ฉันเลือกบริหารธุรกิจ!
การเรียกค่าเสียหายครั้งนี้ต้องยกให้เป็หน้าที่ของ จ้าวเทียนอี มหาทนายความ เพราะนี่คือสิ่งที่เขาถนัดที่สุด
จ้าวเทียนอีตัวตรงอยู่หลังโต๊ะไม้แดง ในมือถือเครื่องคิดเลข นิ้วรัวกดปุ่มอย่างรวดเร็วเกิดเสียง ติ๊ดๆๆ ดังไม่ขาดสาย
“เบียร์ 597 ขวด ต้องชดเชย 59,700 หยวน สุราขาว...”
“บวกกับค่าเสียโอกาสจากการหยุดกิจการ, ค่าความเสียหายของอุปกรณ์, ค่าเสียเวลาของพนักงาน และอื่นๆ”
นิ้วของเขาขยับยิกๆ บนเครื่องคิดเลขอีกสองสามที ก่อนจะปิดฝาเครื่องดัง แป๊ก แล้วเงยหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “รวมยอดเบ็ดเสร็จที่ต้องชดเชยคือ 269,531 หยวน ผมปัดเศษให้แล้วกัน จ่ายมาแค่ 300,000 หยวน ก็พอ”
เติ้งเจ๋อเยี่ยน: “???”
ไอ้เวร ปัดเศษภาษาบ้านแกดิ! ปัดขึ้นเอาดื้อๆ เลยเนี่ยนะ?
ตั้งสามแสนหยวน! เขาจะไปปล้นที่ไหนมาจ่ายวะ!
“ฉันจะแจ้งความ! พวกแกมันร้านมืด หน้าเื ขูดรีดลูกค้า!”
“ตามสบาย มีมือถือไหม? ถ้าไม่มีจะยืมของผมก็ได้นะ”
“อีกอย่าง ร้านเราติดป้ายราคาชัดเจน ต่อให้คุณไปร้องเรียนหรือแจ้งความไปก็ไม่มีประโยชน์”
พอจ้าวเทียนอีพูดจบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังมาจากหน้าร้าน
กลุ่มวัยรุ่นผมทองเดินกร่างเข้ามา ในมือถือโปสเตอร์ราคาเครื่องดื่มฉบับใหม่เอี่ยม แล้วแปะลงบนผนังทันที
ตัวเลขบนแผ่นป้ายนั้นตรงเป๊ะกับใบรายการที่พิมพ์ออกมา แถมด้านล่างยังมีประโยคเตือนสติสุดซึ้งแนบท้ายว่า “เหล้ายาปลาปิ้งรสชาติดี แต่อย่าดื่มจนเมามายนะ~”
เติ้งเจ๋อเยี่ยนจ้องป้ายราคานั้นจนเสียงสั่น“ฉันไม่จ่าย! เบียร์อะไรขวดละร้อยหยวน ในลังเขาก็เขียนราคาแนะนำไว้แค่ขวดละห้าหยวน!”
จ้าวเทียนอีขยับแว่น “พอดีเ้าของร้านเขาไม่รับ 'คำแนะนำ' น่ะครับ มีปัญหาอะไรไหม?”
“แล้วผมจะบอกอะไรให้นะ การกระทำของพวกคุณผิดกฎหมายการลงโทษการจัดการความสงบเรียบร้อย มาตราที่ 26 ฐานทำให้ทรัพย์สินสาธารณะหรือส่วนบุคคลเสียหาย กรณีร้ายแรงมีโทษกักขัง 5-10 วัน และปรับไม่เกิน 500 หยวน”
“และกฎหมายอาญา มาตราที่ 275 ฐานทำให้ทรัพย์สินเสียหายโดยเจตนา หากมูลค่าความเสียหายสูงหรือมีพฤติการณ์ร้ายแรง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือกักขัง หรือปรับ...”
จ้าวเทียนอีร่ายยาวเป็ชุดราวกับท่องตำรา ความเร็วในการพูดระดับแร็ปเปอร์ทำเอาพวกเติ้งเจ๋อเยี่ยนยืนอึ้งกิมกี่
“เมื่อพิจารณาจากความเสียหายมหาศาลที่พวกคุณทำไว้กับร้าน โทษปกติจะอยู่ที่จำคุก 3 ถึง 7 ปี”
“แต่โชคดีที่เ้าของร้านใจดี ไม่คิดจะแจ้งความ ขอแค่พวกคุณยอมชดใช้ตามราคาที่ระบุ ก็ไม่ต้องเข้าไปนอนกินข้าวแดงในคุก”
พูดจบ จ้าวเทียนอีประสานมือวางบนโต๊ะ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย จ้องเขม็งไปที่กลุ่มคนตรงหน้า “เลือกเอาเองแล้วกัน จะจ่าย หรือจะเข้าซังเต อ้อ... บอกไว้ก่อนนะ ถึงจะเลือกติดคุก ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายนะ”
คำพูดนี้ทำเอาทั้งเติ้งเจ๋อเยี่ยนและพี่เอ้อร์คุนหน้าซีดเผือด
ถ้าแค่ติดคุกไม่กี่วันก็พอทน แต่นี่มันหลักหลายปี! ใครจะอยากเข้าไปนอนในนั้นนานขนาดนั้น?
