“หากเ้าคิดจะใช้ข้าเป็หินรองเท้า ก็อย่าได้โทษว่าข้าใช้เ้าเป็หินรองเท้าแทน!”
ไป๋หยุนเฟยมองไปยังเฉินหวงฮัวด้วยสายตาสาดประกายแวววับพร้อมกับแย้มยิ้ม “ตกลง! ข้าจะลองวัดฝีมือกับเ้าดู!”
“เอ่อ...” เมื่ออีกฝ่ายเปลี่ยนท่าทีอย่างกะทันหันมันจึงทำอะไรไม่ถูก แต่เฉินหวงฮัวก็เรียกสติกลับมาได้โดยเร็วพร้อมกับในใจลอบยินดี “ฮ่า ฮ่า! เช่นนี้จึงจะสมเป็ศิษย์สายตรง! เข้ามาเถอะ ศิษย์พี่โปรดสอนสั่ง!”
จากนั้นทั้งคู่แยกห่างจากกันจนได้ระยะอันเหมาะสม
เฉินหวงฮัวสะบัดมือขวาออกก็บังเกิดเสียง‘ปัง’พร้อมกับกระบี่ั์เล่มหนึ่งที่ปรากฏขึ้นในมืออย่างกะทันหัน ตัวกระบี่กว้างใหญ่ราวกับบานประตู ยามวาดลงกระทบพื้นก็ปรากฏหลุมขึ้น
“นี่เป็วัตถุิญญาเฉพาะตัวของข้า กระบี่ตัดศิลา! ศิษย์พี่ไป๋โปรดระวัง คมกระบี่ไร้ั์ตา!”
“ศิษย์พี่ไป๋ ท่านจะสู้กับเขาจริงหรือ?” ซือคงเสียนเอ่ยปากถาม มันมองดูทั้งคู่ด้วยสายตาหวาดหวั่นก่อนจะกระซิบด้วยเสียงแ่เบา “เขาเป็ภูติญญาระดับปลาย หลังการทดสอบก็ได้รับวัตถุิญญาชั้นปฐีระดับสูงมา แต่หลังจากหลอมเป็วัตถุิญญาเฉพาะตัวแล้วก็ยกระดับกลายเป็ชั้นนภาระดับต่ำ ทั้งฝีมือเขาก็เข้มแข็ง ข้าว่าท่านควรจะ...”
ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มขอบคุณ “อย่าได้กังวล ข้ามั่นใจในฝีมือตนเอง ไปรอด้านนอกก่อน แล้วข้าจะตามไป”
‘ด้านนอก’ที่มันเอ่ยถึงก็คือนอกวงล้อมของศิษย์อื่นๆที่มุงดู พวกมันล้อมวงเปิดพื้นที่ร่วมลี้เพื่อให้ทั้งสองใช้เป็‘สนามประลอง’
ซือคงเสียนอับจนปัญญาจึงได้แต่เดินไปที่ด้านข้างพร้อมกับจับจ้องมายังทั้งคู่ด้วยความกังวล
……
ขณะใคร่ครวญถึงเื่บางอย่าง ไป๋หยุนเฟยก็ถอดถุงมือสุริยันที่สวมบนมือออกก่อนจะเก็บไว้ในแหวนช่องมิติ เมื่อสังเกตเห็นแววตาสงสัยต่อการกระทำของตนจากทุกคนจึงอธิบายว่า “นี่เป็วัตถุิญญาชั้นนภาที่ข้าได้รับเป็รางวัลหลังจากได้เป็ศิษย์สายตรง เพื่อความยุติธรรมข้าจะไม่ใช้มัน”
จากนั้นแสงเจิดจ้าก็ฉายวาบออกจากทวนเปลวอัคคีในมือ หลังจากวาดควงไปรอบกายก็ปักทวนลงกับพื้น แล้วไป๋หยุนเฟยก็ร้องขึ้น “นี่เป็วัตถุิญญาเฉพาะตัวของข้าที่ได้รับมาก่อนเข้าสู่สำนัก ถ้าเช่นนั้นศิษย์น้องเฉินเชิญเรียนรู้เท่าที่เ้าจะทำได้เถอะ!”
