คังอิงหยิบหนังสือชื่อ “สอนคุณซื้อขายหุ้น” ขึ้นมาอ่านผ่านๆ ก็พบว่าหนังสือเล่มนี้อ่านง่าย เขียนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานของหุ้น รวมถึงวิธีการใช้เส้นค่าเฉลี่ยต่างๆ อย่าง KDJ, RSI พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
แต่ตลาดหุ้นภายในประเทศเวลานี้มีจำนวนหุ้นน้อยมาก เพราะฉะนั้นในหนังสือจึงอธิบายเกี่ยวกับเส้นค่าเฉลี่ยเหล่านี้อย่างคร่าวๆ
คังอิงรู้ดีว่า เส้นค่าเฉลี่ยเหล่านี้เป็เพียงแค่ตัวช่วยอ้างอิง นอกจากหุ้นม้าขาว [1] บางตัวและหุ้นกลุ่มบลูชิพที่ [2] มีประสิทธิภาพดี ตลาดหุ้นในประเทศมักผันผวน ยากจะคาดเดา จึงเรียกมันว่า ‘ตลาดนโยบาย’
คังอิงไม่ได้คิดจะทุ่มเทลงทุนกับหุ้นมากนัก อย่างมากที่สุดคือหากมีเงินทุนมากพอ เธอจะถือหุ้นม้าขาวและหุ้นกลุ่มบลูชิพในระยะยาว อย่างเช่นหุ้นของบริษัท กรี อิเล็กทริก [3] หรือหุ้นของบริษัท เหมาไถ
โดยเฉพาะหุ้นของกรี อิเล็กทริกที่สร้างความประทับใจให้เธอเป็อย่างยิ่ง หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว ด้วยธุรกิจหลักที่แข็งแกร่งและผลประกอบการที่ดีเยี่ยม จึงจ่ายเงินปันผลจำนวนมากทุกปี การถือหุ้นในระยะยาวถือเป็การลงทุนที่ประสบความสำเร็จ
ส่วนหุ้นบลูชิพเก่าแก่อย่างบริษัท เหมาไถ นั้น ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทะลุพันหยวนไปแล้ว
แน่นอนว่าในตลาดหุ้นตอนนี้ยังไร้วี่แววของหุ้นพวกนี้ มาพูดถึงการลงทุนตอนนี้คงเร็วเกินไป คังอิงจดจำข้อมูลเชิงลึกที่ปลุกเร้าเธอทั้งหมดนี้ไว้ในใจ แล้วเตรียมหาโอกาสที่เหมาะสมในการเข้าสู่ตลาด
คังอิงจะไม่ทุ่มเทให้กับหุ้นมากนัก นอกเสียจากวิธีการถือหุ้นในระยะยาวแบบนี้
ก่อนหน้านี้ เพื่อนของคังอิงที่เป็ผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคลก็อยู่ในวงการหุ้นมาหลายปี ถึงแม้ว่าจะสนุกสนานไปกับมัน แต่จริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้ทำเงินมากมายนัก
หากอยากจะทำเงินจริงๆ ต้องลงทุนทำธุรกิจที่จับต้องได้
ขณะที่กำลังอ่านหนังสือต่างๆ ในร้านหนังสือ คังอิงรู้สึกกระหายความรู้อย่างสุดซึ้ง เหมือนกับเธอได้หลอมรวมเข้ากับบรรยากาศของยุคสมัยนี้
เธอพยายามทำความเข้าใจข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆ อย่างเต็มที่ และััถึงชีพจรของเศรษฐกิจในยุคสมัยนี้จริงๆ…
คังอิงอ่านหนังสือจนตาพร่ามัว รู้สึกว่าสมองของเธอเต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย ไม่อาจรับรู้ข้อมูลอะไรได้อีกแล้ว เธอจึงเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือ แล้วพบว่าท้องฟ้านอกร้านหนังสือซินหัวมืดสนิทแล้ว
เมื่อแสงไฟในเมืองเริ่มสว่างขึ้น ไฟภายในร้านหนังสือก็พลันเปิดขึ้นบ้าง เหล่าเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสืออยู่ต่างก็พากันเดินออกไปแทบไม่เหลือ
เหลือเพียงแค่คนหนุ่มสาวไม่กี่คนที่ยังคงหลงใหลในหนังสือ และเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อไป
คังอิงรู้สึกว่าท้องร้องครวญคราง จึงนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย เธอเดินออกจากร้านหนังสือซินหัว แล้วเตรียมจะไปหาอะไรกินที่แผงลอยข้างทาง จากนั้นค่อยหาวิธีกลับไปยังบ้านสันโดษแสนสงบ
‘หรือว่าเดินกลับบ้านดีนะ?’ คังอิงคิดในใจ ‘ถือซะว่าเป็การออกกำลังกายก็แล้วกัน’
ตอนเดินออกจากประตูร้านหนังสือซินหัว มีลุงคนหนึ่งอายุราวๆ ห้าสิบปีสวมชุดผ้าฝ้ายหาบของมาจากฝั่งตรงข้าม
พอเห็นคังอิง ลุงก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง บางทีอาจเป็เพราะค่ำแล้ว ความวิตกกังวลขายของไม่ได้ตลอดทั้งวันอาจเริ่มครอบงำจิตใจ ลุงจึงตัดสินใจเอ่ยถามคังอิงว่า
“คุณหนู สนใจซื้อชาไหม?”
