หลี่ชิงหลิงและคนอื่นๆ ไปทีู่เาซง นำเสี่ยวซีกลับมาฝังไว้ทีู่เาหนิวโถว
ไม่รู้ว่าพ่อของต้าเหอได้ยินข่าวนี้หรือไม่ แต่เขาไม่ได้ปรากฏตัว
ต้าเหอไม่สนใจ เขาทำเหมือนตัวเองเป็เด็กที่ไม่มีพ่อแม่ พวกพี่เสี่ยวหลิงไม่มีพ่อแม่ก็ใช้ชีวิตได้ราบรื่นดี
หากพี่เสี่ยวหลิง และคนอื่นๆ ทำได้ เขาเองก็ทำได้
เมื่อไม่มีพ่อแม่ที่คอยขัดขวาง เขาสามารถติดตามปู่ไปเรียนแพทย์ได้อย่างตั้งใจมากขึ้น
เขาสาบานว่าจะต้องประสบความสำเร็จ และทำให้พ่อแม่ที่ทิ้งเขาเสียใจให้ได้
โชคดีที่เขาค่อนข้างมีพร์ในด้านนี้และเรียนได้อย่างราบรื่น
เขาไม่เพียงแต่ต้องเรียนรู้วิชาแพทย์จากปู่เท่านั้น แต่ยังต้องเรียนรู้ตัวอักษรจากพี่โม่ด้วย
ถ้าเขาอ่านหนังสือไม่ออก เขาจะไม่สามารถอ่านหนังสือแพทย์และจ่ายยาได้
เขาต้องเรียนตัวอักษร
“จือโม่ อยู่บ้านหรือเปล่า”
เมื่อได้ยินเสียงคนเคาะประตู ต้าเหอซึ่งกำลังท่องจำสมุนไพรก็วิ่งไปเปิดประตู เห็นว่าเป็ลูกชายคนโตของผู้นำหมู่บ้าน
“ลุงหลี่ หาพี่จือโม่ทำไมหรือ” เขาถามขณะหลบทางให้ “เข้ามาก่อนสิ!”
ลูกชายคนโตของผู้นำหมู่บ้านตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติ "ต้าเหอ? ทำไมถึงอยู่ที่นี่? พ่อแม่ของเ้ากลับมาแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมไม่กลับบ้าน” เขากลับมาช้าจึงไม่รู้เื่ก่อนหน้านี้
ต้าเหอตอบด้วยเสียงเศร้าว่าพ่อแม่ตัดขาดกับเขา ดังนั้น...
เขายังพูดไม่จบ ลูกชายของผู้นำหมู่บ้านก็ขมวดคิ้ว หลี่ต้าฉวนทำแบบนี้ได้อย่างไร ไม่เอาแม้กระทั่งลูกชายตัวเอง
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ต้าเหอ ลองเล่ามา เดี๋ยวข้าช่วย”
เขาที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันก็เคยได้ยินว่าต้าเหออยู่บ้านสภาพแย่ยิ่งกว่าวัวควาย แต่ต่อให้เป็เช่นนี้ก็ไม่ควรตัดความสัมพันธ์พ่อลูก
ต้าเหอก้มหน้าลง อธิบายเื่ทั้งหมดคร่าวๆ ทันทีที่เขาพูดจบ ลูกชายคนโตของผู้นำหมู่บ้านก็โกรธทันที
“นี่มันอะไรกัน ยอมทิ้งลูกตัวเองเพื่อของกินนิดหน่อยงั้นรึ” เขาโมโห ยื่นมือไปจับมือต้าเหอแล้วปลอบ “ต้าเหอ ไม่ต้องกลัวนะ ข้าจะบอกเื่นี้กับท่านพ่อ เราจะทวงคืนความยุติธรรมให้เ้าแน่นอน”
ต้าเหอรีบส่ายหัวและพูดว่าไม่เป็ไร อยู่ตรงนี้ก็ดี พวกพี่จือโม่ดีกับเขา ปฏิบัติต่อเขาเหมือนครอบครัว
"ไม่ต้องจริงๆ หรือ? ไม่อยากกลับบ้านหรือ?"
บ้าน?
ต้าเหอยิ้มอย่างขมขื่น "ครอบครัวนั้นไม่มีที่ให้ข้าอีกแล้ว ไม่ได้กลับก็ไม่เป็ไร !" เขาหยุดเล็กน้อย “อยู่ตรงนี้ก็สะดวกดี ข้าเรียนสมุนไพรกับพี่เสี่ยวหลิง อนาคตจะได้มีวิชา” เขาไม่ได้พูดถึงปู่โดยตรงเพื่อเลี่ยงปัญหา
ถ้าเล่าถึงปู่คงต้องอธิบายกันยาวเลยไม่พูดถึงดีกว่า เดี๋ยวนานไป ชาวบ้านก็จะรู้กันเอง
ลูกชายคนโตของผู้นำหมู่บ้านเห็นว่าต้าเหอไม่อยากกลับจริงๆ จึงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ บอกว่าถ้าอยากกลับก็ให้ไปบอกพ่อเขา พ่อเขาจะช่วยออกหน้า
“ขอบคุณท่านลุง”
ลูกชายคนโตของผู้นำหมู่บ้านยิ้ม "เช่นนั้นฝากเ้าบอกจือโม่ว่า ให้ไปเจอกันที่ลานนวดข้าว พ่อของข้ามีเื่จะอธิบาย!" พูดจบก็ลูบหัวต้าเหอ "ข้ามีธุระ ไปก่อนนะ”
"ขอรับ..." หลังจากที่ต้าเหอส่งลูกชายคนโตของผู้นำหมู่บ้านที่ประตู เขาก็ปิดประตู หันหลังเดินไปที่ห้องหนังสือ
เขาบอกทุกอย่างกับพวกหลิวจือโม่ หลิวจือโม่และหลี่ชิงหลิงฟังแล้วก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
“พวกเ้าเรียนกันไปก่อน ข้ากับเสี่ยวหลิงจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
หลิวจือโม่และหลี่ชิงหลิงเดินไปที่ลานนวดข้าวอย่างไม่รีบเร่ง ระหว่างทางพบคนในหมู่บ้าน ทุกคนก็ถามพวกเขาว่าไม่ได้หนีแล้วอยู่ในหมู่บ้านหรือ?
"เปล่า เราหนีไปูเาซง ถ้าเราอยู่ในหมู่บ้าน เราคงถูกฆ่าตายไปนานแล้ว" หลี่ชิงหลิงที่เป็โฆษกของครอบครัวตอบคำถามของชาวบ้านด้วยรอยยิ้ม
ผู้คนในหมู่บ้านมองหลิวจือโม่และหลี่ชิงหลิงขึ้นๆ ลงๆ นอกจากผอมลงกว่าเดิมเล็กน้อยแล้ว พวกเขาอยู่ในสภาพค่อนข้างดี
พวกเขารู้สึกริษยาอยู่ในใจลึกๆ และพูดด้วยความอิจฉา "รู้อย่างนี้ก็คงไม่หนี ไปซ่อนตัวในูเาซงแล้ว" พวกเขาหนีไปโดยไม่มีอาหารและเกือบกลับมาไม่ได้ "เสี่ยวหลิง เ้าไม่รู้หรอกว่าพวกเราลำบากแค่ไหน คนพวกนั้นที่ไม่มีอาหารแย่งชิงทุกอย่าง ทุบกันจนตายก็เป็เื่ธรรมดา” เมื่อนึกถึงสถานการณ์ก่อนหน้านี้ พวกเขาทั้งหมดตัวสั่นด้วยความกลัว
ทันทีที่หลี่ชิงหลิงได้ยินคำพูดเหล่านี้ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนทันที ดูเศร้าโศกขึ้นมา "อย่าอิจฉาพวกเราเลย พวกป้าๆ ไม่รู้ล่ะสิว่าเราเกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว!" พลางเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง
ชาวบ้านเห็นแล้วก็ถามด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงไม่รอด?
หลี่ชิงหลิงถอนหายใจเสียงดัง เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขาในูเาซง ถอนหายใจอีกครั้ง "เรารอดกลับมาได้ก็เพราะท่านพ่อท่านแม่คุ้มครองจริงๆ!"
"นั่นสินะ รอดกลับมาได้ไม่ง่าย" ชาวบ้านกลืนน้ำลาย "บางทีอาจเป็พ่อแม่พวกเ้าคุ้มครองจริงๆ ก็ได้”
ถ้าพวกเขาเจอศัตรูพวกนั้น พวกเขาอาจกลายเป็ผีไปแล้ว จะโชคดีหนีกลับมาได้อย่างไร?
"ถูกต้อง ทันทีที่เรากลับมาเลยวิ่งไปคำนับที่หลุมฝังศพ ขอบคุณพวกท่านที่ปกป้องเรา"
หลี่ชิงหลิงพูดราวกับเกิดขึ้นจริง หลิวจือโม่ที่ยืนอยู่ข้างๆ พยายามกลั้นหัวเราะอย่างเต็มที่ หากไม่ใช่กลั้นไว้ เขาคงะเิเสียงหัวเราะไปนานแล้ว
เขาชื่นชมฝีปากของหลี่ชิงหลิงมากยิ่งขึ้น ตายก็พูดจนเป็ได้ เก่งจริงๆ
แม้แต่เขาผู้เคยเผชิญเหตุการณ์ได้ฟังก็ยังรู้สึกร่วมไปด้วย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนอื่นเลย
ผู้คนในหมู่บ้านต่างปลอบโยนหลี่ชิงหลิง จากนั้นจึงเปลี่ยนการสนทนาไปยังประเด็นอื่น
เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่ได้รบกวนนางอีกต่อไป หลี่ชิงหลิงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แม้ว่าจะมีฝีปาก แต่นางก็ไม่มีความอดทนที่จะรับมือกับคนเหล่านี้
“หัวเราะทำไม คราวหน้าถ้าเจอแบบนี้พี่ก็มาจัดการเลย ข้าไม่ออกหน้าแล้ว” นางกัดฟันกระซิบบอกเขา
หลิวจือโม่กระแอมไอ มองนางด้วยรอยยิ้มในดวงตา "ข้าว่าเ้าจัดการดีกว่า ข้าพูดไม่เก่ง ไม่น่าตื่นเต้นเท่าที่เ้าเล่าหรอก" มันยอดเยี่ยมมากจนเขาอยากเขียนบันทึกไว้
“ไม่เก่ง?” หลี่ชิงหลิงเลิกคิ้ว เดินยิ้มไปหาเขา “ไหนดูหน่อยซิว่าไม่เก่งจริงๆ หรือ”
แค่กๆ... นี่นางกำลังแกล้งเขาหรือ?
