ซุนเฟยไม่ใส่ใจกับพวกาาที่ถูกจับ เขาหันหลังแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร่างขององค์าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยที่กำลังหลบหนีอยู่ด้านหน้า
เนื่องจากเขาขี่เฟลมมิ่ง บีตส์ สัตว์อสูรที่มีความเร็วดุจสายลม ความเร็วในการวิ่งของมันเหนือชั้นกว่าม้าธรรมดาๆ บวกกับมีทหารองครักษ์ที่ซื่อสัตย์หลายคนพยายามปกป้องเขา ดังนั้นองค์าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่นจึงเป็าาเพียงคนเดียวที่กำลังหลบหนีภายใต้การคุ้มครองของเหล่าทหารองครักษ์
เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว สุนัขั์สีดำก็วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วประหนึ่งสายฟ้า ซุนเฟยะโขี่หลังของ ‘ลมกรดทมิฬ’ แล้วไล่ตามไปติดๆ
“ขวางเขาไว้...” เมื่อองค์าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยเห็นว่าซุนเฟยกำลังไล่ตามมา ความเร็วในการวิ่งของเ้าสุนัขั์สีดำเหนือกว่าเฟลมมิ่ง บีตส์ ทำให้ระยะทางค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เมื่อเห็นแบบนี้ าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยก็พลันใจหาย เขาหันไปมองเหล่าทหารม้าเกราะหนัก ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ที่กำลังรอรับคำสั่งอยู่ไกลๆ ดวงตาสว่างวาบเหมือนเห็นทางรอด เขาะโออกมา “โจมตี! โจมตีให้ข้า! รีบปกป้องข้า...”
ตอนนี้เขาไม่สนใจเหล่าทหาร ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ นับร้อยคนอีกต่อไป ตราบเท่าที่เขาสามารถหลบหนีไปได้ เขายินดีที่จะสละทุกสิ่งทุกอย่าง
ปู๊น!!! ปู๊น!!! ปู๊น!!!
เสียงแตรดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทหารม้าเกราะหนักปฏิบัติตามคำสั่งของาาอย่างซื่อสัตย์ พวกเขาดึงบังเหียนม้าให้หันกลับ พลางกระทุ้งที่ท้องของเฟลมมิ่ง บีตส์อย่างแรง กระตุ้นให้มันวิ่งเข้าไป ทหารม้าเกราะหนักหนีบหอกยาวไว้ใต้รักแร้อย่างมั่นคงขณะที่ตรงไปข้างหน้า พวกเขาเหมือนกับเครื่องจักรสังหารเคลื่อนที่ เสียงฝีเท้าของเฟลมมิ่ง บีตส์ดังกึกก้องจนแผ่นดินะเืประหนึ่งแม่น้ำเหล็กไหลทะลัก พุ่งไปทางซุนเฟย
เหล่าทหารม้าส่งสัญญาณลับที่รู้กันในกอง
ทันใดนั้นรูปขบวนก็แบ่งเป็สองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งกลับไปคุ้มครองาาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ย ทำให้เกิดช่องโหว่กว้างประมาณสองเมตรกว่าๆ แต่ไม่ช้า เหล่าทหารที่เหลือต่างก็รวมกลุ่มกันปิดช่องโหว่นั่นจนกลายเป็แม่น้ำเหล็กไหลอีกครั้ง ปลายหอกแหลมคมเป็ประกายสว่างวาบขณะที่พุ่งเข้าไปหาซุนเฟย
ในสนามรบ นี่แทบจะเป็พลังที่ไร้ผู้ต้านทานได้
ทุกคนที่กำลังเฝ้าดูฉากนี้ต่างคิดไปในทางเดียวกันว่า หนึ่งคนหนึ่งสุนัขจะต้องหลบการโจมตีนี้แน่ๆ
ต่อให้คนคนหนึ่งมีพลังแข็งแกร่งมากมายแค่ไหน ก็ไม่อาจต่อกรกับพลังของทหารม้านับร้อยคนได้แน่ ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มทหารม้าเกราะหนักที่มีพลังโจมตีรุนแรงจนสามารถทลายกำแพงเมืองได้ หากไม่หลบก็ต้องตาย
แต่...
“โฮ่งๆๆๆ!!!”
