บทที่ 12 ความกดดันของเจียงจ้าวเซี่ย
เมื่อได้ยินคำพูดของม่อจิ่วเจียว หลี่ชิงชิวก็ชะงักไปครู่หนึ่งอย่างคาดไม่ถึง
สำนักชิงเซียวมีเพียงลานเรือนเล็กๆ สามหลัง จำนวนลูกศิษย์ก็น้อยนิด ไฉนถึงยังมีคนมาหมายตาเอาได้?
“ใครส่งเ้ามา?” หลี่ชิงชิวเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง หากอีกฝ่ายถูกหลินสวิ่นเฟิงส่งมา เขาคงต้องใช้ไม้อ่อนเจรจา ทว่าหากอีกฝ่ายไม่เกี่ยวข้องกับหลินสวิ่นเฟิง แต่คิดจะมาบุกรุกยึดครองสำนักชิงเซียวละก็... คงต้องขออภัยด้วย
ขณะที่พูด หลี่ชิงชิววาดมือขวาผ่านกระบี่ทั้งเก้าเล่มเบื้องหน้า สายตาจับจ้องไปที่ม่อจิ่วเจียวเขม็ง
ม่อจิ่วเจียวเดินก้าวเข้าหาหลี่ชิงชิวพลางยิ้มกล่าว “อาจารย์หลินสวิ่นเฟิงของพวกเ้าประกาศล้างมือจากยุทธภพในงานประลองยุทธ ‘เซียวเหยาฮุ่ยอู่’ แห่งเขตเซียวเหยาแล้ว นับจากนี้เขาตัดขาดจากโลกหล้า ในเมื่อเขาจากไปแล้ว สำนักชิงเซียวจะรักษาผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์นี้ไว้คงยาก มิสู้ให้ข้ามาดูแลรับ่ต่อจะดีกว่า”
หลี่ชิงชิวพลันตระหนักได้ทันที
จริงสินะ เทือกเขาไท่คุนนี้กว้างขวางและเต็มไปด้วยทรัพยากร ทว่ากลับมีเพียงสำนักเดียวตั้งอยู่ เห็นชัดว่าแต่เดิมเป็บารมีที่หลินสวิ่นเฟิงเข่นฆ่าสังหารจนสร้างชื่อไว้ เมื่อหลินสวิ่นเฟิงไม่อยู่ สำนักอื่นย่อมต้องหมายตาเขตแดนนี้เป็ธรรมดา
ในใจเขาแอบนึกตำหนิผู้เป็อาจารย์ ท่านอาจารย์... ท่านจะไปเสาะหาเซียนก็ไปเงียบๆ สิ ไฉนต้องไปป่าวประกาศให้มันเอิกเกริกขนาดนี้ด้วย?
ทว่าเมื่อฉุกคิดอีกที หลินสวิ่นเฟิงอาจจะเกรงว่าศัตรูเก่าจะตามมาหาเื่ถึงที่สำนักก็ได้
หากศัตรูเก่าของหลินสวิ่นเฟิงมาจริง ย่อมไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง คงลงมือเข่นฆ่าล้างสำนักไปนานแล้ว
ทว่าตอนนี้ ม่อจิ่วเจียวเพียงแค่้าจะฮุบสำนักชิงเซียวเท่านั้น
หลี่ชิงชิวถามต่อว่า “หากเ้ามาเป็เ้าสำนัก พวกเราที่เป็ศิษย์จะได้ประโยชน์อันใด?”
