ตอนที่ 2
3 วันแล้วที่เดียร์พักผ่อนอยู่บ้านโดยไม่ออกไปเที่ยวเล่นที่ไหน จนกระทั่งคุณแม่บอกเื่งานเลี้ยงของตระกูลที่จะถูกจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ตอนค่ำ ณ โรงแรมในเครือเวนซาโล ซึ่งเด็กหนุ่มมั่นใจว่าเป็เพราะงานเลี้ยงครั้งนี้ทำให้เขาต้องกลับอิตาลี มันไม่ได้เป็แค่งานเลี้ยงธรรมดาอย่างที่ใครคิด แต่เป็การเจรจาทำธุรกิจ การพบปะของตระกูลมาเฟียที่เป็พันธมิตรเพื่อผลประโยชน์และอำนาจ
“แด๊ดผมไม่ไปไม่ได้เหรอ ?” เด็กหนุ่มหันไปถามคนเป็พ่ออย่างมีความหวัง
“ไม่ได้ งานเลี้ยงของตระกูลลูกต้องไป ที่สำคัญคุณปู่สั่งให้พาลูกไปด้วย”
แด๊ดดี้พูดเสียงดุๆ มองสบตากับเขาอย่างจริงจัง เดียร์จึงทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างจำยอม ถ้ามันคือคำสั่งของคุณปู่ มีแต่ต้องทำตามเท่านั้นไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะไม่อย่างนั้นคนที่จะเดือดร้อนคือแด๊ดและแม่ ซึ่งเขาไม่้าให้เป็อย่างนั้น
“ครับๆ”
นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่เขามาเที่ยวอิตาลีแต่ไม่เคยกลับมาที่บ้านสักครั้ง เฟรมมิลี่ของพวกเราไม่ค่อยเหมือนคนอื่นสักเท่าไหร่ เนื่องจากต้นตระกูลเป็มาเฟียที่ค่อนข้างมีอิทธิพล เขาเชื่อว่าอีกไม่กี่วันคุณปู่จะต้องออกคำสั่งให้เข้าพบ เผลอๆ อาจจะได้เจอในงานเลี้ยง ซึ่งเป็เื่ที่น่าเบื่อมาก การมีลูกน้องคอยล้อมหน้าล้อมหลังตลอดเวลามันทำให้เขารู้สึกรำคาญ
“แม่เตรียมชุดเอาไว้ให้ลูกแล้ว อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ นานๆ ลูกจะกลับมาทั้งทีจะได้เจอพี่น้องของตัวเองบ้าง”
ดารินมองลูกชายสุดที่รักด้วยความเอ็นดู เพราะเธอรู้จักนิสัยลูกชายดีกว่าใคร เดียร์ค่อนข้างอินโทรเวิร์คแต่จะยิ้มแย้มและเข้ากันได้ดีกับคนที่ตนสนิทใจด้วยอย่างเช่นครอบครัวและเพื่อนที่ไทย แน่นอนว่าทุกก้าวเดินของลูกอยู่ในสายตาของเธอและสามีเสมอเพียงแค่ไม่เคยบอกให้อีกฝ่ายรับรู้
“ครับ”
พี่น้องที่แม่พูดถึงเป็ลูกพี่ลูกน้องที่เกิดจากคุณลุงและคุณน้าไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ เพราะเขาเป็ลูกคนเดียว
เดียร์ตัดสินใจไปเรียนที่ประเทศไทยั้แ่อายุได้ 12 ปี เพราะอยากเห็นวัฒนธรรมและความเป็อยู่ของแม่ ครั้งแรกที่เขาได้เหยียบแผ่นดินไทยทำให้เขาหลงรักได้อย่างง่ายดาย อาจเป็เพราะแม่ของเขาไม่ใช่คนอิตาลีและไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่ คุณปู่จึงไม่คัดค้านอะไร
หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้เจอเข้ากับดริวเพื่อนสนิทที่เขารักมากที่สุด ก่อนจะได้รู้จักกับกวิน ฟาน และวาย
เมื่อคุยกับแด๊ดและแม่เสร็จ เดียร์ก็ขอตัวไปออกกำลังกายที่ห้องฟิตเนสจนเหงื่อโชกไปทั้งตัวก่อนจะกลับขึ้นห้องไปนอนแช่น้ำในอ่าง เพราะการแช่น้ำอุ่นและได้อยู่กับตัวเองมันคือความสุขอย่างหนึ่งของเขา
เช้าตรู่ของวันถัดมา………
เดียร์รีบลุกขึ้นเพื่อไปหากิจกรรมทำที่ห้องฝึก ซึ่งได้คู่มือเป็ลูกน้องคนสนิทของแด๊ด เขาค่อนข้างแปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายอยู่ที่นี่เพราะปกติคุณลุงดันเต้ไม่เคยห่างกายแด๊ดดี้เลยสักครั้ง แสดงว่าวันนี้ทั้งแด๊ดและแม่อยู่บ้านเพื่อเตรียมตัวไปงานเลี้ยงใน่ค่ำ
เด็กหนุ่มเสียเหงื่อและพลังกายไปค่อนข้างเยอะในขณะที่อีกฝ่ายมีเหงื่อซึมเพียงเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะมีทักษะดีเพียงใดแต่การไม่ได้ใช้กำลังสม่ำเสมอจึงทำให้เห็นความแตกต่างของร่างกายอย่างชัดเจน
“ยังฝีมือดีไม่เปลี่ยนเลยนะ”
คำชมที่มาจากคนที่เคารพทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มพองโตด้วยความรู้สึกดี
“ขอบคุณครับคุณลุง”
เดียร์เอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้ม เพราะอีกฝ่ายคือคนที่คอยฝึกสอนตนในเื่การต่อสู้ั้แ่สี่ขวบจนถึงวันที่เขาขอไปประเทศไทย เขารักและผูกพันกับคุณลุงไม่น้อยไปกว่าแม่หรือแด๊ด
“เ้าหนู ในงานเลี้ยงต้องระวังตัวหน่อยนะ”
ดันเต้เอ่ยเตือนเพราะเขาคิดว่าแก๊งค์ริก้าที่เงียบหายไปนานกำลังซุ่มเตรียมการอะไรบางอย่าง ที่สำคัญอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะมีข่าวดีระหว่างตระกูล การที่เด็กหนุ่มกลับมาใน่เวลานี้ถือว่าไม่ใช่เื่ที่ดี
“ผมโตแล้ว เลิกเรียกเ้าหนูสักทีเถอะครับ”
คิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความหงุดหงิดใจ ไม่ใช่เพราะคำเตือนแต่เป็คำเรียกของอีกฝ่าย ตอนนี้เขาโตมากแล้วส่วนสูงเกือบจะเทียบเท่าคุณลุง แต่อีกฝ่ายยังเรียกเขาว่าเ้าหนู มันน่าโมโหจริงๆ
“ก็ฉันชินนี่ เรียกเ้าหนูดูน่ารักดีออก”
ดันเต้ยกยิ้มมุมปากอย่างขำขัน มองเด็กน้อยที่ตอนนี้โตเป็หนุ่มแล้วด้วยสายตาเอ็นดูรักใคร่
“แต่ผมอาย ไปดีกว่าไม่อยากคุยกับลุงแล้ว”
เดียร์พูดจบก็เดินหันหลังหนีอีกฝ่ายทันที แต่ทว่าสัญชาตญาณบอกว่ามีวัตถุบางอย่างกำลังพุ่งมาหาตน เด็กหนุ่มขยับตัวหลบเพียงเล็กน้อยก่อนพามีดสั้นกลับไปยังจุดนั้นด้วยความว่องไว
“เพล้ง !”
