เปิดประตูสู่ความมั่งคั่งในยุค 90 : ความรุ่งโรจน์ของหญิงสาวผู้เกิดใหม่ [จบ]

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

        คังอิงหยิบหนังสือชื่อ “สอนคุณซื้อขายหุ้น” ขึ้นมาอ่านผ่านๆ ก็พบว่าหนังสือเล่มนี้อ่านง่าย เขียนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานของหุ้น รวมถึงวิธีการใช้เส้นค่าเฉลี่ยต่างๆ อย่าง KDJ, RSI พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

        แต่ตลาดหุ้นภายในประเทศเวลานี้มีจำนวนหุ้นน้อยมาก เพราะฉะนั้นในหนังสือจึงอธิบายเกี่ยวกับเส้นค่าเฉลี่ยเหล่านี้อย่างคร่าวๆ

        คังอิงรู้ดีว่า เส้นค่าเฉลี่ยเหล่านี้เป็๲เพียงแค่ตัวช่วยอ้างอิง นอกจากหุ้นม้าขาว [1] บางตัวและหุ้นกลุ่มบลูชิพที่ [2] มีประสิทธิภาพดี ตลาดหุ้นในประเทศมักผันผวน ยากจะคาดเดา จึงเรียกมันว่า ‘ตลาดนโยบาย’

        คังอิงไม่ได้คิดจะทุ่มเทลงทุนกับหุ้นมากนัก อย่างมากที่สุดคือหากมีเงินทุนมากพอ เธอจะถือหุ้นม้าขาวและหุ้นกลุ่มบลูชิพในระยะยาว อย่างเช่นหุ้นของบริษัท กรี อิเล็กทริก [3] หรือหุ้นของบริษัท เหมาไถ 

        โดยเฉพาะหุ้นของกรี อิเล็กทริกที่สร้างความประทับใจให้เธอเป็๲อย่างยิ่ง หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว ด้วยธุรกิจหลักที่แข็งแกร่งและผลประกอบการที่ดีเยี่ยม จึงจ่ายเงินปันผลจำนวนมากทุกปี การถือหุ้นในระยะยาวถือเป็๲การลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

        ส่วนหุ้นบลูชิพเก่าแก่อย่างบริษัท เหมาไถ นั้น ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทะลุพันหยวนไปแล้ว

        แน่นอนว่าในตลาดหุ้นตอนนี้ยังไร้วี่แววของหุ้นพวกนี้ มาพูดถึงการลงทุนตอนนี้คงเร็วเกินไป คังอิงจดจำข้อมูลเชิงลึกที่ปลุกเร้าเธอทั้งหมดนี้ไว้ในใจ แล้วเตรียมหาโอกาสที่เหมาะสมในการเข้าสู่ตลาด

        คังอิงจะไม่ทุ่มเทให้กับหุ้นมากนัก นอกเสียจากวิธีการถือหุ้นในระยะยาวแบบนี้

        ก่อนหน้านี้ เพื่อนของคังอิงที่เป็๲ผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคลก็อยู่ในวงการหุ้นมาหลายปี ถึงแม้ว่าจะสนุกสนานไปกับมัน แต่จริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้ทำเงินมากมายนัก

        หากอยากจะทำเงินจริงๆ ต้องลงทุนทำธุรกิจที่จับต้องได้

        ขณะที่กำลังอ่านหนังสือต่างๆ ในร้านหนังสือ คังอิงรู้สึกกระหายความรู้อย่างสุดซึ้ง เหมือนกับเธอได้หลอมรวมเข้ากับบรรยากาศของยุคสมัยนี้

        เธอพยายามทำความเข้าใจข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆ อย่างเต็มที่ และ๱ั๣๵ั๱ถึงชีพจรของเศรษฐกิจในยุคสมัยนี้จริงๆ…

        คังอิงอ่านหนังสือจนตาพร่ามัว รู้สึกว่าสมองของเธอเต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย ไม่อาจรับรู้ข้อมูลอะไรได้อีกแล้ว เธอจึงเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือ แล้วพบว่าท้องฟ้านอกร้านหนังสือซินหัวมืดสนิทแล้ว

        เมื่อแสงไฟในเมืองเริ่มสว่างขึ้น ไฟภายในร้านหนังสือก็พลันเปิดขึ้นบ้าง เหล่าเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสืออยู่ต่างก็พากันเดินออกไปแทบไม่เหลือ

        เหลือเพียงแค่คนหนุ่มสาวไม่กี่คนที่ยังคงหลงใหลในหนังสือ และเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อไป

        คังอิงรู้สึกว่าท้องร้องครวญคราง จึงนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย เธอเดินออกจากร้านหนังสือซินหัว แล้วเตรียมจะไปหาอะไรกินที่แผงลอยข้างทาง จากนั้นค่อยหาวิธีกลับไปยังบ้านสันโดษแสนสงบ

        ‘หรือว่าเดินกลับบ้านดีนะ?’ คังอิงคิดในใจ ‘ถือซะว่าเป็๲การออกกำลังกายก็แล้วกัน’

        ตอนเดินออกจากประตูร้านหนังสือซินหัว มีลุงคนหนึ่งอายุราวๆ ห้าสิบปีสวมชุดผ้าฝ้ายหาบของมาจากฝั่งตรงข้าม

        พอเห็นคังอิง ลุงก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง บางทีอาจเป็๲เพราะค่ำแล้ว ความวิตกกังวลขายของไม่ได้ตลอดทั้งวันอาจเริ่มครอบงำจิตใจ ลุงจึงตัดสินใจเอ่ยถามคังอิงว่า

        “คุณหนู สนใจซื้อชาไหม?”