ม่อจิ่วเจียวกล่าวด้วยรอยยิ้มกริ่ม “ย่อมต้องมาเป็ศิษย์ของข้าสิ บอกตามตรงข้ามาจาก ‘พันธมิตรเจ็ดบรรพต’ เมื่อข้าขึ้นเป็เ้าสำนักชิงเซียว สำนักนี้ก็จะถูกผนวกรวมเข้ากับพันธมิตรเจ็ดบรรพต ต่อไปพวกเ้าจะได้รับการคุ้มครอง นี่นับเป็เื่มงคลที่หาได้ยากยิ่งสำหรับพวกเ้าเ้านะ รู้ไหมว่าในยุทธภพการแย่งชิงเขตแดนกันน่ะ ต้องมีนองเืกันเป็ธรรมดา”
หลี่ชิงชิวฟังจบก็พยักหน้าเล็กน้อย เห็นด้วยกับเหตุผลของเขา
“นั่นสิ การแย่งชิงเขตแดนย่อมต้องมีการนองเื... ถ้าอย่างนั้น ข้าขอปฏิเสธได้หรือไม่?” หลี่ชิงชิวถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขายังมิได้ลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหญ้าเช่นเดิม
ม่อจิ่วเจียวได้ยินเช่นนั้นก็ถามยิ้มๆ อย่างมีเล่ห์นัย “เ้าไม่คิดจะถามเ้าสำนักของพวกเ้าก่อนรึ?”
“ข้านี่แหละเ้าสำนัก”
คำตอบของหลี่ชิงชิวทำให้ม่อจิ่วเจียวหยุดชะงักฝีเท้า เขาพินิจมองหลี่ชิงชิวั้แ่หัวจรดเท้า สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็พิลึกกึกกือ
“ข่าวลือที่ว่า หลังจากเหตุการณ์คาวเืเมื่อยี่สิบปีก่อน สำนักชิงเซียวเหลือเพียงหลินสวิ่นเฟิงแค่คนเดียวดูท่าจะเป็เื่จริงสินะ ถึงขั้นให้เด็กเมื่อวานซืนมารับสืบทอดตำแหน่งเ้าสำนัก”
ม่อจิ่วเจียวพึมพำพลางส่ายหน้าหัวเราะเยาะ
หากรู้เช่นนี้แต่แรก เขาคงไม่เสียเวลาพูดจาให้มากความ
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเ้าก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ จะยอมศิโรราบต่อข้าแต่โดยดี หรือจะให้ข้าตัดลิ้นควักลูกตาพวกเ้าทิ้ง แล้วมาเป็ข้าทาสรับใช้ไปชั่วชีวิต!”
ใบหน้าของม่อจิ่วเจียวแปรเปลี่ยนเป็เหี้ยมเกรียม เขาเริ่มก้าวเท้ากดดันเข้าหาหลี่ชิงชิวอีกครั้ง
หลี่ชิงชิวหรี่ตาลง เตรียมจะลงมือ ทว่าหูของเขาแว่วได้ยินเสียงเคลื่อนไหวบางอย่าง จึงผ่อนคลายร่างกายลง
“บังอาจ!”
เสียงะโก้องกัมปนาทดังขึ้น เห็นร่างของหยางเจวี๋ยติ่งถีบตัวจากหน้าผาหิน ทะยานข้ามซุ้มประตูสำนักลงมาดุจวิหคเหิน ประทับยืนอยู่บนขั้นบันไดหิน ขวางกั้นระหว่างหลี่ชิงชิวและม่อจิ่วเจียวไว้
ม่อจิ่วเจียวจ้องมองหยางเจวี๋ยติ่งพลางขมวดคิ้วถามว่า “เ้าเป็ใครอีกคน?”
ในใจเขาลอบด่าหลี่ชิงชิว เ้าเด็กนี่กล้าหลอกข้า! หลินสวิ่นเฟิงจะทำอะไรพิสดารเพียงใด ก็ไม่มีทางปล่อยให้เด็กน้อยมาเป็เ้าสำนักแน่!
“หยางเจวี๋ยติ่ง... เคยได้ยินชื่อนี้บ้างหรือไม่?” เสียงของหยางเจวี๋ยติ่งดุจระฆังั์ก้องสะท้อนไปทั่วเนินเขา เปี่ยมไปด้วยบารมี
สีหน้าของม่อจิ่วเจียวพลันซีดเผือด กัดฟันกล่าวว่า “จอมยุทธสยบั... ผู้น้อยมิเคยได้ยินมาก่อนว่าท่านมีความเกี่ยวข้องอันใดกับสำนักชิงเซียว”
“ตอนนี้เ้าก็ได้เห็นแล้ว ไฉนยังไม่ไสหัวไปอีก!”
