บทที่ 47 สูงส่งเกินมนุษย์
ในเวลานี้ ไป๋อวี้สังเกตเห็นซั่งซูอวี๋แล้วเหมือนกัน ครั้นแล้วจึงรีบถีบอสูรพยัคฆ์ที่เหลือลมหายใจเพียงเสี้ยวสุดท้ายออกไป และดึงฉินชูขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ฉินชูก้าวไปด้านข้างพร้อมดึงกระบี่ยาวที่ปักอยู่ที่พื้นขึ้นมาถือไว้ในมือ จากนั้นก็มองไปที่ซั่งซูอวี๋ เขาััได้ว่าซั่งซูอวี๋แข็งแกร่งมากและรู้ดีว่าสภาพของเขาไม่พร้อมต่อสู้ แต่เขาไม่ใช่คนขี้ขลาดหนีการต่อสู้
ตอนนี้ไป๋อวี้กับพวกเจิ้งชิวที่ได้รับาเ็ก็พากันมายืนถือกระบี่อยู่ด้านหลังฉินชู และตั้งท่าพร้อมต่อสู้ทุกเมื่อ
“ยังไม่รีบเก็บหัวใจของอสูรพยัคฆ์อีก อีกประเดี๋ยวมันก็จะตายแล้ว เดี๋ยวสรรพคุณของมันก็หายไปหรอก” หลังจากมองพินิจฉินชูอยู่สักครู่ ซั่งซูอวี๋ก็ใช้เท้าเขี่ยคางของอสูรพยัคฆ์
ฉินชูโบกมือสั่งให้ไป๋อวี้ไปเก็บหัวใจของอสูรพยัคฆ์มา ส่วนเขาก็เอาแต่จับตามองความเคลื่อนไหวของซั่งซูอวี๋
“มีแววศัตรูปรากฏขึ้นในดวงตาเ้า พวกเราเป็ศัตรูกันกระนั้นหรือ” ซั่งซูอวี๋พูดด้วยน้ำเสียงเป็มิตร แต่ฉินชูที่ฟังกลับรู้สึกว่าเป็น้ำเสียงเ็าเสียมากกว่า
“พวกเราไม่ใช่ศัตรูกันหรือ?” ฉินชูถามกลับ
“ก่อนหน้านี้เ้าต่อสู้กับยอดเขาหลัก เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของลูกศิษย์จากยอดเขาหลัก จริงๆ มันก็ขัดตาข้าอยู่เหมือนกัน หากข้าจะเป็ศัตรูกับเ้าก็ย่อมมีเหตุผลไม่ใช่หรือ ในใจของเ้าตอนนี้ กำลังคิดว่าข้าเป็ศัตรู ก็เพราะข้าเป็คนจากยอดเขาหลัก นี่คือตรรกะความคิดของเ้าใช่หรือไม่?” ซั่งซูอวี๋ขมวดคิ้ว
ฉินชูแปลกใจเล็กน้อย ท่าทีของซั่งซูอวี๋ไม่ชัดเจน ไม่แน่ชัดว่าจะเป็มิตรหรือศัตรู
“ข้าได้ยินเสียงต่อสู้ จึงรีบตามมา มองว่าข้าแค่ผ่านทางมาแล้วกัน” ซั่งซูอวี๋แสดงท่าทีของตัวเอง
ฉินชูเก็บกระบี่ลง “เ้าพูดเองเออเองว่าแค่ผ่านทางมา แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเ้าไม่มีจุดประสงค์อื่น”
“ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงสามารถเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างสงบ ไม่เหมือนกับเ้าในตอนนี้ที่เหมือนนกที่หวาดกลัว” ซั่งซูอวี๋ยังคงไม่จากไปไหน แต่โจมตีฉินชูด้วยคำพูดเหน็บแนม
ฉินชูไม่สนใจ หลังจากส่งสายตาให้เจิ้งชิวเฝ้าระวังแล้ว ฉินชูก็ะโไปชำแหละร่างอสูรพยัคฆ์กับไป๋อวี้
หลังจากรีดของเหลวในร่างอสูรพยัคฆ์เสร็จก็ควักเอาผลึกพลังออกมา
พิจารณาผลึกพลังอยู่สักพัก ฉินชูก็รู้ว่านี่เป็สัตว์อสูรขั้นที่สี่ระดับเก้า อีกระดับเดียวก็จะบรรลุขั้นที่ห้าแล้ว ต่อมาฉินชูก็เลาะเอาเส้นเอ็นและรีดน้ำดีอสูรพยัคฆ์ออกมา
“พอจะแบ่งน้ำดีอสูรพยัคฆ์ให้ข้าได้หรือไม่” ซั่งซูอวี๋เอ่ยปาก
“ในที่สุดก็เผยธาตุแท้ออกมา คิดจะแย่งกระนั้นหรือ ข้าให้ตัวเดียวอันเดียวของมัน เ้าจะเอาหรือไม่” เมื่อได้ยินว่าซั่งซูอวี๋อยากได้น้ำดีอสูรพยัคฆ์ ฉินชูก็พูดขึ้นอย่างไม่เกรงใจ
ฟุบ!
