ถึงแม้เมื่อครู่นี้นางจะตั้งใจทำโจ๊กให้อันเกอเอ๋อร์กินโดยเฉพาะ แต่ก็เหมือนกับโหยวฉา [2] ในยุคหลังที่ไม่ว่าจะเป็เด็กหรือผู้ใหญ่ก็กินได้ ในเมื่อท่านผู้าุโชอบขนาดนี้ มิสู้ครั้งหน้านางบดข้าวสารเพิ่มสักหน่อย และทำให้เยอะขึ้นทุกคนจะได้ลองชิมกัน
ยามเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ในที่สุดกงจื้อิก็หาเวลาปลีกตัวกลับมาที่จวนได้ ในขณะที่เขากำลังก้าวเข้ามาในจวนก็ได้กลิ่นหอมฉุยลอยมาตามลมจากทางในเรือน
อากาศในเดือนเก้าเริ่มเย็นลงเล็กน้อย ต้นพลับในลานก็มีลูกพลับสีแดงผลใหญ่แขวนอยู่ราวกับโคมแดง ใบไม้ก็เปลี่ยนสีจากเขียวเข้มเป็เขียวอ่อน แสงแดดร้อนแรงไม่น้อย หากว่ายืนอยู่ในลานเล็กๆ และเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า จะรู้สึกได้ถึงอากาศปลอดโปร่งแสนสบาย
อันเกอเอ๋อร์เป็เด็กซุกซน ถึงแม้เขาจะยังเดินเซไปเซมา หากไม่มีคนคอยช่วยประคองก็จะล้มลง แต่เขาก็ยังชอบเดินด้วยตนเองมากกว่า ก็เลยไม่มีใครสามารถทำอะไรเขาได้ ลุงอวิ๋นที่คอยประคบประหงมคุณชายน้อยมาโดยตลอดก็อดไม่ได้ที่จะทำตามใจเขาอย่างไม่มีข้อแม้ เมื่อเห็นแบบนี้เขาก็สั่งทุกคนว่า หากว่าใครว่างจากการทำงานแล้วก็ให้มายืนอยู่รอบๆ จะได้ยื่นมือไปประคองคุณชายน้อยได้ตลอดเวลา คุณชายน้อยจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวขึ้นมาจริงๆ
ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กลอยออกมาจากในลาน กงจื้อิก็เดาว่าบุตรชายของเขากำลังวิ่งเล่นไปรอบๆ อีกแล้ว เขาเร่งฝีเท้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว และสีหน้าที่แสนอ่อนโยนของเขาก็เก็บไว้ไม่มิดอีกต่อไป ราวกับว่าท่านแม่ทัพที่แสนจะเ็าและเด็ดขาดข้างนอกคนนั้นถูกโยนออกไปจากลานทันที
แต่น่าเสียดายที่เขากลับเดาผิด อันเกอเอ๋อร์กำลังนั่งอยู่บนเสื่อผืนเล็กๆ ในมือของเขามีม้าไม้ตัวเล็ก และก็กำลังกินโจ๊กที่แม่ป้อนให้อย่างเรียบร้อย ปากน้อยๆ ของเ้าเด็กอ้วนเคี้ยวขมุบขมิบ กินอย่างน่าเอร็ดอร่อย
กงจื้อิรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ในขณะที่เขากำลังจะพูดเ้าเด็กตัวน้อยก็หันมาเห็นเขา ปากเล็กๆ ก็อ้าออกและหลุดคำว่า “เตี่ย” ออกมาด้วย เ้าเด็กตัวน้อยใช้มือเล็กเพื่อดันตัวลุกขึ้นยืนบนเสื่ออย่างสุดแรง เขาค่อยๆ ปัดช้อนเล็กๆ ที่มารดากำลังป้อนอยู่ออกไป เขากอดม้าไม้และยิ้มออกมา จากนั้นก็เดินไปทางกงจื้อิอย่างมั่นคง
ไม่ง่ายเลยที่เด็กคนนี้จะเคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้ แม้แต่ติงเหว่ยและเฉิงเหนียงจื่อที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่ทันตอบสนอง ดวงตาของพวกนางเบิกกว้างและเฝ้ามองเขาวิ่งออกไปไกลถึงสี่ห้าก้าว