หยางเจวี๋ยติ่งกล่าวเสียงเข้ม ลมปราณในร่างพลุ่งพล่านจนชายชุดสะบัดพลิ้ว ดูราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจ้องขย้ำม่อจิ่วเจียว
สีหน้าของม่อจิ่วเจียวเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว ชื่อเสียงของเขามิอาจนำไปเปรียบกับหยางเจวี๋ยติ่งได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อเผชิญหน้ากับยอดฝีมือผู้มีชื่อเสียงระบือหล้า สัญชาตญาณจึงสั่งให้เขาเกิดความเกรงกลัว
ทว่าเขาอุตส่าห์เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ จะให้ล่าถอยไปเปล่าๆ อย่างนั้นรึ? นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ม่อจิ่วเจียวก็สูดลมหายใจเข้าลึก ประสานมือทำความเคารพหยางเจวี๋ยติ่งแล้วกล่าวว่า “ผู้น้อยขอลา!”
กล่าวจบ เขาก็หมุนตัวเตรียมจากไปทันที
“หยางเจวี๋ยติ่ง... ฆ่าเขาซะ”
เสียงของหลี่ชิงชิวพลันดังมาจากเื้ั ม่อจิ่วเจียวได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง รีบเร่งฝีเท้าหนีทันที
หยางเจวี๋ยติ่งเองก็ตกตะลึงเช่นกัน เขาหันกลับมามองหลี่ชิงชิว พบว่าใบหน้าของหลี่ชิงชิวนั้นเย็นเยียบจนทำให้หัวใจของเขาถึงกับสั่นสะท้าน
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นหลี่ชิงชิวแสดงแววตาเช่นนี้ออกมา
“นี่คือคำสั่ง ปฏิบัติเดี๋ยวนี้”
หลี่ชิงชิวเอ่ยซ้ำอีกครั้ง หยางเจวี๋ยติ่งกัดฟันตัดสินใจพุ่งทะยานลงเขาไป ในขณะที่ม่อจิ่วเจียวได้มุดหายเข้าไปในป่าแล้ว
ความลังเลของหยางเจวี๋ยติ่งทำให้หลี่ชิงชิวต้องส่ายหน้า
หากคนผู้นี้ไม่มีวรยุทธที่สูงส่ง ป่านนี้คงถูกยุทธภพกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่ซากกระดูกไปนานแล้ว
หลี่ชิงชิวผ่านชีวิตมาสองชาติภพ ประกอบกับประสบการณ์วัยเยาว์ในชาตินี้ ทำให้เขามองโลกนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง เขาเตรียมพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับอุปสรรคในยุทธภพ
การฆ่าคน คือเื่ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้
เขาจะไม่สังหารผู้บริสุทธิ์ ทว่าหากใครกล้ามาหาเื่ถึงที่ เขาจะไม่มีวันออมมือเด็ดขาด นี่คือเหตุผลที่เขาไม่เคยตำหนิเจียงจ้าวเซี่ยที่สังหารหลัวเลี่ย กลับกันเขายังชื่นชมในความเด็ดขาดของศิษย์น้องสามด้วยซ้ำ
เขานั่งรออยู่ที่เดิมอย่างอดทน มิได้กังวลว่าหยางเจวี๋ยติ่งจะปล่อยให้ม่อจิ่วเจียวหนีไปได้ เพราะนี่คือ ‘บททดสอบ’ ที่เขามีต่อหยางเจวี๋ยติ่ง
หากก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ไปไม่ได้ ก็คงต้องฝึกวรยุทธไปจนแก่ตายอยู่ในสำนักชิงเซียวเพื่อคอยเฝ้าประตูเท่านั้น
ส่วนเื่พันธมิตรเจ็ดบรรพตอะไรนั่น หากเลี่ยงไม่ได้ ก็มีแต่ต้องชนให้แหลกกันไปข้าง
สำนักบำเพ็ญเซียน จะมายอมแพ้ให้สำนักยุทธพื้นๆ ได้อย่างไร?