พอคังอิงได้ยินว่าเป็ชา เธอก็หยุดเดินทันที แล้วถามว่า “ชาอะไรคะ?”
ชาที่เธอดื่มตอนนี้เป็ของเหลืออยู่ในตู้เย็นบ้านน้ารองของสือเจียงหย่วน เธอดื่มจวนจะหมดแล้ว อีกหน่อยถ้าไม่มีชาให้ดื่ม เธอคงทนไม่ไหว การปรากฏตัวของลุงขายชาผู้นี้จึงไม่ต่างจากการที่ ‘มีคนเอาหมอนมามอบให้ตอนที่กำลังง่วงนอน’
“ชาเถี่ยกวนอิน [4] ฤดูร้อนที่เพิ่งออกมาใหม่ปีนี้ คุณหนูสนใจไหม?” ลุงกล่าว
“เถี่ยกวนอินจากที่ไหนคะ?” คังอิงถาม
ลุงที่เห็นคังอิงสอบถามก็รู้สึกว่าพอมีหวัง เขาจึงตอบกลับว่า “ชาจากูเากวน ตำบลอวี้เถียน ตำบลของพวกเราเป็พื้นที่ปลูกชาที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอหลี่ว์ พวกเราปลูกชามานานหลายร้อยปีแล้ว พวกนี้ล้วนแต่เป็ชาที่เก็บมาจากูเาของพวกเราเอง เป็ชาที่ปลูกในเขตที่มีเมฆหมอกปกคลุม คุณหนูลองดมดูก็ได้ กลิ่นหอมมากเลยล่ะ”
การชิมชานั้น ต้องดูทั้งสี และลิ้มรสชาติ แค่เพียงมองดูอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่หากไม่ดู แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าชาดีหรือไม่ดีล่ะ?
“ตกลงค่ะ ขอฉันดูก่อน”
เมื่อคังอิงเอ่ย ลุงก็รีบแกะถุงพลาสติกออก คังอิงหยิบชาจากในถุงขึ้นมาหนึ่งกำ แล้วลองดมดู
“ปีนี้อากาศดี ชาก็ทำได้ดีเป็พิเศษ แต่เนื่องจากเป็ชาฤดูร้อน น้ำชาจะจางลงหน่อย หากเป็ชาฤดูใบไม้ร่วง รสชาติจะยิ่งดีกว่านี้” ลุงกล่าว
“หนึ่งชั่งราคาเท่าไหร่คะ?” คังอิงถาม
ข้างทางไม่มีที่สำหรับชงชาเพื่อลองชิม แต่พอคังอิงดูใบชาพวกนี้ แต่ละใบม้วนงอเหมือนหอยนางรมตากแห้ง มีสีดำมันวาว ทำให้เธอมองออกว่าชาพวกนี้คุณภาพดี
“หนึ่งชั่งสิบห้าหยวน” ลุงกล่าวอย่างตะกุกตะกัก “ถ้าคุณหนูซื้อเยอะๆ ผมลดราคาให้อีกหน่อยก็ได้”
คังอิงตกตะลึง สิบห้าหยวนเองหรือ? เธอจำได้ว่าชาเถี่ยกวนอินที่เธอดื่มในชาติก่อนนั้น ราคาเป็พันหยวน แถมยังเป็ราคากันเองจากพ่อค้าชาด้วย
“ถ้างั้นชั่งมาให้ฉันสองชั่งค่ะ ถ้ารสชาติดี คราวหน้าฉันจะมาซื้อใหม่” คังอิงกล่าวอย่างไม่ลังเล
ชาฤดูร้อนมีข้อเสียข้อหนึ่ง ก็คือมีแมลงเยอะ จึงมักจะใช้ยาฆ่าแมลงมาก เวลาชิมน้ำชามักจะมีรสฝาดๆ เพราะแบบนี้คังอิงจึงไม่อยากซื้อมากนัก
“ได้เลย คุณหนู ถ้าคุณหนูอยากจะไปซื้อชาที่หมู่บ้านกวนซาน ก็ไปที่กองร้อยที่ 5 ของหมู่บ้านกวนซาน แล้วตามหาเซี่ยต้าจื้อ หรือก็คือผมคนนี้นี่แหละ”
ลุงเห็นว่าเด็กสาวคนนี้ดูสนใจชา จึงรีบหาลูกค้า
“ที่หมู่บ้านของคุณ ขายชาแบบนี้กันหมดเลยหรือคะ?” คังอิงถาม
“แน่นอนสิ ไม่ขายแบบนี้ แล้วจะขายแบบไหนกัน? ขายแบบนี้ยังได้ราคาดีกว่า ถ้าขายให้พ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงบ้าน อย่างดีก็ชั่งละแค่เจ็ดแปดหยวนเท่านั้น”
ลุงเซี่ยเป็คนซื่อสัตย์ เขาเผลอหลุดราคาทุนออกมา
คังอิงไม่ได้ใส่ใจอะไร การทำธุรกิจถ้าไม่มีกำไร แล้วจะอยู่รอดได้อย่างไรกัน?