เหล่านักเลงต่างลงไปคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต
เติ้งเจ๋อเยี่ยนเพิ่งเคยเห็นนักเลงไร้ศักดิ์ศรีขนาดนี้เป็ครั้งแรก ถึงกับด่าออกมา“ไอ้เอ้อร์คุน พวกแกมันปอดแหก พวกเรามีตั้งเยอะแต่ดันกลัวพวกมันแค่สี่คน...”
ยังพูดไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าสับสนอลหม่านก็ดังมาจากหน้าประตูร้าน
ซ่า——
ผู้คนนับร้อยกรูเข้ามาในร้านจนโถงกว้างดูแคบถนัดตา ทุกคนจ้องเขม็งมาที่พวกเขาด้วยสายตาอาฆาต
เติ้งเจ๋อเยี่ยนเห็นท่าไม่ดี รีบทิ้งตัวลงคุกเข่าดัง ตุ้บ ทันที
“พี่ชาย! ผมจ่าย! ผมยอมจ่ายครับ!”
ตอนนี้เขาซึ้งแล้วว่าทำไมพวกพี่เอ้อร์คุนถึงคุกเข่าไวขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีศักดิ์ศรี แต่เพราะไม่มีความกล้าพอต่างหาก! เจอคนเป็ร้อยล้อมแบบนี้ ใครไม่ขาสั่นก็บ้าแล้ว!
เติ้งเจ๋อเยี่ยนมือสั่นระริกขณะโทรหาที่บ้าน ตอนแรกพ่อแม่ได้ยินว่าลูกขอเงินสามแสนก็ปฏิเสธเสียงแข็งทันที แต่พอได้ยินว่าลูกชายอาจจะต้องติดคุก หัวอกคนเป็พ่อแม่ก็เปลี่ยนไปทันควัน
แม้เงินจะเยอะ แต่พวกเขาก็พอมีเก็บ โดยเฉพาะลูกชายยังเรียนมหาลัยอยู่
ถ้าโดนจับไปนอกจากจะเรียนไม่จบ อนาคตดับวูบแล้ว ยังต้องไปลำบากในคุกอีก
สุดท้าย... ยื่นหมูยื่นแมว จ่ายเงินปุ๊บ ปล่อยตัวปั๊บ
ครอบครัวมารับเติ้งเจ๋อเยี่ยนไปส่งโรงพยาบาลประจำอำเภอทันที หมอตรวจดูแล้วาแภายนอกส่วนใหญ่เป็แค่รอยฟกช้ำและถลอก แต่แขนขวาที่โดนพี่เอ้อร์คุนแถมลูกเตะใส่ตอนเมานั้น หัก ต้องพักฟื้นยาวๆ
ส่วนพี่เอ้อร์คุนและลูกน้องก็ใช่ว่าจะรอด พวกเขาถูก "ขอความร่วมมือ" ให้คุกเข่าคลานทับเศษแก้วออกไปนอกร้าน ถือเป็การทำโทษเล็กๆ น้อยๆ
“คุณหนู เื่จบเรียบร้อยครับ” จ้าวเทียนอีเดินมาบอกข้างๆ
หลิวหยูถงพยักหน้า “ทำดีมาก”
จ้าวเทียนอีขยับแว่น ยิ้มอย่างผู้ชนะ “วันหลังมีงานแบบนี้อีกเรียกใช้ผมได้ตลอดเลยนะครับ ผมถนัดที่สุดคือการ 'ใช้เหตุผล' คุยเื่ราคาเนี่ยแหละ”
พูดตามตรง เขาเริ่มรู้สึกว่างานแบบนี้มันสะใจกว่าการไปนั่งเถียงกับคู่กรณีในศาลหรือทำเื่ประนีประนอมเป็ไหนๆ ประสิทธิภาพสูงมาก! บอกให้จ่ายก็จ่าย ไม่ต้องมานั่งต่อรองเหมือนป้าในตลาดสด
หลิวหยูถงมองทะลุปรุโปร่งถึงความคิดเขา เธอเหลือบมองใบหน้าเขาแล้วเอ่ยเรียบๆ “หาเวลาไปดูอาคารสำนักงานใหม่แถวเมืองิจูนะ ค่าเช่าค่าตกแต่งทั้งหมด ฉันจะออกให้เอง”
จ้าวเทียนอีอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาจะฉายประกายดีใจสุดขีด “ขอบคุณครับคุณหนู!”