ดูจากวิชาควบคุมกระบี่ไท่เจวี๋ยที่ได้มาจากหยางเจวี๋ยติ่ง แสดงว่าโลกนี้ยังมีนักบำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ อยู่อีก หรืออาจจะมีนิกายเซียนตั้งอยู่ เพียงแต่พวกเขาปลีกวิเวกหรือไม่ได้อยู่ในดินแดนราชวงศ์ต้าหลีเท่านั้น
หลี่ชิงชิวเริ่มจินตนาการถึงศัตรูในอนาคตที่เป็นักบำเพ็ญเซียนเสียแล้ว
หนึ่งก้านธูปผ่านไป
หยางเจวี๋ยติ่งเดินออกมาจากป่าเบื้องล่าง บนบ่าแบกร่างของม่อจิ่วเจียวมาด้วย
ม่อจิ่วเจียวแขนขาห้อยตกลงมาตามแรงโน้มถ่วง ร่างกายอ่อนปรกเปียกราวกับดินเลน ที่แผ่นหลังมีคราบเืแดงฉานดูน่าสยดสยอง
เส้นผมของหยางเจวี๋ยติ่งยุ่งเหยิงเล็กน้อย เขาเดินมาหยุดข้างกายหลี่ชิงชิวแล้วโยนม่อจิ่วเจียวลงบนพื้น
หลี่ชิงชิวเหลือบมองเห็นว่าม่อจิ่วเจียวยังไม่ตาย เพียงแค่หมดสติไปเท่านั้น
“หากปล่อยเขาไป ผลที่ตามมาจะเป็อย่างไร?” หลี่ชิงชิวเอ่ยถาม
สีหน้าของหยางเจวี๋ยติ่งดูไม่สู้ดีนัก เขาขบกรามตอบว่า “มันจะพาคนมามากกว่าเดิม”
“เขาบอกว่ามาจากพันธมิตรเจ็ดบรรพต และคิดจะบุกยึดสำนักชิงเซียว”
หลี่ชิงชิวกล่าวต่อ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความไม่พอใจ ซึ่งเป็ความไม่พอใจที่มุ่งตรงไปยังหยางเจวี๋ยติ่ง
เ้าสำนักอย่างข้าพูดแล้วไม่ได้ผลอย่างนั้นรึ? สั่งว่าให้ฆ่าทิ้งไง!
เมื่อหยางเจวี๋ยติ่งได้ยินชื่อพันธมิตรเจ็ดบรรพต แววตาของเขาก็เปลี่ยนไป
เขาฝึกวิชามานานยี่สิบปี ประสาทััการได้ยินเหนือชั้นนัก ทว่าเมื่อครู่เขาได้ยินเพียงคำขู่ของม่อจิ่วเจียว แต่ไม่ทันรู้เบื้องลึกเื้ัของอีกฝ่าย
หยางเจวี๋ยติ่งสูดลมหายใจเข้าลึก ยกเท้าขวาขึ้นแล้วกระทืบลงบนแผ่นหลังของม่อจิ่วเจียวอย่างแรง ม่อจิ่วเจียวเบิกตาโพลงขึ้นมาวูบหนึ่ง กระอักเืคำโตออกมาแล้วขาดใจตายในทันที
หลี่ชิงชิวเหลือบมองคราหนึ่ง เมื่อมั่นใจว่าม่อจิ่วเจียวตายสนิทแล้ว เขาก็เก็บกระบี่ทั้งเก้าเล่มเบื้องหน้าขึ้นมา ลุกขึ้นยืนแล้วทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยคก่อนจะเดินจากไป
“เอาศพไปฝังเสีย แล้วทำความสะอาดพื้นให้เรียบร้อยด้วย”
หยางเจวี๋ยติ่งมองตามแผ่นหลังของหลี่ชิงชิวที่เดินจากไป ในใจรู้สึกสับสนวุ่นวายยิ่งนัก
เขากลับถูกเด็กหนุ่มคนหนึ่งข่มขวัญจนอยู่หมัด!
เ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ! มิน่าเล่าถึงคุมเ้าเด็กหัวแข็งอย่างเจียงจ้าวเซี่ยได้
หยางเจวี๋ยติ่งลอบทอดถอนใจ ทว่าครู่หนึ่งก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
ข้าอุตส่าห์ออกมาช่วยนะ ไฉนถึงกลายเป็เหมือนคนทำผิดที่ต้องมาคอยฝังศพล้างพื้นแบบนี้ล่ะนี่?