ทันใดนั้น เ้าสุนัขั์สีดำก็เห่าออกมา ดูเหมือนว่ามันได้เข้าสู่สภาวะบ้าคลั่งไปแล้ว ท่ามกลางกลิ่นอายกระหายเื สุนัขั์สีดำแยกเขี้ยวขาวไข่มุกของตัวเองออกมา กล้ามเนื้อขาที่แข็งแรงทั้งสี่ของมันปูดโปน เพียงเสี้ยววินาที ร่างของมันก็ขยายใหญ่ขึ้นเป็เท่าตัว พลังที่ซุกซ่อนไว้ก็ะเิออกมา จากนั้นพลังและความเร็วของมันก็เพิ่มขึ้นในพริบตาอย่างไม่น่าเชื่อ ร่างของมันเหมือนหมอกควันที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ลอดผ่านช่องโหว่เล็กๆ ในรูปขบวนของทหารม้าเกราะหนัก
เร็วมาก
ถึงแม้จะเป็ทหารม้าอัจฉริยะก็มีปฏิกิริยาตอบสนองไม่ทันอยู่ดี
มันเหมือนหยดหมึกสีดำหยดเล็กๆ ที่หล่นลงไปในทะเลสาบ ยากที่พวกเขาจะคว้าหยดหมึกนั่นออกได้
และในเสี้ยววินาทีนั้น ซุนเฟยก็ลงมือ
ประกายแสงหนึ่งม่วงหนึ่งเขียวดั่งดาวตกพัดผ่านร่างของพวกเขาไปอย่างรวดเร็วจนไหวตัวหนีไม่ทัน แม้แต่ชุดเกราะหนักของเหล่าทหารม้าเกราะหนักก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีนี้ได้ หอกยาวเทอะทะในมือของพวกเขาไม่อาจใช้ในพื้นที่เล็กๆ นี้ได้ และซุนเฟยก็ไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ชักดาบข้างเอวออกมา ประกายแสงหนึ่งเขียวหนึ่งม่วงก็พุ่งเข้ามาหาพวกเขา ร่างของพวกเขาลอยละลิ่วตกลงสู่พื้นเหมือนเกี๊ยวไม่มีผิด!
าแของทุกคนสอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ ตำแหน่งทั้งหมดอยู่ที่ลำคอ รอยต่อ่เกราะอกและหมวกเกราะ ตำแหน่งที่ฟันล้วนเป็จุดอ่อนของทหารม้าเกราะหนัก ไม่มีใครสามารถหยุดการโจมตีของยอดฝีมือคนนี้ได้!
ทหารที่พลัดตกจาดหลังม้าไม่ทันจะได้ร้องออกมาก็ถูกกีบเท้าของม้าเหยียบจนกลายเป็เนื้อเละๆ
ไม่มีใครต้านทานโจมตีของขวานคู่ม่วงเขียวได้ เ้าสุนัขั์สีดำก็ไม่ธรรมดา แม้ว่าร่างของมันจะใหญ่โตเทอะทะ แต่กลับสามารถเล็ดรอดไปตามช่องโหว่เล็กๆ ของรูปขบวนทัพได้อย่างง่ายดายในชั่วพริบตา ประหนึ่งปลากำลังแหวกว่ายอยู่ในแม่น้ำ ไหลลื่นจนจับไม่ทัน ในสายตาของเหล่าทหารม้าเกราะหนักเห็นเป็เพียงเงาดำๆ หนึ่งคนหนึ่งสุนัขที่แล่นผ่านหน้าไป แค่จะจับก็จับไม่ได้ อย่าไปพูดถึงว่าจะโจมตีเลย
เพียงพริบตาเดียว ทั้งสองฝ่ายก็ปะทะกันเสร็จเรียบร้อย