ซั่งซูอวี๋ชักกระบี่ออกมาและฟันปราณกระบี่ใส่พื้นข้างๆ ฉินชู ที่พื้นปรากฏรอยลึกเป็ทางยาว “ระวังคำพูดหน่อย หากข้าคิดจะแย่งจริงๆ พวกเ้าทั้งหมดก็ห้ามข้าไม่อยู่”
นี่เป็การปลดปล่อยพลังปราณออกสู่ภายนอกธรรมดา แต่เป็การควบแน่นปราณกระบี่เป็รูปร่างและฟาดฟันออกมา เป็พลังที่รุนแรงกว่าแสงกระบี่่[1]หลายเท่าตัว
“คิดจะเอาเปรียบข้า?” ฉินชูง้างมือที่ถือกระบี่ขึ้น ต่อให้อีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่า เขาก็ไม่กลัว
“ข้าไม่ได้เอาเปรียบเ้า ข้าแค่ต่อรองกับเ้าดีๆ แค่ถามว่าแบ่งน้ำดีอสูรพยัคฆ์ให้ข้าได้หรือไม่ เ้าอย่าเหมารวมคนอื่นว่าชอบเอาเปรียบไปเสียทุกคนสิ” เห็นฉินชูชักกระบี่ออกมา ซั่งซูอวี๋ก็ถึงกับใ ตบะของฉินชูอยู่แค่ขั้นที่สาม แต่ยังกล้าชักกระบี่ออกมาท้าทายอีก
“ว่ามา เ้าจะให้ราคาเท่าไร” ฉินชูหันไปมองพวกพ้องรอบหนึ่ง ก่อนพูดขึ้น
“หินิญญาสองก้อน” มือซ้ายของซั่งซูอวี๋ปรากฏก้อนหินที่แผ่พลังงานบางอย่างออกมาสองก้อน
“ศิษย์พี่เจิ้ง ไป๋อวี้ นั่นคืออะไร” ฉินชูหันไปถามเจิ้งชิวกับไป๋อวี้
ไป๋อวี้รู้สึกจนปัญญากับความไม่รู้ของฉินชูจนยกมือก่ายหน้าผาก “เป็ของดี มีแต่ได้ไม่มีเสีย”
ฉินชูหยิบขวดน้ำดีอสูรพยัคฆ์ออกมา “แม่หญิงคนสวย ยื่นหินมาให้ข้าก่อน แล้วข้าจะให้น้ำดีอสูรพยัคฆ์เ้า”
“นิสัยคนถ่อย” ซั่งซูอวี๋มองเหยียดฉินชูก่อนโยนหินิญญาไปให้
หลังจากฉินชูดูหินิญญาสักพักหนึ่ง ก็ยื่นไปให้เจิ้งชิวกับไป๋อวี้คนละก้อน จากนั้นก็ยื่นขวดน้ำดีอสูรพยัคฆ์ให้ซั่งซูอวี๋ “ข้าแค่รอบคอบ หาใช่คนถ่อยไม่”
ได้รับน้ำดีอสูรพยัคฆ์มาแล้ว แต่ซั่งซูอวี๋ก็ยังไม่จากไป นางหยิบเบาะอาสนะออกมานั่งขัดสมาธิเข้าฌานทันที
หลังจากมองซั่งซูอวี๋อยู่พักหนึ่ง ฉินชูก็หันไปพูดกับชิวจ้านและหานอวี้ “เอาหินิญญาสองก้อนนี้ให้ไป๋อวี้กับศิษย์พี่เจิ้งก่อน เอาไว้ครั้งหน้า ของกำนัลจะตกเป็ของศิษย์พี่หานอวี้กับศิษย์พี่ชิวจ้าน”
“ข้าไม่เอา ลูกพี่เป็คนตรึงการเคลื่อนไหวของอสูรตัวนี้เอาไว้ พวกเราถึงได้จัดการมันได้ ข้าไม่้าหินิญญาก้อนนี้” ไป๋อวี้ยัดหินิญญาใส่มือของฉินชู
เจิ้งชิวก็เช่นกัน เขาคิดว่าฉินชูยื่นหินิญญาให้เขาดูเฉยๆ ว่าเป็ของจริงหรือไม่ แต่นึกไม่ถึงว่าฉินชูจะยื่นให้เขาเป็รางวัล
“รับไปเถิด พวกเราพยายามมาด้วยกัน หลังจากนี้ของดีๆ จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ” เมื่อพูดจบ ฉินชูก็นั่งสมาธิฟื้นฟูตัวเอง ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย ดังนั้นควรอยู่ในสภาพพร้อมต่อสู้อยู่ตลอดเวลา
ผ่านไปครึ่งวัน ตอนนี้แผลระบมจากการต่อสู้เมื่อครู่หายเป็ปกติแล้ว นอกจากนี้เขายังรู้สึกว่าตบะของตัวเองเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ประจวบกับไป๋อวี้ย่างเนื้ออสูรพยัคฆ์เสร็จพอดี เขาจึงแบ่งมาให้ฉินชู
ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ฉินชูก็เดินมาด้านหน้าซั่งซูอวี๋ “ในเมื่อเ้าไม่ได้มองว่าข้าเป็ศัตรู เช่นนั้นข้าแบ่งนี่ให้เ้า”
“ตอนนี้เ้าไม่คู่ควรที่จะเป็ศัตรูกับข้า และข้าก็ไม่กินอะไรพวกนี้” ซั่งซูอวี๋ดื่มน้ำสองอึก ก่อนพูดขึ้น
“ทำตัวสูงส่งเหนืุ์ ไม่กินก็ไม่กิน เ้าช่างพูดจาแทงใจดำเสียจริง แต่ไม่เป็ไร” ฉินชูคลี่ยิ้ม ก่อนเดินกลับมายังที่ของตัวเอง กะเวลาดูคร่าวๆ จากนั้นก็พาพวกพ้องออกเดินทางต่อ แต่ซั่งซูอวี๋ก็ลุกขึ้นด้วยเช่นกัน ซ้ำยังเดินตามหลังมาอีก
“เ้าคิดจะทำอะไร” ฉินชูหันกลับไป ถึงแม้จะมีสาวงามเป็อาหารตาและทำให้กระชุ่มกระชวยขึ้นมาได้บ้าง แต่เมื่ออยู่ในโบราณสถานชิงหวางแบบนี้ ฉินชูไม่อยากชะล่าใจ ถ้าหากกำลังต่อสู้อยู่ แล้วซั่งซูอวี๋อาศัยจังหวะนั้นแทงข้างหลังขึ้นมาจะทำอย่างไร
“แผนที่ของข้าไม่มีเขียนกำกับพื้นที่แถบนี้เอาไว้ ข้าไม่รู้จะไปทางไหน” ใบหน้าของซั่งซูอวี๋แดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย นางแลดูลำบากใจ
ให้ตายเถอะ ฉินชูถึงกับไปต่อไม่ถูก นางเป็หญิงสาวผู้หลงทาง ถ้าไม่ให้นางมาด้วยก็ดูไม่เป็สุภาพบุรุษ แต่จะให้ตามมาด้วยตลอดทาง คงไม่ได้
“พวกเ้าออกสำรวจและต่อสู้ของพวกเ้าไป ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสมบัติหรือของขวัญแห่งวาสนาที่พวกเ้าเจอ หากข้ารู้ตำแหน่งของตัวเองในแผนที่ในมือข้าแล้ว ข้าจะจากไปทันที” ซั่งซูอวี๋เห็นความกังวลที่ฉายขึ้นบนใบหน้าของฉินชู
“ข้าอยากถามเ้าจากใจจริง เ้าคิดอย่างไรกับการที่ข้ามีปัญหากับยอดเขาหลัก ไม่คิดจะจัดการข้าเพื่อกู้สีหน้ากลับคืนมาให้ยอดเขาหลักหรือ” ฉินชูถามขึ้นอย่างสงสัย
“ไม่มีความคิดเห็นใดๆ ทั้งสิ้น ข้าแค่มาอาศัยอยู่ที่สำนักชิงหยุนเฉยๆ จะอยู่ที่ยอดเขาหลักหรือยอดเขาอื่นๆ ก็เหมือนกัน ข้าจะไปหาสถานที่ปลีกวิเวกเข้าฌานที่ยอดเขาชิงจู๋ก็ย่อมได้ อันที่จริง ข้ามีเหตุให้ต้องมาอยู่ที่สำนักชิงหยุนสามปี เมื่อครบสามปี ข้าก็จะจากไป” ซั่งซูอวี๋มองหน้าฉินชูพลางเอ่ย
“ปล่อยให้นางตามมาเถอะ หากนางมีเจตนาร้ายจริงๆ ดูเหมือนพวกเราจะสู้นางไม่ได้อยู่ดี” ไป๋อวี้กระซิบเสียงแ่
“เ้าทำตัวกล้าหาญกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือกระไร” ฉินชูหันมาถลึงตาใส่ไป๋อวี้ จากนั้นก็เดินนำทางต่อไป
เมื่อเดินมาได้สักระยะหนึ่ง อยู่ๆ ฉินชูก็ได้ยินเสียงหืดหอบอย่างอิดโรย จากนั้นก็มีร่างผู้หญิงที่โชกไปด้วยเืทั่วทั้งตัววิ่งออกมาจากสถานที่ข้างๆ และผู้หญิงคนนั้นก็คือหลิวเสวี่ย
ตามมาติดๆ คือพวกหลิ่วหนาน โดยมีซาหานปะปนอยู่ในกลุ่มด้วย
เมื่อฉินชูเห็นสถานการณ์เช่นนั้น บรรยากาศโดยรอบก็คุกรุ่นขึ้นมาทันที
[1] แสงกระบี่ คือพลังอัดที่เกิดจากการฟันกระบี่ ยิ่งพลังอัดที่ปลดปล่อยออกมามาก แสงสะท้อนก็ยิ่งคมชัด