กงจื้อิเองก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหัวใจของเขาก็อ่อนยวบลงราวกับกลายเป็น้ำผึ้งในไห ไม่เจอกันแค่สองวันบุตรชายของเขาก็เติบโตมากขนาดนี้แล้ว ไม่เพียงแต่พูดออกมาได้อย่างชัดเจน และดูเหมือนว่าร่างกายของเขาก็แข็งแรงมากขึ้นด้วย
น่าเสียดายที่เด็กน้อย่นี้ยังไม่สามารถเอ่ยชมได้ เขายังไม่ทันที่จะอ้าปากพูด เ้าเด็กอ้วนก็สะดุดและภาพที่เห็นก็คือเด็กน้อยกำลังจะััอย่างแนบชิดกับพื้นดิน
ติงเหว่ยร้องอุทานออกมาด้วยความใ นางรีบพุ่งเข้ามาโดยไม่ทันสนใจว่าตนเองยังถือชามอยู่ในมือเลยด้วยซ้ำ ทว่ากงจื้อิกลับมีปฏิกิริยาเร็วกว่านาง มือใหญ่ของเขาคว้าอันเกอเอ๋อร์ไว้และอุ้มขึ้นมา และเขาก็ยังไม่ลืมที่จะประคองติงเหว่ยเอาไว้ด้วย สามคนพ่อแม่ลูกกอดกันอย่างแแ่
อันเกอเอ๋อร์ไม่เพียงแต่ไม่กลัวเท่านั้น เขายังคิดว่ากำลังเล่นเกมที่สนุกสนานอยู่ก็เลยหัวเราะคิกคักออกมา เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของเด็กน้อยก็ดังออกมาจากเรือนในและลอยออกไปไกล
ติงเหว่ยใเล็กน้อย และไม่สนใจว่าตัวนางจะเปื้อนโจ๊กสักแค่ไหน นางโมโหจนยกมือขึ้นไปตีลูกชายหนึ่งทีแล้วตำหนิว่า “เ้าเด็กดื้อทำให้คนอื่นใไปหมด!”
หลังจากพูดจบ นางก็หันไปทางกงจื้อิ “ท่านบอกว่าสองสามวันนี้งานยุ่งไม่ใช่หรือ ทำไมถึงได้กลับมาเวลานี้ล่ะ?”
กงจื้อิยิ้มและพยักหน้า “วันนี้ข้าไม่ยุ่งก็เลยกลับมาดูสักหน่อย!” ส่วนที่ว่ากลับมาดูผู้ใดคำตอบก็ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วโดยไม่ต้องถาม
แววตาของเขาอ่อนโยนราวกับสายลมโชยอ่อนในฤดูร้อนที่น่าหลงใหล เขาจ้องไปที่ติงเหว่ยนิ่งๆ เป็เวลานานทำให้ติงเหว่ยเขินจนหน้าแดง นางก้มหน้าลงอย่างทำอะไรไม่ถูก และแอบเหลือบมองไปทางซ้ายและทางขวา จากนั้นก็ตำหนิออกมาด้วยเสียงแ่เบาว่า “ยังมีคนอื่นอยู่อีกนะ!”
กงจื้อิเงยหน้ากวาดตามองทุกคนที่อยู่ในลาน เขาอยู่ในสถานะที่สูงส่งเป็เวลานาน แค่เขามองอย่างเ็าก็ทำให้เฉิงเหนียงจื่อและเสี่ยวชิงใจนอกสั่นขวัญแขวน พวกนางรีบคำนับและขอตัวออกไปในทันที และที่ลานแห่งนี้ก็เหลือเพียงสามคนพ่อแม่ลูก
เมื่อติงเหว่ยไม่เห็นคนอื่นแล้ว นางก็รู้สึกเป็ตัวเองขึ้นมาบ้าง นางเอื้อมมือออกไปรับอันเกอเอ๋อร์ออกจากอ้อมแขนของเขา “ส่งมาให้ข้าอุ้มเถอะ ท่านเพิ่งกลับมา น่าจะเหนื่อยไม่น้อย”
กงจื้อิกลับลุกขึ้นยืน แต่ก็ไม่ได้ส่งอันเกอเอ๋อร์ให้นางไป เขาแค่กะน้ำหนักในมือแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เจอกันไม่กี่วันน้ำหนักก็เพิ่มขึ้นนิดหน่อย! เ้าเด็กอ้วน!” หลังจากพูดจบแววตาของเขาก็มีความเอ็นดูเพิ่มขึ้นอีกสามส่วน “อันเกอเอ๋อร์หนักขนาดนี้ เ้าจะอุ้มไหวได้ยังไง ให้ข้าอุ้มไว้สักพักก็แล้วกัน!”