        พอคังอิงได้ยินว่าเป็๲ชา เธอก็หยุดเดินทันที แล้วถามว่า “ชาอะไรคะ?”

        ชาที่เธอดื่มตอนนี้เป็๞ของเหลืออยู่ในตู้เย็นบ้านน้ารองของสือเจียงหย่วน เธอดื่มจวนจะหมดแล้ว อีกหน่อยถ้าไม่มีชาให้ดื่ม เธอคงทนไม่ไหว การปรากฏตัวของลุงขายชาผู้นี้จึงไม่ต่างจากการที่ ‘มีคนเอาหมอนมามอบให้ตอนที่กำลังง่วงนอน’

        “ชาเถี่ยกวนอิน [4] ฤดูร้อนที่เพิ่งออกมาใหม่ปีนี้ คุณหนูสนใจไหม?” ลุงกล่าว

        “เถี่ยกวนอินจากที่ไหนคะ?” คังอิงถาม

        ลุงที่เห็นคังอิงสอบถามก็รู้สึกว่าพอมีหวัง เขาจึงตอบกลับว่า “ชาจาก๺ูเ๳ากวน ตำบลอวี้เถียน ตำบลของพวกเราเป็๲พื้นที่ปลูกชาที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอหลี่ว์ พวกเราปลูกชามานานหลายร้อยปีแล้ว พวกนี้ล้วนแต่เป็๲ชาที่เก็บมาจาก๺ูเ๳าของพวกเราเอง เป็๲ชาที่ปลูกในเขตที่มีเมฆหมอกปกคลุม คุณหนูลองดมดูก็ได้ กลิ่นหอมมากเลยล่ะ”

        การชิมชานั้น ต้องดูทั้งสี และลิ้มรสชาติ แค่เพียงมองดูอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่หากไม่ดู แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าชาดีหรือไม่ดีล่ะ?

        “ตกลงค่ะ ขอฉันดูก่อน”

        เมื่อคังอิงเอ่ย ลุงก็รีบแกะถุงพลาสติกออก คังอิงหยิบชาจากในถุงขึ้นมาหนึ่งกำ แล้วลองดมดู

        “ปีนี้อากาศดี ชาก็ทำได้ดีเป็๲พิเศษ แต่เนื่องจากเป็๲ชาฤดูร้อน น้ำชาจะจางลงหน่อย หากเป็๲ชาฤดูใบไม้ร่วง รสชาติจะยิ่งดีกว่านี้” ลุงกล่าว

        “หนึ่งชั่งราคาเท่าไหร่คะ?” คังอิงถาม

        ข้างทางไม่มีที่สำหรับชงชาเพื่อลองชิม แต่พอคังอิงดูใบชาพวกนี้ แต่ละใบม้วนงอเหมือนหอยนางรมตากแห้ง มีสีดำมันวาว ทำให้เธอมองออกว่าชาพวกนี้คุณภาพดี

        “หนึ่งชั่งสิบห้าหยวน” ลุงกล่าวอย่างตะกุกตะกัก “ถ้าคุณหนูซื้อเยอะๆ ผมลดราคาให้อีกหน่อยก็ได้”

        คังอิงตกตะลึง สิบห้าหยวนเองหรือ? เธอจำได้ว่าชาเถี่ยกวนอินที่เธอดื่มในชาติก่อนนั้น ราคาเป็๲พันหยวน แถมยังเป็๲ราคากันเองจากพ่อค้าชาด้วย

        “ถ้างั้นชั่งมาให้ฉันสองชั่งค่ะ ถ้ารสชาติดี คราวหน้าฉันจะมาซื้อใหม่” คังอิงกล่าวอย่างไม่ลังเล

        ชาฤดูร้อนมีข้อเสียข้อหนึ่ง ก็คือมีแมลงเยอะ จึงมักจะใช้ยาฆ่าแมลงมาก เวลาชิมน้ำชามักจะมีรสฝาดๆ เพราะแบบนี้คังอิงจึงไม่อยากซื้อมากนัก

        “ได้เลย คุณหนู ถ้าคุณหนูอยากจะไปซื้อชาที่หมู่บ้านกวนซาน ก็ไปที่กองร้อยที่ 5 ของหมู่บ้านกวนซาน แล้วตามหาเซี่ยต้าจื้อ หรือก็คือผมคนนี้นี่แหละ”

        ลุงเห็นว่าเด็กสาวคนนี้ดูสนใจชา จึงรีบหาลูกค้า

        “ที่หมู่บ้านของคุณ ขายชาแบบนี้กันหมดเลยหรือคะ?” คังอิงถาม

        “แน่นอนสิ ไม่ขายแบบนี้ แล้วจะขายแบบไหนกัน? ขายแบบนี้ยังได้ราคาดีกว่า ถ้าขายให้พ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงบ้าน อย่างดีก็ชั่งละแค่เจ็ดแปดหยวนเท่านั้น”

        ลุงเซี่ยเป็๞คนซื่อสัตย์ เขาเผลอหลุดราคาทุนออกมา

        คังอิงไม่ได้ใส่ใจอะไร การทำธุรกิจถ้าไม่มีกำไร แล้วจะอยู่รอดได้อย่างไรกัน?

        ถ้าหากเกษตรกรไร่ชาไม่ได้กำไร ก็คงไม่มีทางผลิตชาดีๆ มาให้พวกเราดื่มได้หรอก ถ้าเธอไปซื้อชาจากร้านค้า พวกพ่อค้าคนกลางก็รับซื้อมาในราคาเจ็ดแปดหยวน จากนั้นก็นำมาบรรจุหีบห่อให้สวยงาม แล้วขายในราคาแพงกว่านี้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องแพงกว่าสิบห้าหยวนต่อชั่ง

        ดังนั้นการที่เธอซื้อชาจากลุงเซี่ยในราคาสิบห้าหยวนต่อชั่ง ก็นับว่าถูกมากแล้ว

        “คุณหนู ซื้อห้าชั่งเลยไหม ถ้าคุณหนูซื้อห้าชั่ง ผมคิดชั่งละสิบสามหยวนก็พอ”

        ดูท่าลุงเซี่ยจะเป็๲พ่อค้าที่เก่งกาจอยู่เหมือนกัน

        “ได้ค่ะ งั้นชั่งมาห้าชั่งเลยก็แล้วกัน” คังอิงเคยชินกับการดื่มชาอู่หลงราคาเป็๞พันหยวน พอเจอชาที่ถูกใจ ก็ยังคงมีนิสัยใจกว้าง

        “ผมพกกระป๋องใส่ชาติดตัวมาด้วย ผมช่วยบรรจุใส่กระป๋องให้ กระป๋องหนึ่งใส่ชาครึ่งชั่ง คุณหนูซื้อห้าชั่ง ก็ต้องใช้สิบกระป๋อง”

        พลางพูดลุงก็ลงมือบรรจุใส่กระป๋องอย่างคล่องแคล่ว คังอิงจ่ายเงินหกสิบห้าหยวนให้กับเขา ลุงเซี่ยรับเงินแล้วจากไปอย่างมีความสุข

        ชาห้าชั่งถือแล้วก็หนักอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นเองคังอิงถึงได้รู้สึกว่ามันไม่ใช่เ๱ื่๵๹เล่นๆ เธอคิดว่าหากต้องถือชาพวกนี้เดินกลับบ้าน เธอคงเหนื่อยตายแน่ๆ ถ้าหากเดินตัวเปล่าก็ยังพอไหว แต่การถือของพะรุงพะรังมันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่

        แน่นอนว่าการซื้อชามามากๆ ก็มีข้อดี เธอเตรียมจะนำชาหนึ่งชั่งไปมอบให้กับเซียวอิงเสีย เซียวอิงเสียเป็๞คนที่เธอไม่รู้จัก แต่กลับดีกับเธออย่างมาก

        เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างคนเรานั้นต้องอาศัยวาสนา หากมีวาสนาต่อกัน ก็กลายเป็๲เพื่อนกันได้

        ขณะที่คังอิงกำลังจนปัญญาอยู่บนท้องถนน ก็มีรถจิ๊ปคันหนึ่งแล่นมาจอดตรงหน้าเธอ สือเจียงหย่วนนั่นเอง

        สือเจียงหย่วนมองดูเธอจากบนที่นั่งคนขับ บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มที่ไม่อาจเก็บซ่อนเอาไว้ได้ เขาเอ่ยถามว่า

        “คุณกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงได้ถือของหนักขนาดนั้นอยู่คนเดียว?”

          เชิงอรรถ

          [1] หุ้นม้าขาว คือหุ้นที่มีการประกาศข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นต่อสาธารณะ ส่วนมากไม่เสี่ยง

          [2] หุ้นกลุ่มบลูชิพ คือหุ้นที่มีความมั่นคง เช่น พลังงาน ธนาคาร ที่มาคือเวลาไปเล่นพนันเขาต้องแลกเป็๲เหรียญของบ่อนก่อน เหรียญของบ่อนสีฟ้าจะเป็๲เหรียญที่มีค่ามากที่สุด

        [3] กรี อิเล็กทริก (Gree Electric Appliances) : เป็๞บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน ซึ่งผลิตเครื่องปรับอากาศเป็๞หลัก

        [4] เถี่ยกวนอิน หรือ ทิกวนอิม หนึ่งในสิบสุดยอดชาของประเทศจีน จัดอยู่ในชาประเภทอู่หลง มีรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัว   

นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้