ถ้าหากเกษตรกรไร่ชาไม่ได้กำไร ก็คงไม่มีทางผลิตชาดีๆ มาให้พวกเราดื่มได้หรอก ถ้าเธอไปซื้อชาจากร้านค้า พวกพ่อค้าคนกลางก็รับซื้อมาในราคาเจ็ดแปดหยวน จากนั้นก็นำมาบรรจุหีบห่อให้สวยงาม แล้วขายในราคาแพงกว่านี้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องแพงกว่าสิบห้าหยวนต่อชั่ง
ดังนั้นการที่เธอซื้อชาจากลุงเซี่ยในราคาสิบห้าหยวนต่อชั่ง ก็นับว่าถูกมากแล้ว
“คุณหนู ซื้อห้าชั่งเลยไหม ถ้าคุณหนูซื้อห้าชั่ง ผมคิดชั่งละสิบสามหยวนก็พอ”
ดูท่าลุงเซี่ยจะเป็พ่อค้าที่เก่งกาจอยู่เหมือนกัน
“ได้ค่ะ งั้นชั่งมาห้าชั่งเลยก็แล้วกัน” คังอิงเคยชินกับการดื่มชาอู่หลงราคาเป็พันหยวน พอเจอชาที่ถูกใจ ก็ยังคงมีนิสัยใจกว้าง
“ผมพกกระป๋องใส่ชาติดตัวมาด้วย ผมช่วยบรรจุใส่กระป๋องให้ กระป๋องหนึ่งใส่ชาครึ่งชั่ง คุณหนูซื้อห้าชั่ง ก็ต้องใช้สิบกระป๋อง”
พลางพูดลุงก็ลงมือบรรจุใส่กระป๋องอย่างคล่องแคล่ว คังอิงจ่ายเงินหกสิบห้าหยวนให้กับเขา ลุงเซี่ยรับเงินแล้วจากไปอย่างมีความสุข
ชาห้าชั่งถือแล้วก็หนักอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นเองคังอิงถึงได้รู้สึกว่ามันไม่ใช่เื่เล่นๆ เธอคิดว่าหากต้องถือชาพวกนี้เดินกลับบ้าน เธอคงเหนื่อยตายแน่ๆ ถ้าหากเดินตัวเปล่าก็ยังพอไหว แต่การถือของพะรุงพะรังมันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่
แน่นอนว่าการซื้อชามามากๆ ก็มีข้อดี เธอเตรียมจะนำชาหนึ่งชั่งไปมอบให้กับเซียวอิงเสีย เซียวอิงเสียเป็คนที่เธอไม่รู้จัก แต่กลับดีกับเธออย่างมาก
เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างคนเรานั้นต้องอาศัยวาสนา หากมีวาสนาต่อกัน ก็กลายเป็เพื่อนกันได้
ขณะที่คังอิงกำลังจนปัญญาอยู่บนท้องถนน ก็มีรถจิ๊ปคันหนึ่งแล่นมาจอดตรงหน้าเธอ สือเจียงหย่วนนั่นเอง
สือเจียงหย่วนมองดูเธอจากบนที่นั่งคนขับ บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มที่ไม่อาจเก็บซ่อนเอาไว้ได้ เขาเอ่ยถามว่า
“คุณกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงได้ถือของหนักขนาดนั้นอยู่คนเดียว?”
เชิงอรรถ
[1] หุ้นม้าขาว คือหุ้นที่มีการประกาศข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นต่อสาธารณะ ส่วนมากไม่เสี่ยง
[2] หุ้นกลุ่มบลูชิพ คือหุ้นที่มีความมั่นคง เช่น พลังงาน ธนาคาร ที่มาคือเวลาไปเล่นพนันเขาต้องแลกเป็เหรียญของบ่อนก่อน เหรียญของบ่อนสีฟ้าจะเป็เหรียญที่มีค่ามากที่สุด
[3] กรี อิเล็กทริก (Gree Electric Appliances) : เป็บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน ซึ่งผลิตเครื่องปรับอากาศเป็หลัก
[4] เถี่ยกวนอิน หรือ ทิกวนอิม หนึ่งในสิบสุดยอดชาของประเทศจีน จัดอยู่ในชาประเภทอู่หลง มีรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัว
