโต๊ะ
ขืนบอกไป มีหวังเ้าเด็กนั่นคงชิ่งหนีไปก่อนแน่ๆ
จางผิ่นรีบตรงดิ่งไปที่บ้านเช่าของชูชิง ก่อนจะกึ่งลากกึ่งจูงต้าลี่และชูชิงให้ตามมาทานมื้อเที่ยงฟรีด้วยกัน
ยี่สิบนาทีต่อมา ทั้งสามคนก็ก้าวเข้ามาในห้องอาหารส่วนตัวของบ้านพักรับรอง
กู้เฉียนเตรียมการไว้พร้อมสรรพ โต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่รายล้อมด้วยเก้าอี้หกตัว บนโต๊ะมีซาลาเปาขาวอวบนึ่งร้อนๆ วางกองเป็ูเาเลากาถึงสิบจานใหญ่ พร้อมกับกับข้าวอีกหกอย่างและซุปหม้อโต
กู้เฉียนลุกขึ้นต้อนรับคณะของจางผิ่น จัดแจงที่นั่งให้เรียบร้อย ก่อนจะเกริ่นเื่สำคัญว่า เถาอี้เฉินเองก็เดินทางมาถึงอำเภอนี้แล้ว และถามหยั่งเชิงต้าลี่ว่าอยากจะเจอหลานชายคนนี้หรือไม่
ต้าลี่ชะงักไปเล็กน้อย หันไปมองหน้าชูชิงราวกับขอคำปรึกษา
ชูชิงพยักหน้าเบาๆ ส่งสายตาให้กำลังใจ
ภาพเหตุการณ์นั้นอยู่ในสายตาของเถาอี้เฉินที่เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูพอดี
ความรู้สึกหงุดหงิดแล่นพล่านขึ้นมาในอกโดยไร้สาเหตุ เขาบอกตัวเองว่าไม่ใช่เพราะความหึงหวง แต่เป็เพราะเขายังหาหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้คุณอาเื่การตายของพ่อไม่ได้ต่างหาก
ก่อนหน้านี้ชูชิงเคยโทรหาเขา พูดเื่การสะกดจิตและเบาะแสบางอย่าง แม้เขาจะทำทีเป็ไม่เห็นด้วย แต่ลับหลังเขาก็สั่งคนไปตรวจสอบเื่นี้อย่างละเอียดแล้ว
วันนี้... เขามีคำถามคาใจบางอย่างที่ต้องถามคุณอาให้รู้เื่
ทันทีที่ต้าลี่สังเกตเห็นชายหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู แววตาของเขาก็ฉายแววตื่นเต้นดีใจ “อี้เฉิน เข้ามาสิหลาน เข้ามานั่งเร็ว”
เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าหลานชายจะยอมมาเจอหน้าเขาแบบนี้
ทว่าเถาอี้เฉินกลับนิ่งเงียบ ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววเ็าจนน่าขนลุก เขาเดินอาดๆ เข้ามาในห้องแล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างกู้เฉียนโดยไม่ทักทายใครสักคำ
บรรยากาศในห้องพลันเย็นเยียบลงถนัดตา ชูชิงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แต่คนอื่นๆ ดูเหมือนจะชินชากับท่าทีปั้นปึ่งของเถาอี้เฉินเสียแล้ว
กู้เฉียนพยายามแก้สถานการณ์ด้วยการคีบกับข้าวใส่จานชูชิง “ชิงชิง กินเยอะๆ นะ อย่าไปสนใจเ้าอี้เฉินมันเลย มันก็หน้าบูดเป็ตูดลิงแบบนี้ประจำแหละ เดี๋ยวจะพาลกินข้าวไม่อร่อยเปล่าๆ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงกู้เฉียน เสียงทุ้มเย็นเยียบของเถาอี้เฉินก็ดังสวนขึ้นมากลางโต๊ะอาหาร
“หน้าตาของฉัน... มันน่าสะอิดสะเอียนขนาดนั้นเชียวหรือ?”
