ตอนบ่ายสองโมงครึ่ง บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว
เวลาทำงาน พนักงานยุ่ง แต่ในความยุ่งนี้ บรรยากาศของทั้งบริษัทกลับดูกดดัน ในอากาศตลบอบอวลไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้งที่เหมือนจะมีและไม่มี ไม่เหมือนปกติที่ผ่านมาเป็อย่างมาก
“จางซาน วิกฤติเงินทุนของบริษัทของพวกเราก็แก้ไขไปั้แ่เมื่อวานแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมวันนี้ทุกคนต่างยังจริงจังเช่นนี้ เสี่ยวหงคนปากสว่างของฝ่ายประชาสัมพันธ์คิดไม่ถึงว่าล้วนเงียบกริบแล้ว ปกติแล้วเธอก็พูดจนทุกคนทนไม่ไหว นี่สถานการณ์เป็มาอย่างไร?” ยามหลี่ซื่อขมวดคิ้ว และถามพวกพ้อง
“นายยังไม่รู้หรือ?” ยามจางซานมองโดยรอบอย่างระมัดระวัง หลังจากนั้นก็เข้ามากระซิบกระซาบอยู่ข้างๆ หูยามหลี่ซื่อว่า “วันนี้ตอนเช้าท่านประธานของพวกเราไปคุยสัญญาร่วมงานโฆษณาที่ศาลาซวีสุ่ยหลานกับซวี่หงเฟยซีอีโอของเจียงชานหรูฮั่ว ซูฮ่าวคู่หมั้นของท่านประธานก็อยู่ที่นั่น เลขาฯ กู้แนะนำคนใหม่ของบริษัทให้ท่านหนึ่งคน ผลลัพธ์คนใหม่คนนี้กล้ามาก ไปแหย่เพื่อนของเถ้าแก่ของศาลาซวีสุ่ยหลาน ก็เลยถูกซ้อมปางตายทันที”
“นี่ก็พอเถอะ เพื่อนของเถ้าแก่ของศาลาซวี่สุ่ยหลานคิดว่ายังไม่พอใจ ดังนั้นจึงให้ลูกน้องของเถ้าแก่ของศาลาซวี่สุ่ยหลานจับตัวท่านประธานไป ราวกับ้าคำอธิบาย เล่ากันว่าเื่ราวในเวลานั้นรุนแรงเป็อย่างมาก เพื่อปกป้องท่านประธาน ซูฮ่าวก้าวออกมา ชีวิตแลกด้วยชีวิต ท่านประธานก็เลยกลับมาอย่างปลอดภัย”
ยามหลี่ซื่อได้ยินอย่างนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะใ
ซูฮ่าวคู่หมั้นของท่านประธานคือลูกผู้ลากมากดีที่แท้จริง หมกหมุ่นกับสุรานารีทั้งวัน ไม่ทำอะไร มีชื่อเสียงฉาวโฉ่
ก็คือคนแบบนี้ คิดไม่ถึงว่าจะออกหน้าไปโดยไม่ห่วงความปลอดภัยของตนเองเพราะท่านประธาน ถึงกับเสียสละตนเอง?
เขามองยามจางซาน มีความรู้สึกสงสัยในคำพูดของอีกฝ่ายว่าจริงหรือเท็จ
“ตอนนี้ก็คือสังคมกฎหมาย เถ้าแก่ของศาลาซวีสุ่ยหลานจงใจทำร้ายคน ใช้กำลังกักตัวคน หรือว่าไม่กลัวถูกฟ้อง และตามสอบความรับผิดชอบทางกฎหมายหรือ?”
ยามจางซานส่ายหน้า และพูดพลางหัวเราะว่า “หากคือคนธรรมดาก็ยังดี แต่เถ้าแก่ของศาลาซวีสุ่ยหลานก็ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป!”
