หลังจากผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ไม่เพียงแต่คนด้านนอกเท่านั้น แม้แต่คนในห้องนอนเองก็เริ่มร้อนรนขึ้นมาบ้างแล้ว พวกเขาเริ่มที่จะตั้งคำถามกับหลี่ชิงชิง
“ไม่เห็นหรือว่าข้ากำลังพยายามอยู่” หลี่ชิงชิงเหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะเอ่ยคำใดเพิ่มเติม นางเอ่ยโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาเลยสักนิด “พวกท่านอย่าเพิ่งคุยกับข้า”
ร่างกายที่เ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ให้นางนี้อ่อนแอเกินไป ไร้ทั้งพละกำลัง อีกทั้งยังเหงื่อออกง่ายด้วย
หลี่ชิงชิงตัดสินใจในใจอีกครั้งว่า นางจะตั้งใจออกกำลังกายเพื่อปรับปรุงสมรรถภาพทางกายของตน
เป็ยามนั้นเองหวังเยวี่ยที่กำลังสนทนากับคนในตระกูลหวัง และเพิ่งจะทราบข่าวก็ผลักประตูเปิดเข้ามา ใบหน้าของหญิงสาวอาบย้อมไปด้วยความร้อนรนและเป็กังวล ด้านหลังของนางคือเด็กหญิงตัวน้อยร่างกายผอมบางผิวเหลืองที่มีอายุเพียงเจ็ดถึงแปดปี
เด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้คือหวังต้าซิ่ว นางคือบุตรสาวคนโตของหวังเหอกับหมี่ซื่อ และเป็หลานสาวคนโตของหวังชีเช่นกัน ปีนี้นางอายุครบสิบขวบ ทว่าเนื่องจากอาหารการกินที่ไม่ค่อยดี ร่างกายจึงมิได้แข็งแรงเท่าที่ควร ทำให้มองภายนอกดูเด็กกว่าอายุจริง
สีหน้าของหวังต้าซิ่วเต็มไปด้วยความหวาดผวา นางเดินมือเบาเท้าเบาเข้ามาที่ข้างกายหมี่ซื่อ ก่อนเอ่ยถามเสียงเบาว่า “ท่านปู่ ท่านพ่อให้ข้าเข้ามาดูท่านอาสะใภ้สามเ้าค่ะ”
หวังเยวี่ยเอ่ยถาม “ชิงชิง เ้า้าให้ข้าช่วยหรือไม่?”
หลี่ชิงชิงเงยหน้ามองหวังเยวี่ย นางเอ่ยด้วยท่าทีมีใจทว่าไร้ซึ่งกำลังแรงว่า “พี่รอง ท่านมาตรงนี้ที ทำเช่นเดียวกับข้า ถ่ายเทอากาศให้นาง มา ข้าจะสอนท่านเองเ้าค่ะ”
หวังเยวี่ยเองก็ถือเป็ลูกพี่ลูกน้องของสามีจ้าวซื่อ นางจึงไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อยที่จะพุ่งเข้าไปทำตามคำขอของหลี่ชิงชิงในการผายปอดให้จ้าวซื่อ
ในปากของจ้าวซื่อโชยกลิ่นคล้ายหัวหอม อีกทั้งยังมีกลิ่นเปรี้ยวแปลกๆ ที่พาให้คนอยู่ใกล้รู้สึกคลื่นไส้อยากจะอาเจียน
เมื่อสักครู่นี้หลี่ชิงชิงทำการถ่ายเทลมหายใจให้จ้าวซื่ออยู่นานสองนาน แม้แต่คำว่ารังเกียจสักคำ นางก็หาได้เอ่ยออกมา
หวังเยวี่ยเองก็ไม่เอ่ยคัดค้านสักเสียงเช่นกัน หญิงสาวทำเพียงระงับอาการคลื่นเหียนในใจ ก่อนจะตรงเข้าไปช่วยผายปอดให้จ้าวซื่อ
หลิวซื่อหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก เอ่ยว่า “พวกเรานี่โง่เง่าจริงๆ ไม่มีใครสักคนที่เอ่ยถามชิงชิงเลยว่า้าความช่วยเหลือหรือไม่”
วินาทีนั้นเองเหล่าฝูงชนถึงได้มีปฏิกิริยาตอบรับ พวกเขาล้วนพุ่งเข้าไปอาสาจะทำแทนหวังเยวี่ย
“ไม่ต้อง ข้าเองคนเดียวก็พอ” หวังเยวี่ยโบกมือ นางไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรนัก พวกเราทุกคนล้วนเป็ญาติสนิทสายเืเดียวกัน ดังนั้นย่อมเป็หน้าที่ในการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเื่การช่วยชีวิตอยู่แล้ว
หลังจากผ่านไปอีกชั่วครู่หนึ่ง ยามที่หลี่ชิงชิงเหนื่อยจนร่างทั้งร่างอาบย้อมไปด้วยเหงื่อ ในที่สุดจ้าวซื่อก็ส่งเสียงกระอักไอออกมาหนึ่งเสียง หลี่ชิงชิงรีบสั่งให้หวังเยวี่ยหยุดผายปอด หลังจากนั้นก็รีบตรวจจ้าวซื่อทันที
เหล่าสตรีที่อยู่ตรงนั้นล้วนได้ยินเสียงจ้าวซื่อไอออกมาทั้งสิ้น พวกนางรีบร้อนแย่งกันถามว่า “จ้าวซื่อรอดแล้วใช่หรือไม่?”