ในการปะทะกันครั้งนี้ กองทหารม้าเกราะหนัก ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ที่ยิ่งใหญ่ได้สูญเสียพลังไปถึงหนึ่งในสาม ทั้งหมดต่างถูกซุนเฟยฟันเข้าที่ลำคอจนพลัดตกจากหลังเฟลมมิ่ง บีตส์และถูกมันเหยียบจนเละ ทว่าหนึ่งคนหนึ่งสุนัขกลับไม่ได้รับาเ็อะไรเลย ราวกับว่าแค่เดินผ่านทหารม้าเกราะหนักเฉยๆ ความเร็วของสุนัขั์สีดำไม่ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ระยะห่างระหว่างพวกเขาและาาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ความเร็วในโจมตีของกองทหารม้า ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ เร็วมาก เมื่อไรที่พวกเขาได้พุ่งเข้าใส่แล้วก็ไม่อาจหมุนกลับมาได้ ทำให้แม่น้ำเหล็กไหลทะลักไปทางขบวนทัพของเมืองแซมบอร์ดที่อยู่ห่างออกไปอย่างควบคุมไม่ได้
“แย่แล้ว...” หัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโคที่ยืนอยู่ตรงกำแพงเมืองพลันอุทานออกมา ตอนนี้แทบไม่มีใครอยู่ปกป้องเมืองแซมบอร์ดเลย
“ดูต่อไป!” องค์หญิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
ไม่ช้า ซุนเฟยก็ไล่ตามองค์าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยได้ทัน บรรดาทหารองครักษ์คนอื่นๆ ก็ไม่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของ ‘ลมกรดทมิฬ’ ได้ พวกเขาได้แต่กรีดร้องยามที่ขวานคู่ม่วงเขียวฟันพวกเขาจนตกจากหลังม้า ซุนเฟยยื่นมือออกไปจับคอเสื้อของาาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยที่อยู่บนหลังเฟลมมิ่ง บีตส์ ก่อนจะโยนเขาลงพื้นเหมือนโยนลูกเจี๊ยบ ครู่เดียวเทศกิจก็วิ่งตามมาพร้อมเชือกในมือ
ซุยเฟยลูบหัว ‘ลมกรดทมิฬ’ เ้าสุนัขั์สีดำหอนออกมา ก่อนจะหันกลับมาขวางพวกทหารพันธมิตรที่กำลังจะหนี แน่นอนว่าพวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้ซุนเฟย เดิมทีมีผู้รอดชีวิตอยู่ประมาณเจ็ดร้อยแปดร้อยคน แต่เพราะถูกกองทหารม้า ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ จู่โจม ทำให้าเ็ล้มตายไปไม่น้อย จนตอนนี้พวกเขาเหลืออยู่ไม่ถึงสี่ร้อยคน เมื่อเห็นซุนเฟยขวางทางด้านหน้า พวกเขาก็เปลี่ยนทิศทางหนีทันที พวกเขาแยกกันไปคนละฝั่ง
ฟุ่บๆๆ!
ลูกธนูสิบดอกถูกยิงดักหน้าพวกเขา
ท่ามกลางทุ่งหญ้าทั้งสองฝั่งก็ปรากฏร่างของนักธนูเวทสาวและนักธนูมือฉมังทั้งห้าสิบคนที่ ‘หนี’ ไปก่อนหน้านั้นออกมา มือของพวกเขาง้างธนูพร้อมยิง ลูกธนูถูกเล็งไปที่พวกทหารกองทัพพันธมิตร ดวงตาเ็าของพวกเขาทำให้เหล่าทหารพันธมิตรทั้งหมดไม่กล้าวิ่งหนี
พวกเขาถูกล้อม
ทหารสี่ร้อยกว่านายถูกคนจำนวนไม่ถึงร้อยล้อม
“คุกเข่าลง ยอมจำนนซะ ไม่อย่างงั้นตาย!”