เื่ที่ไป๋หยุนเฟยเก็บวัตถุิญญาชั้นนภาที่ได้รับเป็‘รางวัล’สำหรับการได้เป็ศิษย์สายตรงสร้างความเดือดดาลแก่เฉินหวงฮัวยิ่ง
ก่อนหน้านี้มันพยายามอย่างหนักเพื่อจะได้เป็ศิษย์สายตรงแต่ก็ไม่สำเร็จ ที่ได้รับมาจากความลำบากกลับเป็เพียงวัตถุิญญาชั้นปฐีระดับสูงซึ่งภายหลังจากหลอมเป็วัตถุิญญาเฉพาะตัวแล้วจึงยกระดับเป็ชั้นนภาระดับต่ำ
ดังนั้นมันจึงโกรธแค้นที่ผู้ซึ่งเดินได้เพียงหนึ่งพันแปดร้อยห้าสิบวา แต่กลับได้รับสิ่งที่มันไม่อาจไขว่คว้าได้!
ยิ่งครุ่นคิดเฉินหวงฮัวก็ยิ่งโกรธแค้น มันไม่กล่าวอันใดอีกเพียงร้องขึ้นคราหนึ่งก่อนจะชูกระบี่ขึ้น หลังจากควงกระบี่เหนือศีรษะราวกับขนนกไร้น้ำหนักเฉินหวงฮัวก็ถีบเท้ากับพื้นโดยแรงจนเกิดหลุมที่ใต้ฝ่าเท้า พร้อมกับพุ่งทะยานเข้าหาไป๋หยุนเฟยในทันที
จากที่เห็นดูท่ามันจะถนัดการต่อสู้โดยการปะทะด้วยกำลัง
ทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ไกลดังนั้นเฉินหวงฮัวที่ะเิพลังทะยานเข้าหาเพียงพริบตาเดียวก็ถึงเบื้องหน้าไป๋หยุนเฟย ยามประชิดเข้าถึงตัวมันก็วาดกระบี่ลงใส่ไป๋หยุนเฟยทันที แต่แทนที่จะใช้ด้านคมเฉินหวงฮัวกลับใช้ข้างกระบี่ฟาดใส่แทน!
สิ่งแรกที่ไป๋หยุนเฟยกระทำกลับสร้างความประหลาดใจแก่ทุกคนยิ่ง แทนที่จะหลบเลี่ยงไปซ้ายขวาหรือยกทวนขึ้นต้านรับ ไป๋หยุนเฟยกลับชักเท้าขวาถอยหลังครึ่งก้าว หลังจากทิ้งน้ำหนักลงเท้าหลังมันก็วาดทวนไปด้านซ้ายพร้อมกับชกหมัดขวาไปเบื้องหน้า!
พลังหมักเก้าทบ!
“ปึง!”
เสียงโลหะกระทบเืเนื้อดังกังวานฝ่าอากาศ แล้วผู้ชมทั้งหมดก็พร้อมใจกันกำหมัดขวาแแ่ราวกับจะรู้สึกเ็ปไปด้วยกัน
แต่ที่สร้างความแตกตื่นแก่ทุกคนกลับเป็แพราะไป๋หยุนเฟยยังคงไม่ขยับเคลื่อนออกจากที่เดิม ขาทั้งสองข้างของมันคล้ายงอกรากติดกับพื้น ทว่าเฉินหวงฮัวที่เป็คู่ต่อสู้กลับต้องล่าถอยออกไปสามก้าว!
“นี่...”