“เขาเป็ใคร?” ยามหลี่ซื่อหรี่ตา และถามอย่างแปลกใจมาก
ยามจางซานหยุดชะงัก และเข้ามากระซิบกระซาบข้างๆ หูยามหลี่ซื่อทีละคำว่า “หวาง … เฉิง … เทียน!”
เสียงดังมา ยามหลี่ซื่อตัวสั่นเทาทันที ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ราวกับถูกน้ำเย็นรดั้แ่หัวจดเท้า ชาไปหมดทั้งตัว
หวางเฉิงเทียน เ้าพ่อมาเฟียของฉวนโจว ซีอีโอของกลุ่มบริษัทเทียนเฉิน บุคคลที่สุดยอดอย่างแท้จริง
ในมือควบคุมธุรกิจของฉวนโจวมากกว่าครึ่ง มีอำนาจและตำแหน่งสูง แค่ออกคำสั่ง ถึงเป็นายอำเภอของฉวนโจวก็ล้วนพินอบพิเทาเหมือนสุนัขหูตูบคอตก และประจบประแจงอยู่ข้างๆ
คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าพนักงานของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวจะแหย่เพื่อนของหวางเฉิงเทียน
วินาทีนี้ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมบรรยากาศของบริษัทถึงหนักอึ้งอย่างนี้
………………..
ในเวลาเดียวกัน ห้องทำงานของประธาน
เวลานี้ไป๋เหวินหลิงนั่งอยู่ที่ข้างหน้าต่างอย่างเงียบกริบ เธอมองไกลออกไปอย่างเหม่อลอย ราวกับคนที่ได้รับความะเืใจมาก
บนโต๊ะในห้องทำงาน วางอาหารเที่ยงไว้อย่างอุดมสมบูรณ์ แต่ั้แ่ส่งมาจนถึงตอนนี้ อาหารเที่ยงชุดนี้ล้วนไม่มีร่องรอยที่ถูกแตะแม้แต่น้อย
“เอี๊ยด!”
ประตูห้องทำงานถูกคนผลักออก กู้เพ่ยหลิงที่สวมเครื่องแบบสีแดงอ่อนเดินโยกย้ายเอวที่เรียวบางเข้ามาอย่างช้าๆ
เธอมองอาหารเที่ยงบนโต๊ะ และก็มองไป๋เหวินหลิงที่อยู่ข้างๆ หน้าต่าง ในสายตามีความละอายใจ แต่ไม่นานก็ซ่อนไว้แล้ว
“ท่านประธาน ทานอะไรสักหน่อยเถอะ ั้แ่คุณกลับมาก็นั่งอยู่ข้างหน้าต่างตลอด นั่งมาสองชั่วโมงกว่าแล้ว”
ไป๋เหวินหลิงไม่ตอบ ดวงตาที่ปราดเปรื่องคู่หนึ่งราวกับสูญเสียจุดโฟกัส และมืดมน
ในหัวของเธอ ได้ปรากฏภาพที่ซูฮ่าวอยู่เป็เพื่อนเธอในสองสามวันนี้อย่างอดใจไม่ได้
กรณีโจรกรรม ทุกคนหลบ มีแค่ซูฮ่าวที่ก้าวออกมาปกป้องเธอ เพื่อให้เธอไม่ถูกโจรย่ำยี
งานเลี้ยงฉลองวันเกิดของหวางไป๋ว่าน คู่ต่อสู้เบนเป้าหมายมาที่ตัวเธอ ซูฮ่าวก้าวออกมาแบกรับความกดดันทุกอย่างแทนเธออีกครั้ง ขึ้นเวทีไปแสดงความคิดเห็น แสดงฝีมือการประดิษฐ์ตัวอักษรจนได้ที่ดิน T1
เงินทุนถูกโจรกรรม พนักงานลาออก บริษัทวิกฤติมาก ซูฮ่าวก็ก้าวออกมาอีกครั้ง ประคับประคองฟ้าเพื่อเธอ เงินทุนห้าร้อยล้านลากบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวกลับมาจากในหลุมลึก
วันนี้คุยเื่การร่วมงานโฆษณาที่ศาลาซวีสุ่ยหลาน พนักงานของบริษัทแหย่เพื่อนของหวางเฉิงเทียน ถึงจะรู้ว่าเื่ราวรุนแรง และอันตรายมาก แต่ซูฮ่าวไม่มีความสงสัยใดๆ และก้าวออกมาอย่างไม่ลังเล เขารั้งอันตรายทุกอย่างไว้กับตนเอง
่สุดท้าย คนที่เขาคิดถึงก็ยังเป็เธอ อยากให้เธอออกไป อยากจะรักษาความปลอดภัยของเธอ
การทุ่มเททุกอย่างของเขา ล้วนเพื่อเธอคนเดียว
แต่ตัวเธอเอง ั้แ่ต้นจนจบไม่เคยทำเื่ใดๆ เพื่อเขา มีแค่คำขอบคุณ
เธอกลับมาจากศาลาซวีสุ่ยหลานจนมาถึงบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว แทบจะใช้เส้นสายทุกอย่าง ทุ่มเททุกอย่างเพื่อ้าช่วยซูฮ่าวกลับมา
แต่หลังจากที่ได้ยินคำว่าหวางเฉิงเทียนสามคำ ทุกคนล้วนมีสีหน้าแปรเปลี่ยน และแสดงออกว่าไร้ความสามารถ
เหตุการณ์นี้ ราวกับเสียงนาฬิกาของความตายได้ประกาศตอนอวสานที่น่าเวทนาของซูฮ่าวแล้ว
ความละอายใจ ความเสียใจโจมตีจิตใจของไป๋เหวินหลิง ราวกับมีดทิ่มแทง
น้ำตาค่อยๆ ทำให้ดวงตาของเลือนรางแล้ว
เธอกุมหัว เอียงหัวพิงข้างๆ หน้าต่าง และยักไหล่พลางร้องไห้อย่างสะอึกสะอื้น
หยดน้ำตาราวกับไข่มุกที่เชือกขาด ไหลลงมาจากหางตาของเธอ ทำให้ภายในใจเธอปวดร้าว
กู้เพ่ยหลิงเห็นท่าทางที่โศกเศร้าของไป๋เหวินหลิงแล้วก็รู้สึกหนักใจ
ทันใดนั้นเธอพบว่า ตนเองประเมินตำแหน่งของซูฮ่าวที่อยู่ในใจของไป๋เหวินหลิงต่ำไปแล้ว
เธอไม่เคยคิดว่า ถึงแม้เผชิญหน้ากับหวางเฉิงเทียน ซูฮ่าวก็ยังคงไม่กลัวตาย แถมยังสละชีพเพื่อช่วยไป๋เหวินหลิงอีก
“ท่านประธาน ขอโทษค่ะ ฉันคิดไม่ถึงว่าคนใหม่ของบริษัทที่แนะนำไปจะก่อเื่อย่างกำเริบเช่นนี้ ครั้งนี้คือการตัดสินของฉันเกิดปัญหาแล้ว ฉันยินยอมรับการลงโทษ”
“ลงโทษหรือ? เธอใช้อะไรมาลงโทษ?!” ไป๋เหวินหลิงเอียงหน้ามาอย่างกะทันหัน เสียงจากต่ำไปสูง ค่อยๆ คำรามขึ้นมา
ในดวงตาอันงดงามที่แดงก่ำนั้นมีน้ำตาไหลออกมาไม่หยุด ไหลผ่านใบหน้าอันงดงามของเธอ และระบายความโศกเศร้า
ริมฝีปากของเธอสั่นอย่างไม่หยุด มือซ้ายกุมแน่น มือขวาจับชายเสื้อ ในดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธเคืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
กู้เพ่ยหลิงเห็นท่าทางที่ไป๋เหวินหลิงกัดฟัน ตัวสั่นเล็กน้อย และหน้าอกกระตุกอย่างรุนแรง ก็อ้าปาก และไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไร
เื่นี้ว่ากันถึงแก่นแท้แล้ว ก็ล้วนคือความผิดของเธอ
หากไม่ใช่เพราะเธอฟังคำพูดของหลินอีหลุน จัดพนักงานหนึ่งคนจงใจไปแหย่เพื่อนของหวางเฉิงเทียน เื่ราวก็คงจะไม่เป็อย่างนี้
แต่เธอกลับคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเื่ราวจะรุนแรงอย่างนั้น โดยเฉพาะยังปรากฏว่ามีปืนแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งหมดทั้งมวลหลินอีหลุนล้วนไม่ปรากฏตัวเลยด้วยซ้ำ
เห็นได้ชัดว่าหลินอีหลุนตั้งใจจะให้ซูฮ่าวตายอยู่ในศาลาซวีสุ่ยหลาน
“ท่านประธาน จริงๆ แล้ว … ”
“ออกไป!” ไป๋เหวินหลิงหันมาพูดอย่างเยือกเย็น
เสียงของเธอไม่ดัง แต่กลับเยือกเย็นเป็อย่างยิ่ง กู้เพ่ยหลิงล้วนรู้สึกถึงความผิดหวังที่เธอมีต่อตนเอง
กู้เพ่ยหลิงมองไป๋เหวินหลิงที่เม้มปากแน่น และกุมกำปั้นแน่น เธอก้มหน้าเดินออกไปจากห้องทำงานด้วยความละอายใจอย่างเงียบๆ และปิดประตูแล้ว
การออกไปของเธอทำให้ทั้งห้องทำงานเงียบสงบอีกครั้ง มีแค่เสียงสะอึกสะอื้นดังก้อง
ไป๋เหวินหลิงหมดเรี่ยวแรง ดวงตาทั้งคู่มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างว่างเปล่า ภายในใจมีความเ็ปครั้งแล้วครั้งเล่า
เดิมทีคิดว่าผ่านไปหลายปีอย่างนี้ เธอก็เข้มแข็งพอแล้ว ไม่มีเื่ราวอะไรที่จะเอาชนะเธอได้แล้ว
แต่ว่ารอยยิ้มที่ซูฮ่าวทิ้งไว้ให้เธอในตอนที่เธอออกมาจากศาลาซวีสุ่ยหลาน กลับคือความเ็ปที่ยากจะลบออกจากก้นบึ้งของหัวใจเธอได้
เธอก้มหน้าไปที่ระหว่างขาทั้งคู่ น้ำตาเอ่อล้นร่องตาออกมา ทำให้เสื้อผ้าของเธอเปียก
“เอี๊ยด!”
ประตูห้องทำงานถูกเปิดออกอีกครั้ง เสียงฝีเท้าค่อยๆ ดังมาแล้ว
“ฉันให้เธอออกไปไม่ใช่หรือ?!” ไป๋เหวินหลิงกัดฟันตะคอก
“หา … ฉันเหมือนจะเพิ่งมานะ?”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น ในความคุ้นเคยแฝงด้วยอาการลนลาน
ไป๋เหวินหลิงตะลึงงัน และเอียงหน้าไปทันที
เห็นแค่แสงอาทิตย์ส่องผ่านชั้นเมฆที่บางๆ สะท้อนเข้ามาในห้องทำงาน กลิ่นอายที่ผ่านช่องว่างเล็กๆ กลิ่นหอมของไม้จันทน์แดง ราวกับฟุ้งอยู่เต็มห้องทำงาน
ภายใต้แสงอาทิตย์ คือร่างที่โดดเด่นสงบเงียบ สุภาพและสง่างามร่างหนึ่ง
บนตัวของอีกฝ่ายสะท้อนแสงสีทองออกมา จนทำให้ตาลาย ไม่ใช่แค่ทำให้ห้องทำงานสว่างไสว แต่ยังส่องใจเธอแล้ว