“เมื่อครู่เหมือนข้าจะได้ยินการเคลื่อนไหวของจ้าวซื่อ”
“ขอให้์คุ้มครอง อย่าให้จ้าวซื่อเป็อะไรไปเช่นนี้เลย”
“ลมหายใจของนางกลับมาแล้ว ชีพจรเองก็กลับเต้นแล้วเช่นกัน เพียงแต่ยังอ่อนแรงเล็กน้อยเท่านั้น” หลี่ชิงชิงเห็นว่าชีวิตน้อยๆ ของจ้าวซื่อหวนคืนกลับมาแล้ว ในใจก็ลอบเอ่ยว่าจ้าวซื่อช่างดวงแข็งนัก
หวังซื่อจู่ร่ำไห้พลางเอ่ยถามว่า “ท่านแม่รอดแล้วใช่หรือไม่ขอรับ?”
“รอดแล้ว เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าสมองจะได้รับความเสียหายหรือไม่?” หลี่ชิงชิงกังวลว่าสมองของจ้าวซื่อจะขาดอากาศนานเกินไป และส่งผลให้สมองได้รับความเสียหายจนจ้าวซื่ออาจจะกลายเป็คนสมองพิการ หรืออาจกลายเป็เ้าหญิงนิทรา จนต้องนอนเป็ผักอันใดประมาณนั้น
“ท่านแม่รอดแล้ว!” หวังซื่อจู่กรีดร้องเสียงดังอย่างมีความสุข “ท่านแม่!”
หวังลิ่วจินและหวังปาเที่ยเองก็ะโตามเช่นกัน “ท่านแม่!” “ท่านแม่ อุ้มข้าที”
หลี่ชิงชิงเงยหน้ามองสตรีที่อยู่รอบด้าน รวมถึงเด็กๆ ทั้งสาม ก่อนเอ่ยว่า “พวกท่านรีบออกไปก่อนเถิด ในห้องมีคนอยู่เยอะเช่นนี้ อากาศย่อมมิอาจถ่ายเทได้ดี เหลือไว้เพียงสามคนก็พอแล้ว เด็กๆ เองก็เจี๊ยวจ๊าวเกินไป พาออกไปพร้อมกันเถิด”
เป็เวลานั้นเองที่นางได้มีเวลามองหน้าทุกคนให้ชัดๆ ทว่ากลับไม่เห็นหวังเหนียนสามีของจ้าวซื่อ
จ้าวซื่อแขวนคอตายจนเกือบสิ้นลมไปแล้ว ทว่าหวังเหนียนกลับไม่อยู่ที่นี่ หรือว่าหวังเหนียนจะออกจากบ้าน ไม่อยู่บ้านหรือ?
หวังเยวี่ยเอ่ยว่า “ท่านแม่ ท่านออกไปรอข้างนอกก่อนเถิด ข้าจะอยู่เป็เพื่อนชิงชิงเอง”
หลิวซื่อจึงได้เดินตามสตรีไม่กี่คนนั้นออกไป ก่อนออกไป นางยังพาหวังต้าซิ่ว และสามพี่น้องหวังซื่อจู่ออกไปพร้อมกันด้วย
เหล่าผู้คนที่อยู่ด้านนอกได้ทราบข่าวว่าจ้าวซื่อรอดแล้ว เพียงแต่สมองอาจได้รับความเสียหายจนอาจกลายเป็คนสมองพิการหรืออัมพาต ก็ได้แต่ถอนหายใจเสียงยาว
“ตราบใดที่มีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว แค่ซื่อจู่กับพี่น้องยังมีแม่อยู่ก็เพียงพอแล้ว!”