ในใจของติงเหว่ยรู้สึกหวานชื่น ทว่าปากของนางกลับไม่ยอมปล่อยไป “ท่านจะกลับมาที่จวนได้สักกี่วัน เดี๋ยวพอท่านออกไปทำงาน ข้าก็ยังต้องเป็คนอุ้มอยู่ดี!”
กงจื้อิอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เมื่อนึกถึง่นี้ที่ได้เจอกันน้อยและแยกทางกันนาน เขาก็พูดอย่างรู้สึกผิดว่า “ข้าเองก็อยากกลับมาอยู่กับเ้าและอันเกอเอ๋อร์ทุกวัน แต่ตอนนี้ข้ามีเื่ต้องทำจริงๆ!”
หลังจากที่ติงเหว่ยพูดจบนางก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย ราวกับว่ามีเมฆสีแดงๆ สองก้อนปรากฏขึ้นบนแก้มของนาง ขนตาตรงและยาวที่กะพริบไปมา ทำให้หัวใจของคนที่เห็นอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสั่นไหว
กงจื้อิอดไม่ได้ที่จะมองอย่างเคลิบเคลิ้ม และอดไม่ได้ที่จะจูบลงไปสักครั้ง
อันเกอเอ๋อร์เองก็ไม่ใช่เด็กเรียบร้อย เมื่อเขาเห็นว่าพ่อแม่ของเขาต่างก็อยู่ข้างๆ แต่ไม่มีใครสนใจเขาเลย เขาเบิกตากลมโต จากนั้นก็ใช้มืออ้วนน้อยๆ ของเขาดึงที่ผมของกงจื้อิอย่างไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังส่งเสียงออกมาอย่างน่ารักว่า “เตี่ย เตี่ย…”
อันเกอเอ๋อร์เป็เด็กที่เรียนรู้เร็วไปสักหน่อย ยังไม่ทันครบหนึ่งขวบดีเขาก็เริ่มส่งเสียงออกมา ทุกวันนี้ถึงจะพูดออกมาได้ทีละคำ แต่ก็ออกเสียงได้ชัดเจนมากแล้ว
แต่ว่าเสียง “เหยี่ย” มักจะออกได้ไม่ค่อยดีนัก เขามักจะออกเสียงเป็ “หยา” แทน แต่ถึงกระนั้นก็ทำให้ลุงอวิ๋นกับผู้าุโเหว่ยมีความสุขอยู่นานสองนาน พวกเขาต่างก็บอกว่าอันเกอเอ๋อร์กำลังเรียกตนเองอยู่ และเคยทะเลาะกันด้วยเหตุนี้สองรอบ
ติงเหว่ยปวดหัวที่เด็กคนนี้มักถือว่ากงจื้อิเป็พ่อของเขา ถึงแม้พวกเขาทั้งสองคนจะเข้ากันได้เป็อย่างดี แต่ในอนาคตก็ไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างแน่นอน เด็กน้อยพูดออกมาเช่นนี้หากคนอื่นได้ยินเข้าคงคิดว่านางตั้งใจสอนให้เรียกเป็แน่ แต่ไม่ว่านางจะบังคับหรือเกลี้ยกล่อมเป็การส่วนตัวอย่างไร อันเกอเอ๋อร์ก็ไม่ยอมเปลี่ยนคำเรียก เมื่อเวลานานเข้านางก็เลยยอมแพ้ไปด้วย
อันที่จริงแล้วนางไม่รู้เลยว่า คนในสกุลอวิ๋นที่รู้เื่ราวภายในทั้งหมด เมื่อใดก็ตามที่เขาได้ยินอันเกอเอ๋อร์เรียกเตี่ยเตีย ทุกคนต่างก็หน้าบานด้วยความปีติยินดี เมื่อเขาเรียกออกมาครั้งหนึ่งก็ให้ของเล่นชิ้นหนึ่ง อันเกอเอ๋อร์จะยอมเปลี่ยนคำเรียกได้อย่างไรกัน?
