เสียงของนางหายเข้าไปในปากหยักได้รูปขององค์ชายอีกหน หลี่เจี๋ยกดท้ายทอยจางลี่บังคับให้นางรับจุมพิตก้าวร้าวคุกคามโดยไม่สนใจว่านางจะรู้สึกอย่างไร ในเมื่อตอนนี้เขาคือผู้ถือไพ่เหนือกว่า พระธิดาจางลี่เป็แค่หมากตัวเล็กในเกมแก้แค้นของอ๋องแคว้นหลู่เท่านั้น หลี่เจี๋ยบดริมฝีปากร้อนรุ่มบนกลีบปากของนางรุนแรงพอจะทำให้เรียวปากอิ่มบวมเจ่อก่อนปล่อยร่างบอบบางให้เป็อิสระ จางลี่เซไปข้างหลัง นางแทบจะทรุดลงนอนกับพื้นแต่ยังทรงกายให้นั่งและยกมือขึ้นป้องปากบวมเป็สีแดงเข้มพร้อมกับน้ำตาถั่งไหล
“องค์ชาย...”
“หึ!...คิดหรือว่าข้าจะยินดีรับเ้าเป็องค์ชายา ข้ารู้ว่าพระปิตุลากำลังคิดการใด ส่งเ้ามาเพื่อมิให้เกิดการพิภาทระหว่างแคว้น ้ารกะชับความสัมพันธ์และคิดจะควบคุมข้าให้อยู่ในอำนาจของเขาเช่นนั้นหรือ”
“เช่นนั้นพระองค์ควรปฏิเสธเสด็จพ่อแต่แรก ข้าเองก็มิได้อยากทำตามประสงค์ของเสด็จพ่อแม้แต่น้อย”
“แต่เ้าก็ขัดปรสงค์ของฉีหวนกงมิได้และเมื่อเ้ามาอยู่ที่นี่ในฐานะชายาของข้าก็ต้องรับฟังบัญชาของพระสวามีโดยมิมีข้อแม้ และอย่า...แม้แต่จะคิดหนีไปจากตำหนักร้อยไหม เ้าต้องอยู่ที่นี่จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น!”
“แล้วคนของหม่อมฉัน”
จางลี่ร้องถามเมื่อร่างสูงลุกขึ้นยืนและกำลังจะก้าวออกไป หลี่เจี๋ยยืนมือไพล่หลังและเพียงเอ่ยโดยมิยอมหันกลับมามองใบหน้าสวยซึ้งอาบคราบน้ำตา
“ทุกคนจะอยู่รอดปลอดภัยก็ด้วยชีวิตของเ้าเป็เดิมพัน ขัดคำสั่งข้าเมื่อใดข้าจะลงมือกับคนของเ้าเมื่อนั้น อย่าบังอาจลองดีกับข้า นี่หาใช่คำขู่แต่คนอย่างข้าพูดจริงทำจริง!”
สิ้นเสียงกร้าวร่างสูงจึงก้าวออกไป เมื่อบานประตูปิดลงหลี่เจี๋ยก็เห็นว่าหลินเจินนั่งคุกเข่าอยู่ไม่ห่างจากบานประตูห้อง นายทหารคนสนิทวิ่งเข้ามาและคุกเข่าลงเบื้องหน้าอ๋องแคว้นหลู่
“องค์ชาย...ข้าได้จัดเตรียมที่พักให้เหล่าทหารแคว้นฉีและข้าราชบริภารขององค์ชายาเรียบร้อยแล้วพะย่ะค่ะ”
“ดีมาก โม่โฉว...จงดูแลพวกเขาเป็อย่างดีอย่าให้บกพร่อง ข้าจะกลับตำหนักและจะกลับมาที่ตำหนักร้อยไหมในอีกสามราตรี”
“ขอรับ”
โม่โฉว นายทหารคนสนิทพยักหน้ารับทราบก่อนเดินตามองค์ชายออกไป และเมื่อทุกคนไปแล้วหลินเจินก็รีบกลับเข้าไปในห้อง นางรู้สึกตระหนกเมื่อเห็นพระธิดาจางลี่นั่งบนตั่งด้วยสีหน้าซีดเซียวทั้งยังน้ำตาอาบแก้ม นางกำนัลคนสนิทเข้าไปคุกเข่าและดึงมือเรียวบางมากุมไว้
“ท่านหญิง...มีอะไรหรือเ้าคะ เมื่อครู่ข้าได้ยินองค์ชายหลี่เจี๋ยบอกแก่นายทหารว่าจะกลับมาที่ตำหนักนี้ในอีกสามราตรี ข้านึกว่าองค์ชายจะประทับที่นี่ในราตรีนี้เสียอีก”
“องค์ชายมิได้อยากอยู่ที่นี่ดอกหลินเจิน”
“ด้วยเหตุผลใดเล่าเ้าคะ แล้วเหตุใดท่านหญิงจึงร้องไห้”
จางลี่ส่ายหน้า “ข้าคิดผิดเสียแล้วที่ตัดสินใจเดินทางมายังแคว้นหลู่ รู้เช่นนี้ยอมเป็อนุของพระเชษฐามิดีกว่าหรือ”
“เหตุใดท่านกล่าวเช่นนั้น ในเมื่อท่านหญิง้าออกจากวังก็เพื่อหนีจากคนเ่าั้มิใช่หรือเ้าคะ”
“ข้ามาอยู่ที่นี่ก็มิได้ต่างกันเลย...เ้ารู้หรือไม่ว่าองค์ชายหลี่เจี๋ยนั้นชิงชังข้า มิได้้าข้าเป็องค์ชายาของแคว้นหลู่โดยแท้จริง องค์ชายยังผูกใจเจ็บเื่ที่เสด็จพ่อสั่งปะาพระบิดาของพระองค์ และการที่รับข้าไว้ก็เพื่อเป็การแก้แค้น”
“ใจเย็นก่อนนะเ้าคะ เราอาจมีหนทางแก้ไข”
“ข้าเกรงว่าจะสายไป เรามิรู้เลยว่าแท้จริงองค์ชายหลี่เจี๋ยเป็คนเช่นไร เขาไม่ยอมให้ข้าออกจากตำหนักแห่งนี้ ไม่ยอมให้ข้าขัดคำสั่ง ข้าหวั่นเหลือเกินว่าหากวันใดข้าทำพลาดผิดหรือมิถูกพระทัยองค์ชายอาจจะสั่งฆ่านายทหารและเหล่าผู้ติดตามจนสิ้น”
พอได้ยินดังนั้นหลินเจินถึงกับเข่าทรุด นางนั่งพับเพียบกับพื้นแต่ยังไม่ยอมปล่อยมือพระธิดาพร้อมรำพึงออกมาว่า
“น่ากลัวถึงเพียงนั้นเทียวหรือเ้าคะ”
“เราจะทำอย่างไรดีหลินเจิน ลำพังข้าแม้หากต้องตายก็มิคิดเสียดายชีวิต แต่มิควรต้องให้คนของข้าเอาชีวิตพวกเขามาทิ้งที่แคว้นหลู่แม้เพียงชีวิตเดียว”
“ท่านหญิงคิดอย่างไรเ้าคะ”
“ข้าอยากพบราชองครักษ์เ้า บางทีเขาอาจะช่วยเหลือเราได้ แต่...ข้าจะได้พบเขาด้วยวิธีการใด”
“เอาอย่างนี้ไหมเ้าคะ ข้า...จะหาทางออกไปพบองครักษ์และคนของเราก่อนองค์ชายจะเสด็จในอีกสามราตรีข้างหน้า”
“หลินเจิน”
“มิเป็ไรดอกท่านหญิง ข้ามิอยากให้ท่านเป็กังวล มาถึงขนาดนี้ข้าก็คงอยู่เฉยมิได้”
“แล้วเ้า...จะออกไปหาองครักษ์เ้าและคนของเราเมื่อใด”
“ไม่เกินอีกราตรีนี้เ้าค่ะ”
3
บทเรียนของผู้อวดดี
เมื่ออีกราตรีมาถึงพระธิดาจางลี่ก็เริ่มหัวใจไม่เป็สุข หลังอาหารมื้อเย็นที่เหล่านางกำนัลและข้ารับใช้ของปาอ๋องแคว้นหลี่นำมาถวายจางลี่ทำตัวตามปกติแม้เห็นว่านางกำนัลคนสนิทมีท่าทีลุกลี้ลุกลนนางจึงเอ่ยถามเมื่ออยู่กันสองต่อสอง
“หลินเจิน...เ้าบอกข้าว่าคืนนี้จะออกไปหาราชองครักษ์เ้า แล้วเ้าจะออกไปจากตำหนักนี้ได้อย่างไรในเมื่อเหล่าทหารขององค์ชายเฝ้าเวรยามเต็มไปหมดเช่นนี้”
“ใจเย็นก่อนเ้าค่ะท่านหญิง”
หลินเจินขยับเข้ามาใกล้พระธิดา นางชะเง้อมองซ้ายขวาแล้วหันมากระซิบว่า
“ทหารของหลู่อ๋องเฝ้าอยู่มากมายก็จริง นั่นเพราะทหารเหล่านี้ต้องทำการเฝ้ายามมิให้พวกเราคลาดสายตาหรือออกจากตำหนักแห่งนี้ได้ แต่หากเราทำให้ทหารเ่าั้กลับไปสนใจอย่างอื่นก็มีหนทางที่ข้าจะออกไปพบกับราชองครักษ์เ้าได้นะเ้าคะท่านหญิง”
“สนใจอย่างอื่นกระนั้นหรือ...เ้าจะทำอย่างไร”
“ฟังหลินเจินนะเ้าคะ ข้ามีวิธีการที่จะทำให้ทหารเ่าั้เบี่ยงเบนความสนใจไปยังสิ่งอื่น แต่สัญญากับข้าก่อนว่าหากเกิดอะไรขึ้นท่านหญิงต้องไม่ใและต้องร่วมมือกับข้าด้วย”
“เ้าจะทำอะไร”
“ตามมาทางนี้เ้าค่ะ”
หลินเจินดึงมือพระธิดาให้เดินตามนางไปในห้องนอน ไปหยุดข้างเตียงชั่วครู่ จางลี่ย่นคิ้วแล้วถามว่า
“พาข้ามาในห้องนี้ทำไม เ้าจะทำอะไรหรือหลินเจิน”
“ห้องนี้เหมาะแล้วที่เราจะวางแผนเพื่อได้ออกจากตำหนักร้อยไหม ท่านหญิงต้องเข้มแข็งนะเ้าคะ เพราะวิธีการของข้าอาจรุนแรงและก่อความวุ่นวายมากสักหน่อย”
“หลินเจิน”
จางลี่มองตามนางสนมที่เดินไปหยิบเชิงเทียนซึ่งมีเทียนสว่างวามด้วยเปลวไฟก่อนนางกำนังคนสนิทจะโยนมันลงตรงกลางฟูกหนาบนเตียง เท่านั้นยังไม่พอ หลินเจินดึงผ้าม่านบนเสาทั้งสี่ด้านแล้วโยนมันลงไปบนเชิงเทียน ใช้เวลาเพียงอึดใจเปลวไฟก็ลามไหม้ยังความใแก่พระธิดา
“หลินเจิน...นี่เ้า...”
“ท่านหญิง...ออกไปจากห้องนี้ก่อนเ้าค่ะ”
นางสนมคนสนิทดึงมือพระธิดาวิ่งออกจากห้องนอนที่ไฟเริ่มลามไหม้จนควันลอยโขมงออกมา จางลี่หน้าตื่นด้วยคาวมตระหนก
“เพลิงไหม้มากแล้วหลินเจิน แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป”
“ทำอย่างนี้เ้าค่ะ”
ว่าแล้วหลินเจินก็ปรี่ไปเปิดประตูห้องแล้วะโออกไปว่า
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! เพลิงไหม้ในห้องของพระธิดา...เหล่าทหารรีบมาช่วยที”