“โชคดีที่ภรรยาของหวังเฮ่ามีวิชาแพทย์ มิเช่นนั้นจ้าวซื่อก็คงจะเหลือเพียงนามแล้ว”
“หวังเหนียนยังไม่กลับมาอีกหรือ?”
“หวังเหนียนทำร้ายร่างกายจ้าวซื่อ จ้าวซื่อโมโหจนแขวนคอตาย หวังเหนียนยังวิ่งโร่ไปที่ใดอีก?”
คนในตระกูลล้วนเอ่ยทุกสิ่งอย่าง พวกเขาไม่คิดจะสนใจความรู้สึกของหวังชีเลยด้วยซ้ำ
เหล่าคนต่างสกุลที่อยู่ลานด้านนอก เมื่อได้ยินว่าหลี่ชิงชิงสามารถรักษาจนจ้าวซื่อรอดกลับมาได้ ก็พากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรส มีบางคนที่เกิดความเสียใจในภายหลังที่ตอนครอบครัวสกุลหวังสร้างบ้าน ตนไม่ได้ส่งคนไปช่วยเหลือ หากพวกเขาส่งคนไป ต่อจากนี้หากคนในบ้านมีใครไม่สบายก็สามารถขอความช่วยเหลือให้หลี่ชิงชิงช่วยตรวจดูให้ได้
พึงรู้ไว้ว่าหลี่ชิงชิงรักษาในคนในตระกูล โดยไม่รับเงินค่าตอบแทนแม้แต่แดงเดียว
“ลุงห้า ภรรยาลุงห้า พวกท่านช่างมีลูกสะใภ้ที่ดีจริงๆ!”
“เ้าหนุ่มหวังเฮ่าคนนั้นก็ช่างโชคดีเหลือเกิน ได้แต่งงานกับสตรีที่ดีเช่นนี้”
“ข้าคิดว่าวิชาแพทย์ของภรรยาหวังเฮ่านั้นยอดเยี่ยมกว่าหมอในเมืองเสียอีก!”
“ถูกต้อง หมอในเมืองยังไม่สามารถช่วยชีวิตคนที่ถูกแขวนคอได้ด้วยซ้ำ”
เหล่าคนต่างสกุลที่เฝ้ารอข่าวครึกครื้นล้วนแยกย้ายกันกลับไป ทว่าคนในครอบครัวสกุลหวังเป็ห่วงสถานการณ์ของจ้าวซื่อ จึงยังคงรั้งรออยู่ต่อไป
ราตรีอันมืดมิดมาเยี่ยมเยือนแล้ว หลังจากผ่านพ้น่เวลาแห่งการยื้อชีวิตไปหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดหลี่ชิงชิงก็ประกาศให้ทุกคนได้ทราบว่า จ้าวซื่อรอดชีวิตแล้วและสมองของนางมิได้รับความเสียหายใด หญิงสาวเพียงต้องทานยาสงบใจ พักฟื้นอีกสองสามวันถึงจะหายเป็ปกติ ไม่เป็อะไรแล้ว
จ้าวซื่อที่ฟื้นขึ้นมาได้สติอย่างสมบูรณ์แล้ว นางทอดสายตามองบุตรชายทั้งสามคน หญิงสาวทำเพียงนั่งร่ำไห้เงียบๆ ไม่เอ่ยอันใดออกมาสักคำ
เฟิ่งซื่อกลัวว่าจ้าวซื่อจะคิดไม่ตกอีก นางรีบร้อนให้คำสัญญาว่า “หากหวังเหนียนกลับมา ข้าจะตีเขาเอง ดูสิว่าเขายังจะกล้าตีเ้าอีกหรือไม่”
ทว่าจ้าวซื่อกลับไม่เหลือบมองเฟิ่งซื่อแม้แต่น้อย
หลี่ชิงชิงเหนื่อยล้าจนสองมือสั่นสะท้าน ร่างทั้งร่างไร้เรี่ยวแรง เดิมทีนางสามารถหมุนกายกลับบ้านไปเลยก็ย่อมได้ เพียงแต่เห็นท่าทีเช่นนี้ของจ้าวซื่อ นางเองก็กลัวว่าจ้าวซื่อจะคิดสั้นอีกเช่นกัน เฮ้อ คนที่เรียนจะผูกก็ย่อมต้องเรียนรู้ที่จะแก้เอง หวังเหนียนเป็คนที่เริ่มทำร้ายจ้าวซื่อก่อน ก็ต้องเป็หวังเหนียนที่ต้องรับผิดกับจ้าวซื่อ ยอมเอ่ยปลอบมิให้จ้าวซื่อคิดสั้นฆ่าตัวตาย หลี่ชิงชิงเอ่ยถามว่า “พี่หวังเหนียนเล่าเ้าคะ?”