หลิวจือโม่ถอยหลังไปสองก้าว กวาดมองรอบๆ เมื่อเห็นชาวบ้านพูดคุยกันและไม่เห็นฝั่งพวกเขาจึงโล่งใจขึ้นมา
"หลี่ชิงหลิง ระวังหน่อย" โดนเ้าแกล้งที่บ้านก็ว่าไปเพราะไม่มีใครเห็น แต่ข้างนอกต้องระวังหน่อย
หลี่ชิงหลิงเบะปาก ยืดตัวตรง และปล่อยเขาไปจริงๆ
แต่นี่เป็เพียงการปล่อยเขาไปชั่วคราว ไว้ไปจัดการกับเขาที่บ้านในภายหลัง
เมื่อเห็นว่านางจริงจังขึ้นมาแล้ว หลิวจือโม่จึงปล่อยมือที่กำแน่น
เขาประหม่าจนเหงื่อออกฝ่ามือ กลัวว่านางจะทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง
หลี่ชิงหลิงชำเลืองมองเขาด้วยรอยยิ้มจางๆ ทำให้เขาขนลุก กลัวว่านางจะทำให้เขาใอีกครั้ง
“คนโง่” เด็กสาวด่าด้วยรอยยิ้ม แล้วเบือนหน้าหนี
หลิวจือโม่บีบปลายนิ้วและยิ้ม
ได้เป็คนโง่ของนาง เขาก็มีความสุขมาก
เมื่อทั้งสองเดินไปถึงลานนวดข้าวก็มีคนจำนวนมากอยู่ตรงนั้นแล้ว แต่หลี่ชิงหลิงพบว่าคนชราหลายคนในหมู่บ้านหายไป อาจเป็เพราะไม่รอดจากการลี้ภัยนี้
เมื่อนึกถึงตรงนี้นางก็รู้สึกเศร้าเล็กน้อย ไม่รู้ว่าปู่ย่าแสนประหลาดคู่นั้นกลับมาหรือยัง
นางไม่ได้ออกนอกบ้านจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
หลี่ชิงหลิงกวาดตามองฝูงชนรอบๆ ตัว แต่นางไม่เห็นเงาร่างของพวกเขา นางต้องเดินไปดูว่าพวกเขาอยู่อีกฟากหนึ่งหรือไม่
แต่ก่อนที่นางจะทันได้ขยับตัว ผู้นำหมู่บ้านก็เดินขึ้นไปยืนอยู่บนที่สูงแล้วยกมือขึ้น
ลานนวดข้าวที่ก่อนหน้านี้จอแจก็เงียบลงทันที
ผู้นำหมู่บ้านซึ่งดูเ้าเล่ห์กว่าเดิมพูดด้วยเสียงแหบพร่า "ภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากในหมู่บ้านของเราไม่สามารถกลับมาได้ ข้ารู้สึกเศร้าใจกับเื่นี้มาก" อนาคตเขามีคนให้คุยด้วยไม่มากแล้ว "แต่ไม่ว่ายังไง พวกเราที่รอดชีวิตก็ต้องมองไปข้างหน้า"
หลังจากพูดจบ เขาก็โบกมือให้ลูกชายอีกครั้ง ลูกชายก็ยกกระสอบสองใบขึ้นมา
ผู้นำหมู่บ้านชี้ไปที่กระสอบทั้งสอง ในที่สุดก็ใบหน้าเศร้าก็มีรอยยิ้มเล็กน้อยบน "ฮ่องเต้ทรงห่วงใยประชาชนอย่างเรามาก" จากนั้นเขาก็คำนับทิศตะวันตก กล่าวทรงพระเจริญ ยืดตัวขึ้นและพูดต่อ "นี่คือเมล็ดธัญพืชที่ราชสำนักแจกจ่ายให้ ทุกครัวเรือนจะได้เมล็ดธัญพืชสามถัง หลังได้รับแล้วให้เก็บไว้ก่อน รอให้ฮ่องเต้อธิษฐานขอฝนก่อนปลูก"
ทันทีที่ผู้นำหมู่บ้านพูดจบก็มีพูดอย่างเศร้าใจ "มันเลยเวลาเพาะปลูกไปแล้ว จะปลูกได้หรือ"
"ในเมื่อราชสำนักแจกจ่ายก็แปลว่าปลูกได้” ผู้นำหมู่บ้านมั่นใจ "ผู้ที่ได้รับเมล็ดจะต้องปลูก ถ้าข้าเห็นว่าไม่ปลูกจะเก็บคืนทันที เข้าใจไหม?” เขากลัวมีคนไม่เชื่อฟังและเอาไปกินแทน