กงจื้อิที่จู่ๆ ก็ถูกลูกชายดึงผม มือน้อยๆ อ้วนๆ ของเขาพลังเยอะไม่เบา การดึงตอนนี้จึงทำให้รู้สึกเจ็บจริงๆ ขึ้นมา กงจื้อิอยากจะแกะมือน้อยๆ จอมซุกซนของเขาออกไป แต่ก็เกรงว่าจะทำให้ลูกชายาเ็เอาได้ เขาจึงทำได้เพียงเอียงหัวไปเล็กน้อยแล้วพูดเกลี้ยกล่อมว่า “อันเกอเอ๋อร์ปล่อยมือเถอะนะ!”
อันเกอเอ๋อร์ทำเหมือนไม่ได้ยิน และกลับรู้สึกสนุกขึ้นไปอีก มือของเขาออกแรงดึงเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
ติงเหว่ยมองเื่สนุกอยู่ครู่หนึ่ง นางเกรงว่าลูกชายของนางจะดึงผมของกงจื้อิออกมาจริงๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ ก็เลยรีบก้าวไปข้างหน้าทั้งตำหนิและเกลี้ยกล่อม แต่อันเกอเอ๋อร์ก็หัวเราะคิกคักไม่หยุด ราวกับว่าเขากำลังเฉลิมฉลองให้ตนเองที่หาเื่สนุกๆ เจอ
ติงเหว่ยไม่มีทางเลือก นอกจากยื่นมือออกไปจั๊กจี้ที่ไหล่ของอันเกอเอ๋อร์ เ้าเด็กอ้วนทนไม่ไหวอีกต่อไปและยอมปล่อยมือออก เขาหันกลับไปโอบคอของกงจื้อิเอาไว้และหลบไปหลบมา ตัวน้อยๆ ของเขาทั้งนุ่มนิ่มและอบอุ่น ทำให้ในใจของกงจื้อิรู้สึกอบอุ่นมากขึ้นไปอีก กงจื้อิอุ้มเขาเอาไว้และพาเดินวนไปมาในลานหลายรอบ
เป็อย่างที่คาดไว้อันเกอเอ๋อร์ผู้กล้าหาญก็หัวเราะออกมาอย่างร่าเริงยิ่งกว่าเดิม
ติงเหว่ยมองไปที่หนึ่งคนตัวโตและหนึ่งคนตัวเล็กที่กำลังเล่นกันอย่างบ้าคลั่ง นางกุมหน้าผากอย่างไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
ความสงสัยที่เกิดขึ้นมาในจิตใจนับครั้งไม่ถ้วนก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง หรือว่าจะเป็อย่างที่คนเฒ่าคนแก่ว่าเอาไว้ เด็กๆ สนิทสนมกับใครหน้าตาก็จะค่อยๆ เหมือนคนคนนั้นไปด้วย?