แสงที่ไม่ถูกสิ่งใดปนเปื้อนของอีกฝ่ายนั้น ยิ่งทำให้ดวงตาทั้งคู่ของไป๋เหวินหลิงที่ถูกน้ำตาบดบังทำให้มองเห็นเลือนราง แต่มุมปากของเธอกลับยกขึ้นอย่างไม่หยุด ในสายตาที่ว่างเปล่า มีความสดใสที่ปราดเปรื่องหลั่งไหลเข้ามาแล้ว
เธอหัวเราะ
แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยหัวเราะอย่างมีความสุขเช่นนี้
เธอไม่รู้ว่าสถานที่ที่มีแสงอาทิตย์มากที่สุดในโลกคือที่ไหน และก็ไม่รู้ว่าแสงอาทิตย์ของที่ไหนอบอุ่นที่สุดอ่อนโยนที่สุด แต่แสงอาทิตย์ในเวลานี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคือนิจนิรันดร์ในใจเธอ
ซูฮ่าวมองน้ำตาที่เหมือนน้ำค้างของไป๋เหวินหลิง ราวกับเข้าใจอะไรแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะพูดขอโทษว่า “ขอโทษด้วย เพราะโทรศัพท์มือถือแบตเตอรี่หมด ดังนั้นก็เลยไม่ทันได้ … ”
“หมับ!”
คำพูดยังพูดไม่ทันจบ กลับเห็นไป๋เหวินหลิงที่อยู่ด้านหน้าพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว และโอบกอดเขาไว้อย่างดุดัน
การกอดนี้ ราวกับคนรักที่จากกันไปนานแล้วได้พบกันอีกครั้ง ยิ่งเหมือนการโอบกอดตอนที่ภรรยารอสามีรอดกลับมาจากา
อบอุ่น!
ร้อนแรง!
“ขอโทษ … ” ซูฮ่าวรับรู้ถึงน้ำตาที่ร้อนระอุไหลผ่านหน้าอก สายตาเขาซับซ้อน และรู้สึกละอายใจ
เดิมทีเขาก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ที่บ้านมู่หรง หลังจากนั้นก็โทรศัพท์มาหาไป๋เหวินหลิงได้ แต่เพราะรักษาพิษงูบวกกับร่วมรับประทานอาหารเที่ยงกับพวกมู่หรงฉินสองปู่หลาน จึงทำให้ทิ้งเื่โทรศัพท์ไว้ด้านหลังแล้ว
พูดไปแล้ว เขาก็ไม่ได้คำนึงถึงความเป็ห่วงที่ไป๋เหวินหลิงมีต่อเขาจริงๆ
ไป๋เหวินหลิงไม่ตอบ แค่ออกแรงกอดซูฮ่าว กลัวว่าเขาจะหายไปจากตรงหน้าเธอใน่ที่ไม่สนใจบาง่
จนกระทั่งถึงเวลานี้ในที่สุดเธอเพิ่งจะเข้าใจว่า ในใจเธอซูฮ่าวสำคัญมากแค่ไหน
ทั้งสองคนก็กอดกันอย่างนี้อยู่ห้านาทีเต็มๆ จนกระทั่งประตูของห้องทำงานถูกเปิดออกอีกครั้ง
“ท่านประธาน จะบอกข่าวดีกับท่าน ซูฮ่าวไม่เป็อะไร โดยเฉพาะตอนนี้คนของกลุ่มบริษัทเทียนเฉินก็อยู่หน้าประตูบริษัท ฟังความหมายของพวกเขาคือ … ” กู้เพ่ยหลิงพุ่งเข้ามาในห้องทำงานอย่างตื่นเต้น พูดๆ อยู่ปากก็หยุดชะงัก
เธอมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตะลึงจนตาค้างปากค้าง
ด้านหน้า ไป๋เหวินหลิงกอดซูฮ่าว แสงอาทิตย์สาดส่องอยู่บนตัวทั้งสองคน ราวกับฉากที่คนรักพบกันใต้ต้นซากุระ …