เสียงโลหะกระทบกันดังลั่นห้องฝึก ก่อนที่มีดสั้นจะร่วงหล่นลงพื้น
“ชอบเล่นทีเผลอ คุณลุงนิสัยไม่ดีเลยนะ”
เดียร์บ่นเบาๆ ยู่หน้าใส่อีกฝ่ายเล็กน้อย และเมื่อเขาหันไปมองวัตถุชิ้นนั้นกลับพบว่าเป็มีดสั้นเช่นกัน ถ้าเมื่อครู่ขยับช้าไปสักวินาทีคอสวยๆ ของเขาคงได้เื
“ศัตรูไม่เคยบอกว่าพวกมันจะลงมือเมื่อไหร่” ดันเต้เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ผมรู้ครับ สัญญาว่าจะระวังตัว”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับเบาๆ กับคำเตือนนั้น ก่อนจะเดินกลับขึ้นห้องนอนเพราะได้เวลาที่เขาต้องอาบน้ำแล้ว เมื่อเข้ามาในห้องน้ำก็มีแม่บ้านสาวคอยปรนนิบัติขัดถูกให้อย่างดี
เดียร์ถูกจับแต่งหน้าทำผมั้แ่่บ่าย สวมชุดสูทเต็มยศเพื่อให้สมเกียรติของเวนซาโล ก่อนที่ทั้งสามคนจะเดินทางไปยังงานเลี้ยง
“น้องเดียร์ยิ้มหน่อยสิคะ วันนี้ลูกชายของคุณแม่หล่อที่สุด”
ดารินยิ้มอ่อนเมื่อเห็นสีหน้าเบื่อหน่ายของลูกชาย มือเรียวลูบที่ไหล่ของเดียร์เบาๆ
“คุณแม่ให้เดียร์ยิ้มมาเกือบสองชั่วโมงแล้วนะครับ”
เดียร์ถึงกับโอดครวญออกมา เพราะเขายิ้มทักทายจนปากแทบฉีกอยู่แล้ว ทุกคนพูดคุยแต่เื่ธุรกิจทั้งนั้นนั่นทำให้เขาเบื่อมากๆ
“งั้นน้องเดียร์นั่งดื่มแชมเปญเย็นๆ ก่อนนะคะ อย่างอนคุณแม่เลย”
ดารินหยิบเครื่องดื่มมาจากบริกรให้ลูกชายเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดื่มแก้วที่อยู่ในมือหมดแล้ว
“ครับ”
“แด๊ดเรียกเดี๋ยวแม่มานะคะ”
ดารินบอกทั้งที่ไม่อยากทิ้งลูกชายไว้เพียงลำพัง ข้อแรกกลัวว่าน้องเดียร์จะไม่ปลอดภัย ข้อที่สองคือกลัวน้องเดียร์หนีกลับก่อน ที่เธอกังวลเป็เพราะเคยเกิดเหตุการณ์อย่างที่ว่ามา
คุณแม่หายไปกับแด๊ดทิ้งให้เขานั่งเหงาเพียงลำพัง เดียร์จึงลุกออกไปรับลมที่ริมระเบียง
“น้องเดียร์ แม่หาลูกจนทั่วเลยแอบมาอยู่ตรงนี้นี่เอง”
ดารินเอ่ยขึ้นอย่างโล่งใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้หนีกลับอย่างที่คิด
“คุณแม่กลัวผมหนีกลับเหรอครับ ?”
“ก็ใช่นะสิ เมื่อก่อนลูกชอบทำแบบนั้นบ่อยๆ”
“คิคิ ไม่ทำแล้วครับ ถึงแม้ว่างานเลี้ยงจะน่าเบื่อมาก คุณแม่ตามหาเดียร์มีอะไรเหรอครับ ?”
“พอดีแด๊ดกับแม่ต้องอยู่คุยงานอาจจะหลายชั่วโมง แม่จะมาถามว่าน้องเดียร์จะกลับก่อนไหมคะ ?”
“คุณแม่รู้คำตอบดีนิครับ”
“ลูกกลับคนเดียวได้ใช่ไหม ?”