หนึ่งคนตัวโตกับหนึ่งคนตัวเล็กเหตุใดถึงได้มีความคล้ายคลึงกันถึงห้าส่วน โดยเฉพาะคิ้วที่เหมือนกันถึงห้าส่วน หากจะบอกว่าไม่มีสายเืเดียวกันเกรงว่าคงจะไม่มีใครเชื่อ
แต่เมื่อนึกถึงค่ำคืนที่เลือนรางและคลุมเครือในวันนั้น นางก็ส่ายศีรษะไปมา ต้องเป็เพราะนางคิดมากไปเองแน่ๆ
……
ในขณะที่กำลังคิดอยู่นางก็กลับเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่แขนและปกเสื้อเลอะไปด้วยโจ๊กออก
หลังจากกลับเข้ามาในลานกลับไม่ได้ยินเสียงหัวเราะของอันเกอเอ๋อร์ นางออกไปหารอบๆ ก็เห็นว่ากงจื้อิกำลังนั่งอยู่ในห้องครัวและอุ้มอันเกอเอ๋อร์เพื่อป้อนโจ๊กไปด้วย
อันเกอเอ๋อร์เมื่อครู่เพิ่งกินอิ่มไปครึ่งเดียว ตอนนี้มือทั้งสองของเขาก็คว้าแขนเสื้อของกงจื้อิเอาไว้ เท้าน้อยๆ อ้วนๆ ของเขาก็เตะจี้หยกที่ห้อยอยู่บนเอวของกงจื้อิไม่หยุด เขากินอย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุข
ส่วนใบหน้าของกงจื้อิก็เต็มไปด้วยความรักและความเอ็นดู ราวกับบิดาที่แท้จริงไม่มีผิด มือใหญ่ของเขาถือช้อนเอาไว้ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ราวกับว่าสิ่งที่นั่งอยู่บนตักของเขาไม่ใช่เด็กน้อยแต่เป็โลกทั้งใบ
ติงเหว่ยยืนมองจากที่ประตูอย่างเหม่อลอย ในใจของนางเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ ผู้ชายคนนี้ปฏิบัติต่ออันเกอเอ๋อร์ราวกับว่าเป็ลูกของเขาจริงๆ
์ไฉนถึงได้เมตตาต่อนางมากขนาดนี้ ผู้ชายที่นางรักก็รักนาง และยังรักสายเืของนางอีกด้วย!
บางทีกงจื้อิอาจรู้สึกได้ถึงลมหายใจของนาง เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาและกวาดตามองไปที่คิ้วและเสื้อผ้าของนาง รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นที่หางตาและคิ้วของเขา
สตรีตั้งใจแต่งหน้าเพื่อคนที่รัก เมื่อครู่ติงเหว่ยกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและยังตั้งใจแต่งตัวเป็พิเศษ นางหวีผมใหม่ เขียนคิ้ว ทาริมฝีปาก เปลี่ยนชุดเป็เสื้อสีอ่อนคู่กับกระโปรงที่ปักเป็ลายดอกไม้สีขาวและใบไม้สีเขียว เผยให้เอวที่คอดบางราวกับต้นหลิวของนาง ผิวก็ขาวราวกับหยก
กงจื้อิเอ่ยปากชื่นชมอย่างไม่ลังเล “ช่างงดงามมากจริงๆ!”
แก้มของติงเหว่ยแดงเล็กน้อย นางเหลือบมองเขาแล้วเดินเข้าไปข้างหน้า นางตั้งใจจะรับชามโจ๊กและลูกชายมา
นึกไม่ถึงว่าอันเกอเอ๋อร์จะปฏิเสธ เขาคว้าแขนเสื้อของพ่อเอาไว้แน่นโดยไม่ยอมปล่อยมือ จนเกือบจะทำโจ๊กหกหมด
ติงเหว่ยเอื้อมมือไปแย่งชามโจ๊กมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็คว้าคอเสื้อของลูกชายนางและจับเขามาไว้บนหน้าตักของตนเอง แล้วก็พูดตำหนิออกมาว่า “ส่งมาให้ข้าเถอะ ผู้ชายตัวโตอย่างพวกท่านดูแลเด็กไม่เป็หรอก อีกอย่างเ้าเด็กคนนี้ก็ดื้อจะตายไป!”
หลังจากพูดเสร็จ นางก็ชี้ไปที่หม้อที่วางอยู่บนเขียงแล้วพูดว่า “ท่านเองก็หิวแล้วใช่ไหม ข้าทำข้าวธัญพืชบดไว้เป็จำนวนมากพอดี ท่านกินรองท้องไปก่อน แล้วเดี๋ยวตอนเที่ยงข้าจะทำกับข้าวเพิ่มให้สักสองสามอย่างเพื่อบำรุงร่างกายเสียหน่อย”
กงจื้อิเองก็ไม่ปฏิเสธ เขาไปตักข้าวมาหนึ่งชามอย่างที่คาดไว้จริงๆ ในห้องครัวที่จุดเตาไฟอยู่อากาศร้อนอบอ้าวเป็อย่างมาก ทำให้สองผู้ใหญ่และหนึ่งเด็กย้ายไปนั่งอยู่ใต้ต้นพลับ ลมของฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านเย็นสบาย และนั่งชมท้องฟ้าสดใสที่ไร้เมฆปกคลุม…
ลุงอวิ๋นแอบอยู่ที่ประตูเรือนและมองเข้าไปด้านใน ในสมองของเขาจินตนาการไปแล้วว่าติงเหว่ยให้กำเนิดอันเกอเอ๋อร์คนที่สอง และอันเกอเอ๋อร์คนที่สาม เขาจะถูกรายล้อมไปด้วยเด็กตัวขาวๆ อ้วนๆ พร้ะโกนออกมาว่าเหยี่ยเหยี่ย ช่างเป็เื่ที่มีความสุขจริงๆ!