รอยยิ้มเขาฉีกกว้างไปถึงรูหู นึกไม่ถึงว่าภายในเวลาไม่ถึงเดือน สำนักงานทนายความกระจอกๆ ของเขาจะได้รับการยกระดับขนาดนี้ หนทางสู่การเป็ทนายผู้ยิ่งใหญ่ใกล้เข้ามาอีกก้าวแล้ว
..............
หลังจากกำจัดขยะอย่างเติ้งเจ๋อเยี่ยนไปได้ หลิวหยูถงก็รู้สึกโปร่งสบายใจขึ้นมาก
เธอก็เพิ่งจะได้ััจริงๆ ว่าการมีกลุ่มคนอย่างพวกอวิ๋นเฉิงหนุนหลังมันมีข้อดีขนาดไหน
วันเวลาผ่านไปรวดเร็วราวกับติดปีก
หลิวหยูถงนั่งอยู่ในห้องรับแขกของห้องสวีทในโรงแรม พลิกดูสมุดบัญชี
ธุรกิจร้านอาหารยังคงไปได้สวย ยอดขายต่อวันเสถียรอยู่ที่ประมาณ 30,000 หยวน อัตรากำไรขั้นต้น อยู่ที่ 60% และกำไรสุทธิสูงถึง 25%
สรุปยอดหนึ่งเดือน รายได้ประมาณ 900,000 หยวน ถ้าทำได้แบบนี้ทั้งปีรายได้จะแตะ 10 ล้านหยวน และกำไรสุทธิจะสูงถึง 2 ล้านกว่าหยวนต่อปี
เมื่อตรวจดูจนพอใจ เธอจึงปิดสมุดบัญชี เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงช้าๆ ในสมองเริ่มวางแผนการใหญ่ในอนาคต
ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งหม่าต๋ากลับเริ่มมีอาการกระสับกระส่าย
เขายังคงนำทีมเด็กจบอาชีวะตระเวนรับซื้อปลาตามหมู่บ้าน แต่รายได้กลับเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ใช่เพราะปลาในน้ำน้อยลง แต่เป็เพราะ "คู่แข่ง" เริ่มเยอะขึ้น
โลกนี้ไม่เคยขาดคนฉลาด พอมีคนเห็นคุณลงไปกว้านซื้อปลาบ่อยๆ ก็ย่อมมีคนเลียนแบบ เพราะการรับซื้อตรงจากชาวบ้านแม้จะลำบากหน่อย แต่ต้นทุนถูกกว่ารับจากฟาร์มเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่มาก
อำเภออู้สุ่ยและเมืองิจูเป็พื้นที่ที่ระบบน้ำอุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำลำคลองตัดผ่านมากมาย แถมยังมีทะเลสาบภายในที่มีชื่อเสียง
อย่างทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภออู้สุ่ย มีทะเลสาบขนาดใหญ่ที่เป็แหล่งผลิตกุ้ง หอย ปู ปลา ป้อนตลาดสัตว์น้ำหลักของท้องถิ่น
ปลาที่จับได้ตามธรรมชาติอาจจะมีกลิ่นคาวโคลนแรงกว่าปลาจากทะเลสาบเมฆาวารีไปบ้าง แต่ถ้ารู้วิธีจัดการอย่างการนำมาพักในน้ำใสสะอาดและหมั่นเปลี่ยนน้ำ กลิ่นคาวเ่าั้ก็หายไปได้
ปัญหาคือตอนนี้ต่อให้ต้นทุนจะต่ำแค่ไหน แต่พอมีคู่แข่งมาแย่งซื้อและโก่งราคาสู้ คุณให้กิโลละ 2 หยวน คนอื่นให้ 2.5 หยวน ชาวบ้านก็ย่อมเลือกขายให้คนที่ให้ราคาดีกว่า
หลังเสร็จงานวันนี้ หม่าต๋าโทรรายงานสถานการณ์ล่าสุดให้หลิวหยูถงฟัง
“คุณหนูครับ ราคารับซื้อขยับขึ้นอีกแล้ว ถ้าเราไม่ขึ้นราคากับพวกเ้าของร้านตลาดนัดหรือร้านข้าวต้มรอบดึก เราจะรักษากำไรไว้ลำบากมากครับ”
หลิวหยูถงฟังรายงานแล้วเคาะโต๊ะเบาๆ“ไม่ต้องขึ้นราคา ธุรกิจนี้มันไม่ใช่เป้าหมายระยะยาวอยู่แล้ว พอหมดปิดเทอมฤดูร้อน ปลากับกุ้งก็จะน้อยลงตามฤดูกาล เก็บเกี่ยวเท่าที่ได้ก็พอ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็ไร”
เธอวางสายแล้วเดินไปที่หน้าต่าง มองลงไปยังถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ในใจมีแผนการใหม่ผุดขึ้นมาแล้ว
............