ซุนเฟยะโออกมา เหล่าทหารกองทัพพันธมิตรมองหน้ากันไปมา ก่อนจะโยนอาวุธในมือทิ้งแล้วรีบคุกเข่าลง ไม่มีใครคิดต่อต้านเลยสักนิด
ตอนนี้ กองทหารม้าเกราะหนัก ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ได้ถูกทำลายลงจนเกือบหมด
ไม่มีใครคิดว่า บุรุษทั้งยี่สิบคนที่สวมชุดอัศวินเกราะหนักเดินเป๋ไปเป๋มาพลางทำท่าเหนื่อยหอบเวลาเดิน แม้แต่ตอนยืนก็ยังยืนไม่มั่นคงเหมือนพร้อมล้มคว่ำไปได้ทุกเมื่อ แต่บนเนินเขาที่อยู่ห่างออกไปชูธงสีแดงขึ้นอีกครั้ง หัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโคและนักรบสาวซูซานก็พากันตาค้าง เมื่อเหล่าบุรุษทั้งยี่สิบสองคนที่สวมชุดอัศวินเกราะหนัก จู่ๆ ก็ออกตัววิ่งห้อตะบึงออกไป จากช้าก็ค่อยๆ เร็วขึ้น จนยากที่จะเชื่อว่าพวกเขาทั้งหมดกำลังสวมชุดเกราะที่หนักมากกว่าหนึ่งร้อยจิน (ห้าสิบกิโลกรัม)
บุรุษทั้งยี่สิบสองคนต่างตั้งขบวนเป็แนวนอนเส้นเดียวพลางวิ่งเข้าไปหากองทหารม้าเกราะหนัก ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ที่เหลืออย่างไม่กลัวเกรง ใช้ร่างกายตััวเองเข้าเผชิญหน้ากับกองทหารม้าเกราะหนัก และที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงที่สุดก็คือ พลังอันน่ากลัวที่ะเิออกมาจากร่างที่อ่อนแอของพวกเขา ในขณะที่พวกเขาพุ่งเข้าชนกับเฟลมมิ่ง บีตส์ที่สวมชุดเกราะเหล็กเหมือนเ้านาย ผลคือเฟลมมิ่ง บีตส์ สัตว์อสูรระดับสี่กระเด็นออกมา และนั่นก็ทำให้หัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโคต้องอ้าปากค้าง เมื่อเห็นสัตว์อสูรกระเด็นออกไปทันที่ที่พุ่งชนบุรุษเหล็กทั้งยี่สิบสองคน ด้วยพละกำลังและรูปร่างที่แตกต่างกัน ไม่น่าจะเป็สัตว์อสูรที่ต้องลอยออกไป ความแข็งแกร่งของพวกเขาทำให้ทุกคนต่างตาค้าง แม้แต่องค์หญิงยังเบิกตากว้างด้วยความตะลึง
นี่เป็อีกครั้งที่เมืองแซมบอร์ดได้สร้างความตื่นใให้แก่ ‘นักบุญหญิง’ แห่งเซนิทอีกครั้ง
หลังจากการปะทะกัน เหล่าบุรุษเหล็กทั้งยี่สิบสองคนก็ได้สร้างความเสียหายให้แก่ทหารม้าเกราะหนัก ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ มากกว่าสองในสามส่วน ทำให้พวกเขาก็เหลือไม่ถึงสามสิบคน และไม่ทันที่พวกเขาจะดึงบังเหียนกลับมาก็ต้องชนเข้ากับโล่เหล็กั์ที่รออยู่ด้านหน้า เพียงพริบตาพวกเขาก็สูญเสียพลังการต่อสู้ไป!
ไม่มีใครคาดคิดว่า หนึ่งการโจมตีจะได้ปะทะกันถึงสามครั้ง กองทหารม้าเกราะหนัก ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ของอาณาจักรชื่อสุ่ยที่มีชื่อเสียงเลืองลือในราชอาณาจักรเซนิทถูกโจมตีจนแตกพ่าย และที่เหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ พวกเขาไม่สามารถสังหารฝ่ายศัตรูได้เลยแม้แต่คนเดียวในระหว่างการปะทะ ความสูญเสียที่หนักที่สุดของฝ่ายทหารในชุดอัศวินเกราะหนักเพียงแค่เกราะเบี้ยว มีบางคนที่มึนหัวเล็กน้อยในจังหวะที่ปะทะกัน แต่ก็ไม่มีใคราเ็หนักแต่อย่างใด เป็เพราะ ‘น้ำยาฮัลค์’ ที่พวกเขาดื่มไปได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างในร่างของพวกเขา ทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น
“โรมัน เ้าเข้าใจรูปแบบการโจมตีของเมืองแซมบอร์ดไหม?” เมื่อาสิ้นสุดลง องค์หญิงก็หันหลังเดินจากไปพลางกระซิบถาม
“ป่าเถื่อน ดุดัน ตรงไปตรงมา แถมยังมี...เ้าเล่ห์และไร้ยางอาย!” ปัฟลูย์เชนโคหัวเราะเบาๆ ในขณะที่ตอบ แต่เขาก็รู้สึกว่า มันยังอธิบายถึงรูปแบบการต่อสู้ของาาแห่งเมืองแซมบอร์ดได้ไม่ชัดเจนนัก
“เ้าพูดได้ไม่เลว...” องค์หญิงพยักหน้า “แต่คำพวกนี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายลักษณะของผู้ชายพวกนี้ ถ้าให้ข้าพูด คงมีแค่คำเดียว...” พูดถึงตรงนี้ก็เว้นไปจังหวะหนึ่ง
“ตัวแปร!”
------------------------