“เขาไปส่งของที่บ้านของหวังจูน่ะ” หมี่ซื่อเอ่ยเสริมอีกประโยค “พวกเราส่งคนไปเรียกเขากลับมาแล้ว”
หวังชีและเฟิ่งซื่อมีบุตรชายและบุตรสาวรวมกันทั้งหมดเจ็ดคน แต่ที่รอดชีวิตมาจนถึงปัจจุบันมีทั้งสิ้นห้าคนด้วยกัน แบ่งเป็สามพี่น้องบุรุษหวังเหอ หวังเจิน หวังเหนียน ส่วนพี่น้องสตรีมีสองคนคือหัิและหวังจู
หวังจูคือพี่รองของหวังเหนียน และเป็บุตรสาวคนโตของสองสามีภรรยาหวังชีและเฟิ่งซื่อ ก่อนหน้านี้ยามที่หวังจูยังมิได้ออกเรือน นางได้รับความรักอย่างยิ่งในบ้าน หลังจากที่ออกเรือนไป ด้วยฝีปากที่หวานก็มักจะสร้างเื่ให้ที่บ้านเสมอ สองสามีภรรยาหวังชีกับเฟิ่งซื่อ หากมีอาหารอร่อยๆ ก็มักจะคิดถึงหวังจูและสั่งให้บุตรชายนำมันไปมอบให้นางเสมอเช่นกัน
ยามที่ครอบครัวสกุลหวังซ่อมแซมบ้าน ครอบครัวของหวังชีก็มอบกำลังเสริมส่งคนมาช่วยเหลือ เป็สามพี่น้องหวังเหอ หวังเจินและหวังเหนียน
ไม่กี่วันก่อนหลี่หลานหลานมอบซาลาเปาร้อยลูกให้หลี่ชิงชิง หลี่ชิงชิงนำกลับมาแบ่งให้คนในตระกูลหวังที่มาช่วยเหลือพวกนางซ่อมบ้านทุกคนคนละสองลูก
ซาลาเปาเป็อาหารที่หาทานได้ยาก สามพี่น้องหวังเหอไม่ได้ทาน แต่นำซาลาเปาที่ได้มาทั้งหมดกลับมาแบ่งให้คนในครอบครัวได้ทาน
สมาชิกในครอบครัวของหวังชีมีมากมายเหลือเกิน ซาลาเปาทั้งหมดหกลูก ต้องแบ่งกันทานสามคนต่อหนึ่งลูก แม้จะเป็เช่นนี้แต่ทุกคนก็รู้สึกพอใจไม่เลว
สองวันก่อนหวังจูกลับมาเยี่ยมบ้านเดิม และได้ยินสองสามีภรรยาหวังชีและเฟิ่งซื่อเอ่ยถึงเื่นี้ นางจึงอยากให้บุตรของตนเองได้ลองทานซาลาเปาดูบ้าง
หวังชีและภรรยารู้สึกเกรงใจหากต้องบากหน้าไปขอซาลาเปาจากบ้านของผู้เฒ่าหวัง ดังนั้นพวกเขาจึงเก็บเื่นี้เอาไว้ก่อน
แต่เป็เพราะว่าวันนี้มีจัดงานเลี้ยงที่บ้านของผู้เฒ่าหวัง และบ้านของหวังชีก็ได้ไปร่วมงาน และได้รับของฝากกลับมาคนละสองลูกมิใช่หรือ บ้านหวังชีส่งคนไปทั้งหมดสี่คน ได้ทั้งซาลาเปายัดไส้และซาลาเปากลับมาทั้งหมดแปดลูก สองสามีภรรยาหวังชีและเฟิ่งซื่อกลับนำซาลาเปายัดไส้สองลูกและซาลาเปาอีกสองลูกออกมา ก่อนจะสั่งให้หวังเหนียนนำไปมอบให้หวังจู
สองสามีภรรยาหวังชีและเฟิ่งซื่อมิได้มีหวังจูเป็บุตรสาวเพียงคนเดียว พวกเขายังมีบุตรสาวคนเล็กหัิอยู่ ทว่ากลับเก็บอาหารประเภทแป้งนี้ไว้เพื่อมอบให้หวังจูเพียงคนเดียว นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขารักใคร่หวังจูมากเพียงใด
หลี่ชิงชิงกำชับด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง “ก่อนที่หวังเหนียนจะกลับมา พวกท่านต้องเฝ้านางเอาไว้ให้ดีนะเ้าคะ”