หากวันหน้าที่เขาไปถึงหวงเชวี่ยน [3] และได้พบกับเหล่าบรรพบุรุษสกุลกงจื้อ เขาก็สามารถยืดอกและพูดออกมาได้ว่าเขาได้ทำตามที่เหล่าอู่โฮ่วได้ฝากฝังเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
หลังจากที่ติงเหว่ยป้อนอาหารเขาจนอิ่มแล้วก็กล่อมให้เขานอนหลับ จากนั้นนางก็ไม่สนใจที่จะพักผ่อนและเริ่มเข้าห้องครัวไปทำอาหารทันที
่นี้กงจื้อิยุ่งมาก ถึงแม้เื่อาหารการกินและเสื้อผ้าของเขาจะมีเฟิงจิ่วคอยดูแล ก็ไม่ถือว่าลำบากอะไร แต่อย่างไรก็ไม่ดีเท่ากับที่ในจวน ไม่ง่ายเลยที่เขาจะได้กินอาหารดีๆ เช่นนี้ ทำให้เขาอยากอาหารเป็อย่างมาก เขากินข้าวอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ถึงกับกินอย่างตะกละมูมมาม ยังคงมีท่าทีที่นิ่งสงบและสง่างาม
ติงเหว่ยเห็นแล้วก็ปวดใจเล็กน้อย นางลุกขึ้นเพื่อรินน้ำอุ่นที่ผสมกับชิวหลีเกา [4] ให้เขาแก้วหนึ่ง “ดื่มเพื่อดับกระหายสักหน่อย”
ติงเหว่ยเพิ่งทำชิวหลีเกาไว้ไม่นานมานี้ เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงอากาศจะแห้งมากทำให้อันเกอเอ๋อร์ ต้าหวาและเอ้อร์หวาต่างก็เป็ร้อนในกันนิดหน่อย เด็กๆ ไม่ควรกินยามากเกินไป นางจึงทำชิวหลีเกาขึ้นมาซึ่งมีรสชาติหวานทำให้อันเกอเอ๋อร์และเด็กๆ ต่างก็ชอบดื่ม
-------------------—-------------------—-------------------
[1] ไม่ใช่พ่อลูกกันแต่ดีกว่าพ่อแท้ๆ 不是父子胜似父子 หมายถึง ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่ไม่เกี่ยวกับสายเืของความรักในครอบครัว แม้ว่าคนทั้งสองจะไม่ได้มีความสัมพันธ์กันทางสายเื แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ใกล้ชิดกันมากกว่าและลึกซึ้งกว่าพ่อและลูกที่แท้จริง
[2] โหยวฉา 油茶 หมายถึง อาหารเช้าประเภทหนึ่ง ทำจากผงแป้ง ดอกกุ้ยฮวา และน้ำมันไขกระดูกวัว เอาไปเคี่ยวจนเป็เนื้อเดียวกัน มีลักษณะคล้ายกับโจ๊ก
[3] หวงเชวี่ยน 黄泉 หมายถึง ในวัฒนธรรมจีนหมายถึงสถานที่ที่ผู้คนไปหลังจากความตาย นั่นคือ ยมโลก นอกจากนี้หวงเชวี่ยนยังเป็หนึ่งในน้ำพุนรกทั้งเก้า
[4] ชิวหลีเกา 秋梨膏 หมายถึง ยาสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีส่วนประกอบหลักเป็ลูกแพร์ หรือ สาลี่หิมะ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยในการดับร้อน ต้านอาการไอและช่วยขับเสมหะ