ผู้ชมหลายคนถึงกับแตกตื่นตะลึงลานต่อภาพที่เห็น แม้แต่ผู้ที่ชมดูจากปากถ้ำก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ
เฉินหวงฮัวโซเซล่าถอยอีกหลายก้าวสุดท้ายจึงค่อยทรงกายอยู่ กระทั่งยามนี้แขนขวามันยังคงสั่นระริกจากผลของการปะทะ “ร้ายกาจ! นี่เป็เคล็ดิญญาอะไรกัน?” มันครุ่นคิดด้วยความแตกตื่น
ไป๋หยุนเฟยไม่ได้มีนิสัยร้องบอกชื่อกระบวนท่ายามใช้ออก ดังนั้นจึงไม่มีทางที่เฉินหวงฮัวจะทราบชื่อได้ หลังจากให้เวลาอีกฝ่ายได้พักหายใจชั่วครู่ ไป๋หยุนเฟยก็รั้งทวนเปลวอัคคีขึ้นพร้อมกับพุ่งเข้าหาเฉินหวงฮัวในทันที
ที่เฉินหวงฮัวริษยาและไม่ยอมรับต่อความสำเร็จของไป๋หยุนเฟยนั้นเป็เื่จริง แต่มันยังไม่กล้าโอหังจนละเลยต่อพลังฝีมือของอีกฝ่าย หลังจากได้รับประสบการณ์จากการประกระบวนท่าแรกแล้วเฉินหวงฮัวก็สำนึกได้ว่าตนเองต้องเอาจริงในต่อสู้ครั้งนี้แล้ว มันคำรามเสียงก้องพร้อมกับพุ่งเข้าหาไป๋หยุนเฟยเช่นเดียวกัน
ทั้งคู่เข้าปะทะกันอีกครั้ง กระบี่ปะทะกับทวน แล้วทั้งคู่ก็กลายเป็พันตูต่อสู้กันในระยะประชิด
เฉินหวงฮัวต่อสู้อย่างเข้มแข็งด้วยแนวทางอันดุดัน ยามรุกก็เปี่ยมพลังและยามรับก็ป้องกันอย่างรัดกุม เมื่อถึงคราวจำเป็กระบี่ั์ยังสามารถใช้ต่างโล่เพื่อป้องได้ หรือกล่าวอีกอย่างก็คือมันทั้งรุกและรับได้ในคราเดียวด้วยกระบวนท่าอันเปี่ยมพลัง
ส่วนฝั่งไป๋หยุนเฟยกลับคล้ายใบไม้ต้องลม ด้วยท่าเท้าเหยียบคลื่นที่ใช้ออกสองเท้ามันขยับเคลื่อนไหวไม่หยุดยั้งจนร่างคล้ายกับสายลม มีหลายครั้งที่ไป๋หยุนเฟยหลบเลี่ยงอย่างฉิวเฉียด ทว่าแต่ละท่วงท่าที่เคลื่อนไหวล้วนใช้ออกอย่างคล่องแคล่วเชี่ยวชาญ
ผ่านไปสิบกว่ากระบวนท่า ไป๋หยุนเฟยจึงเริ่มบังเกิดความสงสัย มันพบว่าคู่ต่อสู้ทุ่มเทใช้กระบี่ั์โดยไม่คิดจะใช้วัตถุิญญาชิ้นอื่นแม้แต่ครั้งเดียว
ไม่ใช่ว่าศิษย์ของสำนักช่างประดิษฐ์ต้องต่อสู้กันด้วยวัตถุิญญาหรอกหรือ? เมื่อครั้งมันต่อสู้กับเฟยเหนียนอีกฝ่ายก็ใช้ออกด้วยวัตถุิญญาอันร้ายกาจหลายชิ้น...