แม้จะขุ่นเคือง ทว่าเขาก็ยอมหิ้วศพของม่อจิ่วเจียวขึ้นมาแต่โดยดี
ในตอนนั้นเอง เขาเห็นเจียงจ้าวเซี่ยและอู๋หมานเอ๋อร์เดินออกมาจากชายป่าเบื้องล่างพอดี เขาถึงกับชะงักไป ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหนาวสันหลัง
หากเมื่อครู่เขาจับม่อจิ่วเจียวไม่ได้ แล้วม่อจิ่วเจียวหนีไปปะทะกับเจียงจ้าวเซี่ยเข้า ย่อมไม่พ้นต้องกลายเป็ศพอยู่ดี หากเป็เช่นนั้น เขาก็จะกลายเป็คนที่มีความผิดจริงๆ ฐานมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งเ้าสำนัก
อารมณ์ของหยางเจวี๋ยติ่งเริ่มซับซ้อนขึ้นมา เขาพบว่าเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงของหลี่ชิงชิวนั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
และที่น่ากลัวที่สุดคือ เมื่อมีเจียงจ้าวเซี่ยอยู่เคียงข้าง ต่อให้หลี่ชิงชิวจะลงโทษเขาอย่างไร เขาก็ไม่มีปัญญาขัดขืนได้เลย
...
การตายของม่อจิ่วเจียวมิได้ถูกหลี่ชิงชิวปกปิดไว้ ประการแรกคือเสียงะโของหยางเจวี๋ยติ่งนั้นดังจนเหล่าศิษย์ได้ยินกันหมด ประการที่สองคือเขา้าปลูกฝังความคิดให้แก่เหล่าศิษย์ ให้พวกเขารู้ว่า ‘สำนักชิงเซียวสามารถฆ่าคนได้’ มิใช่เพียงสำนักฝ่ายธรรมะเล็กๆ ที่เอาแต่ฝึกวิชาอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ในป่าลึก
ส่วนเื่ที่ทางการจะตามสืบหรือไม่ เขาไม่กังวลแม้แต่น้อย ในโลกที่ ‘ต้องเห็นศพถึงจะยืนยันการตายได้’ และไร้ซึ่งกล้องวงจรปิดเช่นนี้ การจะสืบหาความจริงนั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ยิ่งไปกว่านั้น สำนักยุทธในยุทธภพที่ชื่อเสียงเกริกไกรไปทั่วหล้า สำนักไหนบ้างที่มิได้เหยียบย่างไปบนกองซากศพจนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด?
ผ่านไปเจ็ดวัน เหล่าศิษย์ก็มิได้ติดใจเื่นี้อีกต่อไป
สายลมพัดเอื่อย อากาศแจ่มใสพึงใจนัก
ภายในป่า หลี่ชิงชิวนั่งประจันหน้ากับเจียงจ้าวเซี่ย เขากอดอกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
เจียงจ้าวเซี่ยถือแผ่นหนังล้ำค่าที่บันทึกวิชาควบคุมกระบี่ไท่เจวี๋ยไว้ด้วยดวงตาที่เป็ประกาย หลังจากอ่านจบเขามองมาที่หลี่ชิงชิวแล้วถามว่า “ยอดวิชาเช่นนี้ ท่านยอมมอบให้ข้าจริงๆ รึ? ในฐานะเ้าสำนัก ท่านไม่คิดจะเก็บงำเคล็ดลับไว้บ้างหรือไร?”