“ครับ”
เดียร์พยักหน้ารับยิ้มๆ อดขำกับคนเป็แม่ไม่ได้ ถ้าเขากลับคนเดียว ไอ้ลูกน้องที่เหลือคงเป็ิญญาสินะ
“ถ้าอย่างนั้นแม่กลับไปหาแด๊ดก่อนนะ รักลูกนะ เจอกันที่บ้านค่ะ”
“ครับ เจอกันที่บ้าน”
คนเป็แม่เดินจากไปแล้วทิ้งเด็กหนุ่มไว้เพียงลำพัง เดียร์เดินกลับเข้าไปในงานเพื่อเอาแก้วกลับไปคืนแต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าออกจากห้องโถงกลับถูกเรียกเอาไว้
“จะกลับแล้วเหรอครับ นั่งดื่มด้วยกันก่อนไหม ?”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเป็ภาษาอิตาเลียนด้วยสำเนียงไพเราะน่าฟัง เ้าของั์ตาสีฟ้าสดเส้นผมสีทอง ใบหน้าหล่อเหลาราวกับลูกรักพระเ้า รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ชุดสูทที่สวมส่งเสริมให้อีกฝ่ายดูมีอำนาจเหลือล้น
“ครับ”
เดียร์ตอบตกลงราวกับว่าตกอยู่ในภวังค์ คนตรงหน้าดูมีเสน่ห์ดึงดูดชวนมอง เกิดมาเขาไม่เคยเห็นใครหล่อเท่าร่างสูงมาก่อน
“นี่ครับ ผมชื่อฟาโร ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณ…”
“เดียร์ครับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน”
คิ้วหนาของฟาโรเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อร่างบางแนะนำตัวเองเป็ภาษาอังกฤษ ทั้งที่อีกฝ่ายเป็คนอิตาลีเพราะเขาเห็นเดียร์พูดคุยกับมาดามดารินด้วยท่าทางสนิทสนมจึงมั่นใจว่าเด็กหนุ่มจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับเวนซาโลอย่างแน่นอน
มันเป็ครั้งแรกที่ฟาโรรู้สึกสนใจตระกูลเวนซาโลเพราะเด็กหนุ่มตรงหน้า เดียร์ดูสะดุดตาั้แ่ที่เขาเดินเข้ามาในห้องโถงของงานเลี้ยง ก่อนหน้านี้เขาจะเข้ามาทักทายแต่ถูกคู่ค้าทางธุรกิจเรียกไว้ หลังจากที่เขาเอ่ยปฏิเสธกลับพบว่าร่างบางหายไปแล้ว
เมื่อได้มองระยะใกล้ก็พบว่าอีกฝ่ายงดงามกว่าที่คิด เส้นผมสีดำขลับถูกเซตเรียงเส้นสวย คิ้วเรียงตัวเป็แพ ั์ตาสีน้ำตาลประกายทองดูน่าหลงใหลยามเมื่อต้องแสง จมูกโด่งเป็สันรับกับรูปหน้า ริมฝีปากบางแดงระเรื่อน่าจูบ
“เอ่อ”
คิ้วเรียวขมวดมุ่นเมื่อร่างสูงจับมือของเขานานเกินไป มือของเราที่ัักันมันเหมือนมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มสั่นระรัวไม่เป็จังหวะ
“ขอโทษครับ มือของเดียร์นุ่มมากเผลอจับเพลินไปหน่อย ไม่ทราบว่าใช้อะไรบำรุงเหรอครับ”
“ครีมบำรุงผิวทั่วไปครับ”
เดียร์ลองลูบมือของตัวเองดู มันก็นุ่มปกติไม่เห็นจะแปลกไปจากทุกวัน แต่มือหนาไม่ได้หยาบกระด้างอย่างที่คิด มีเพียงจุดเดียวที่ด้านเป็ไตนั่นก็คือจุดแม่นปืน เขาค่อนข้างมั่นใจว่าร่างสูงตรงหน้าใช้ปืนบ่อยมาก อย่างที่รู้กันในงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ไม่มีบุคคลธรรมดา
“ขอถามได้ไหมว่าทำไมถึงจะรีบกลับ ?”
ฟาโรถามด้วยความสงสัย ในขณะมองร่างบางยกแชมเปญขึ้นดื่มอย่างไม่ละสายตา
“ผมไม่ชอบงานเลี้ยงครับ” เดียร์ตอบกลับไปตามตรงโดยไม่คิดปิดบัง
“โดนบังคับมาสินะ” ฟาโรเดาได้ไม่ยากจากสีหน้าที่เด็กหนุ่มแสดงออก
“ครับ จะพูดอย่างนั้นก็คงใช่ครับ”
มุมปากบางยิ้มเยาะเล็กน้อยเมื่อร่างสูงรู้ทัน แต่มันจะมีสักกี่เหตุผลกัน
“จะกลับเลยไหมเดี๋ยวผมไปส่ง ?” ฟาโรยื่นแก้วเครื่องดื่มคืนให้บริกรก่อนเอ่ยถามร่างบาง
“ก็ดีครับ”
เด็กหนุ่มตอบตกลงก่อนจะเดินตามร่างสูงไปขึ้นรถโดยไม่ได้บอกลูกน้องที่รออยู่ด้านนอก
…………………………………………………