ไป๋หยุนเฟยเข้าใจผิดแล้ว
ไม่ใช่ว่าศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ทุกคนจะชมชอบการใช้วัตถุิญญาหลากหลายชนิดในการต่อสู้ ศิษย์จำนวนมากชื่นชอบที่จะใช้เพียงวัตถุิญญาเฉพาะตัวในการต่อสู้ มีเพียงเมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์บีบคั้นเท่านั้นพวกมันจึงจะเลือกใช้วัตถุิญญาชิ้นอื่น เฉินหวงฮัวเองก็เป็หนึ่งในนั้น
วัตถุิญญาเฉพาะตัวของสำนักช่างประดิษฐ์นั้นร้ายกาจอย่างไม่มีข้อสงสัย ต่อให้เป็ผู้ฝึกปรือิญญาที่ใช้วัตถุิญญาชั้นนภาต่อสู้ก็ยังไม่อาจรับมือกับกระบี่ตัดศิลาของเฉินหวงฮัวได้ แต่กระนั้นไป๋หยุนเฟยกลับแตกต่างออกไป
ทวนเปลวอัคคีของมันก็เป็ชั้นนภา มิหนำซ้ำยังเป็วัตถุิญญาเฉพาะตัว ในด้านความสอดคล้องิญญา ทวนของไป๋หยุนเฟยเองก็สูงล้ำกว่ากระบี่ของเฉินหวงฮัว
ยิ่งเฉินหวงฮัวต่อสู้ มันก็ยิ่งรู้สึกคับข้องใจ คู่ต่อสู้ของมันคล่องแคล่วว่องไวยิ่งกว่า มิหนำซ้ำด้วยพลังฝีมือของมันก็ยังไม่อาจชิงความได้เปรียบได้ วัตถุิญญาของทั้งสองฝ่ายก็‘คู่คี่สูสี’ และั้แ่เริ่มต้นสีหน้าไป๋หยุนเฟยก็ยังคงนิ่งสงบ เพียงเื่นี้ก็เพียงพอจะทำให้มันเดือดดาลยิ่งขึ้นไปอีก
“อย่าได้อวดดี!!” พริบตาที่ไป๋หยุนเฟยหลบหลีกท่าจู่โจมพ้น เฉินหวงฮัวเอ่ยปากเหยียดหยามพร้อมกับะเิพลังิญญาออกจากร่างด้วยความเดือดดาลจนพลังพลุ่งพล่าน กล้ามเนื้อบนร่างมันหดเกร็งแล้วกระบี่ที่ชูขึ้นสู่ท้องฟ้าก็ตวัดลงใส่หัวไหล่ของไป๋หยุนเฟยด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิม!
ไป๋หยุนเฟยเริ่มมั่นใจแล้วว่าพลังฝีมือของตนเพิ่มพูนขึ้นกว่าเดิมอีกไม่น้อย ยามมองดูคู่ต่อสู้ใบหน้าจึงยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม แม้จะเห็นได้ชัดว่ากระบวนท่าเฉินหวงฮัวร้ายกาจขึ้น แต่ไป๋หยุนเฟยก็ยังคงปราศจากความกังวล มันกุมกระชับทวนเปลวอัคคีด้วยมือทั้งสองข้างพร้อมกับยกขึ้นต้านรับกระบี่ในทันที
แต่พลังของกระบวนท่านี้ยังนับได้ว่ามหาศาล! แม้ว่าไป๋หยุนเฟยจะไม่ถูกบีบให้ล่าถอย แต่สองเท้ามันยังคงถูกกดจมลึกลงกับพื้นหนึ่งนิ้ว ชั่วขณะที่ไป๋หยุนเฟยจะเบี่ยงกระบี่ออกด้านข้างก็พลันสังเกตเห็นรอยยิ้ม‘มุ่งร้าย’บนใบหน้าของเฉินหวงฮัว พริบตาต่อมากระบี่ั์ก็เริ่มปะทุแสงสีส้มเจิดจ้าออกมา!
ไป๋หยุนเฟยแตกตื่นกับภาพที่เห็นยิ่ง จากนั้นก็พลันััได้ถึงพลังธาตุดินที่ะเิออกจากกระบี่ครอบคลุมใส่มันทั้งร่าง
สัญชาติญาณของไป๋หยุนเฟยร้องบอกให้ล่าถอย แต่แม้คิดจะทำตามไป๋หยุนเฟยก็พบว่าจู่ๆสองขามันก็ไม่อาจขยับเคลื่อนไหว!
เมื่อก้มลงมอง ไป๋หยุนเฟยก็เห็นที่พื้นรอบเท้าทั้งสองกำลังเคลื่อนไหวราวกับมีบางอย่างชอนไชอยู่ พริบตาเดียวพื้นดินก็‘คืบคลาน’ขึ้นมาบนสองขาพร้อมกับผนึกไว้กับพื้น!
เฉินหวงฮัวฉวยโอกาสที่ไป๋หยุนเฟยแสดงสีหน้าตื่นตะลึงรั้งกระบี่กลับคืน ขณะฉีกยิ้มมุ่งร้ายพร้อมกับส่งสายตาเหยียดหยามให้ มันก็ตวัดกระบี่ฟันลงใส่ไป๋หยุนเฟยที่ไม่อาจขยับเคลื่อนไหวในทันที!