ในใจเขารู้สึกตื้นตันยิ่งนัก ดูท่าหลี่ชิงชิวจะมิได้มีความระแวงในตัวเขาเลยแม้ฐานะจะเปลี่ยนไปแล้ว
หลี่ชิงชิวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ข้าเป็คนเช่นนั้นรึ? ข้าหวังว่าเ้าจะแข็งแกร่งที่สุดในสำนักชิงเซียวตลอดไป จำที่ตกลงกันไว้ได้ไหม เ้าต้องช่วยสนับสนุนข้าไปชั่วชีวิต ห้ามหนีหายไปกลางทางเด็ดขาด”
เจียงจ้าวเซี่ยหัวเราะร่า “แต่ก่อนน่ะอยากหนีจริง ทว่าตอนนี้ไม่อยากแล้วล่ะ วางใจเถอะ ข้าจะคุ้มครองท่านตลอดไปเอง”
หลี่ชิงชิวคิดตกนานแล้ว ในขั้นตอนนี้ตัวเขาแทบไม่มีทางไล่ตามเจียงจ้าวเซี่ยทัน
มิสู้เลิกคิดเล็กคิดน้อย แล้วส่งเสริมให้เจียงจ้าวเซี่ยเติบโตให้ไวที่สุดจะดีกว่า
รอจนสำนักชิงเซียวขยับขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เขาก็จะสามารถคัดลอกลิขิตชะตาได้อีกครั้ง เมื่อนั้นแหละจะเป็โอกาส ‘แซงทางโค้ง’ ของเขา
การให้เจียงจ้าวเซี่ยเป็ ‘ผู้แข็งแกร่งที่สุดเบื้องหน้า’ ของสำนักชิงเซียวก็เป็เื่ดี ส่วนตัวเขาเองจะมุ่งมั่นเป็ ‘ไพ่ตาย’ ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนัก
หลี่ชิงชิวเองก็มีความทะเยอทะยานไม่แพ้ใคร เพียงแต่สิ่งนั้นมิได้ปรากฏออกมาเป็คำอธิบายลิขิตชะตาเท่านั้นเอง
“จริงสิศิษย์พี่ ท่านฝึกวิชานี้สำเร็จหรือยัง?” เจียงจ้าวเซี่ยถามอย่างสงสัย
หลี่ชิงชิวยิ้มอย่างโอหัง “แน่นอนสิ ข้าดูเพียงรอบเดียวก็เข้าใจหมดแล้ว”
เจียงจ้าวเซี่ยรู้สึกกดดันขึ้นมาทันที ทว่าเขามิได้สงสัยในคำพูดของศิษย์พี่ใหญ่เลย พร์ในการหยั่งรู้เชิงกระบี่ของศิษย์พี่ใหญ่นั้นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมา
เขาเลื่อนสายตามองลงไปที่แผ่นหนังแล้วถอดถอนใจ “ศิษย์พี่ การฝึกวรยุทธแม้จะหยิบยืมพลังจากฟ้าดิน ทว่าข้ารู้สึกว่าปราณิญญาที่พวกเราดูดซับมานั้นมันไม่เหมือนคนอื่น พวกคนที่ฝึกพลังภายในทั่วไปไม่อาจััถึงการมีอยู่ของปราณิญญาได้เลย แม้แต่หยางเจวี๋ยติ่งยังไม่รู้ว่าปราณิญญาคืออะไร นี่มันเป็เพราะเหตุใดกันแน่?”
หลี่ชิงชิวลอบนึกในใจว่าแย่แล้ว ศิษย์น้องฉลาดเกินไปก็ไม่ใช่เื่ดีเสมอไป
เขายกคิ้วขึ้นแล้วกล่าวว่า “เ้าถามข้า แล้วข้าจะไปถามใครล่ะ? เอาละ ข้าจะยอมรับความจริงก็ได้ แท้จริงแล้วพวกเรามิได้ฝึกวรยุทธ... แต่พวกเรากำลัง ‘บำเพ็ญเซียน’ อยู่ต่างหาก”
เจียงจ้าวเซี่ยเบิกตากว้างก่อนจะสวนกลับว่า “ศิษย์พี่ ท่านช่วยทำตัวให้มันดูจริงจังหน่อยได้ไหม?”
ในจังหวะนั้นเอง หลี่ซื่อเฟิงวิ่งพรวดเข้ามาในป่า เจียงจ้าวเซี่ยมือไวทายาด รีบยัดแผ่นหนังเก็บเข้าอกเสื้อทันที
“ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่สาม! รีบไปดูเร็วเข้า ศิษย์พี่รองและพวกเก็บรังลูกนกอินทรีกลับมาได้ตั้งคอกหนึ่งแน่ะ!” หลี่ซื่อเฟิงกล่าวอย่างตื่นเต้นพลางกวักมือเรียกพวกเขาทั้งสองจากระยะไกล