25 มิถุนายน
หลิวหยูถงและอวี๋ซินกลับมาที่โรงเรียนเพื่อเช็คคะแนนสอบเอนทรานซ์
ความจริงเธอเช็คผ่านมือถือก็ได้ แต่เห็นอวี๋ซินตื่นเต้นจนนั่งไม่ติด เธอเลยตัดสินใจมาเป็เพื่อนเพื่อนรัก
ไม่ใช่แค่พวกเธอ สมาชิกในห้องหลายคนก็กลับมาโรงเรียนในวันนี้ บางคนอยากมาดูโรงเรียนที่อยู่มาหลายปีเป็ครั้งสุดท้ายก่อนก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย บางคนก็นัดแนะมาคุยกับเพื่อนสนิทเพราะใจหายที่จะต้องแยกย้ายกันไป
ในชาติก่อนตอนเช็คคะแนน หลิวหยูถงตื่นเต้นจนตัวสั่น
แต่ชาตินี้ เธอไม่มีความรู้สึกนั้นเลย เพราะสำหรับเธอ "มหาวิทยาลัย" ไม่ใช่สถานที่ที่เอาไว้เปลี่ยนชีวิตอีกต่อไปแล้ว
ในห้องพักครูเต็มไปด้วยผู้คน ครูประจำชั้นเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเช็คคะแนนให้นักเรียนทีละคน หลายคนใจไปอยู่ที่ตาตุ่ม คะแนนของนักเรียนโรงเรียนมัธยม 2 นั้นค่อนข้างคละกัน มีั้แ่สูงลิ่วระดับ 600 กว่า จนถึงระดับร้อยกว่าคะแนน
อวี๋ซินยืนอยู่ข้างหลิวหยูถง ลมหายใจติดขัด ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อ
หลิวหยูถงกุมมือเพื่อนเบาๆ ปลอบด้วยเสียงนุ่ม “ไม่เป็ไรหรอก ปกติเธอเรียนเก่งอยู่แล้ว คะแนนต้องออกมาดีแน่”
ถึงคิวของอวี๋ซิน ครูประจำชั้นกรอกเลขประจำตัวสอบลงไป ตัวเลข 567 ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
อวี๋ซินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เธอหันมาคว้ามือนหลิวหยูถงอย่างตื่นเต้น “พี่ถง! ฉันสอบติดแล้ว! คะแนนเท่านี้ติดสายวิชาการสบายเลย!”
หลิวหยูถงยิ้มตอบ: “ยินดีด้วยนะ ฉันบอกแล้วว่าเธอทำได้”
ต่อมาคือคะแนนของหลิวหยูถง
เมื่อเลข 612 ปรากฏขึ้น รอบข้างก็เกิดเสียงฮือฮาด้วยความตกตะลึง
แต่หลิวหยูถงกลับดูนิ่งมาก คะแนนนี้สูงกว่าชาติก่อนของเธอ 20 กว่าคะแนน ซึ่งก็เป็ไปตามที่เธอคาดไว้ เพราะเธอจำแนวข้อสอบบางส่วนได้และทบทวนได้ตรงจุดกว่าเดิม
ครูประจำชั้นยิ้มกว้าง “หลิวหยูถง คะแนนระดับนี้เธอเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ ได้เลยนะ เล็งที่ไหนไว้ล่ะ?”
หลิวหยูถงไม่ได้ตอบตรงๆ เพียงแค่บอกว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ
หากเป็ชาติก่อน เธอคงเลือกมหาวิทยาลัยกฎหมายและการเมืองอย่างไม่ลังเล แต่ชาตินี้ เป้าหมายของเธอเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ทนายความเหรอ? นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอโหยหาอีกแล้ว
ขอแค่มีเงิน... จะหาทนายเก่งๆ ที่ไหนก็ได้ไม่ใช่เหรอ?
ตอนนี้เธอมีธุรกิจของตัวเอง ร้านอาหารกำลังตั้งไข่ และแผนผังความมั่งคั่งในอนาคตก็ถูกร่างไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว
หลังออกจากห้องพักครู
อวี๋ซินเอียงคอถามด้วยความสงสัย: “พี่ถง แล้วสรุปพี่จะเลือกเรียนคณะอะไร ที่ไหนเหรอคะ?”
หลิวหยูถงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
“ฉันเลือก... มหาวิทยาลัยบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์!”
