จิ่งฟางเร่งฝีเท้าของตนรีบไปพบมารดาของไป๋เล่อฉิง เพื่อรายงานเื่ที่เ้านายฟื้นจากอาการไข้ขึ้นสูง
ก๊อก ๆ ๆ “ฮูหยินบ่าวจิ่งฟางเ้าค่ะ”
หวังกุ้ยฉินมารดาของไป๋เล่อฉิงที่นั่งอยู่กับสามีของตนอย่างไป๋ิอัน พอได้ยินว่าคนที่เคาะประตูคือสาวใช้ข้างกายของบุตรสาวก็อนุญาตทันที
“เข้ามาเถิดจิ่งฟาง”
“นายท่าน ฮูหยิน บ่าวจะมารายงานว่าเมื่อหนึ่งเค่อที่ผ่านมาคุณหนูได้สติแล้วเ้าค่ะ”
“จิ่งฟางเ้าบอกว่าฉิงเอ๋อร์นางฟื้นแล้วงั้นรึ ท่านพี่ได้ยินหรือไม่ในที่สุดฉิงเอ๋อร์ของเราก็ปลอดภัยแล้วนะเ้าคะ”
ใต้เท้าไป๋แม้จะดีใจที่บุตรสาวปลอดภัย แต่ยังคงรู้สึกแย่เกี่ยวกับเื่ที่บุตรสาวทำเอาไว้ “เฮ้อ จิ่งฟางบุตรสาวของข้านางฟื้นขึ้นมา คงไม่ได้ถามถึงเส้าเหยี่ยนเสียงเป็คนแรกหรอกนะ”
“เรียนนายท่านจะว่าไปก็แปลกมากนะเ้าคะ ท่าทางยามที่คุณหนูตื่นขึ้นมาคล้ายกับว่าได้พบเจอเื่เลวร้าย นอกจากนี้ยังพูดขอโทษบ่าวและยังสมน้ำหน้าที่คุณชายใหญ่เส้าได้รับาเ็ด้วยเ้าค่ะ”
หวังฮูหยินมองหน้าสามีที่ทำสีหน้างุนงงสงสัยกับคำพูดที่จิ่งฟางได้บอกกับพวกตน ที่ผ่านมาบุตรสาวคนนี้เอาแต่พูดถึงคุณชายตระกูลเส้าอยู่ทุกเช้าค่ำ
“นี่...ฟังดูก็น่าแปลกอย่างที่จิ่งฟางว่ามานะเ้าคะท่านพี่ ก่อนหน้านี้ไม่มีวันไหนที่ฉิงเอ๋อร์ไม่เอ่ยถึงคุณชายใหญ่ตระกูลเส้า”
“อืม น่าแปลกจริง ๆ ยังมีอย่างอื่นที่นางพูดอีกหรือไม่จิ่งฟาง”
จิ่งฟางไม่รอช้ารีบเล่าให้สองสามีภรรยาฟังถึงคำสั่งที่ไป๋เล่อฉิงสั่งกับนางเอาไว้
“อ้อ ใช่แล้วเ้าค่ะมีอีกเื่หนึ่งที่คุณหนูพูดด้วยตนเองว่า ั้แ่วันนี้เป็ต้นไปจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับคุณชายใหญ่เส้าอีก หากมีบ่าวไพร่จากตระกูลเส้ามาเชิญคุณหนูไปที่จวน ก็ให้ไล่กลับไปอย่าได้รับคำฝากฝังอันใดทั้งสิ้นเ้าค่ะ”
ใต้เท้าไป๋ฟังมาถึงจุดนี้ก็แทบไม่อยากเชื่อว่าจะเป็คำพูดของบุตรสาว “จริงรึ! นี่ใช่ความคิดของบุตรสาวข้าจริง ๆ งั้นหรือ”
“ท่านพี่หรือว่าการที่ฉิงเอ๋อร์ต้องเจ็บตัวครั้งนี้ ทำให้นางคิดได้ในที่สุดหรือไม่เ้าคะว่าไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับคนตระกูลเส้าอีก” หวังฮูหยินเอ่ยถึงความคิดของตนเกี่ยวกับคำพูดของบุตรสาวที่จิ่งฟางได้บอกเล่าออกมา
“นายท่าน ฮูหยิน พรุ่งนี้เช้าคุณหนูจะมารับมื้อเช้ากับพวกท่าน หากไม่เชื่อสิ่งที่บ่าวพูดละก็ค่อยถามกับคุณหนูอีกครั้งก็ได้เ้าค่ะ”
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อเ้าหรอกนะจิ่งฟาง แต่เื่นี้มันเหลือจะเชื่อมากเกินไปก็เท่านั้นเอง เ้ายังมีเื่อื่นอีกหรือไม่” ใต้เท้าไป๋กล่าวอย่างคนปลงตก
“ไม่มีแล้วเ้าค่ะนายท่าน เช่นนั้นบ่าวขอตัวไปดูสำรับมื้อเย็นให้คุณหนูก่อนนะเ้าคะ”
“ไปเถิด ฝากเ้าช่วยดูแลฉิงเอ๋อร์ให้ดีด้วยเล่า”
“เ้าค่ะฮูหยิน”
หลังจากจิ่งฟางพ้นไปประตูโถงรับรองสองสามีภรรยาได้แต่มองหน้ากันไปมา พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับบุตรสาว นางถึงได้กล่าวคำที่ทุกคนอยากฟังมาเนิ่นนานในยามนี้ ถ้าหากอยากได้คำตอบที่แน่ชัดนั่นต้องรอถามกับบุตรสาวด้วยตนเองเท่านั้น
เมื่อร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และได้รับยารักษาได้ทันท่วงที ไป๋เล่อฉิงจึงตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ด้วยสีหน้าที่เริ่มมีเืฝาดเล็กน้อย และนางก็ทำตามที่บอกกับจิ่งฟางไว้ว่าจะไปรับสำรับเช้าพร้อมทุกคนในครอบครัว
ภายในห้องอาหารของเรือนใหญ่นอกจากบิดามารดาของไป๋เล่อฉิงแล้ว ยังมีพี่ชายกับพี่สาวร่วมอุทรรวมถึงอนุของบิดาและพี่สาวอีกสองคน ในตระกูลอื่นอาจเกิดการแก่งแย่งเพราะความริษยา แต่ตระกูลไป๋นี้หาได้เป็เช่นนั้นไม่
เพราะถือว่าเป็ครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าเกิดเื่ดีหรือร้ายย่อมได้รับสิ่งเ่าั้ร่วมกันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ บุตรชายบุตรสาวของจวนไป๋จึงรักใคร่ห่วงใยคอยช่วยเหลือกันเสมอ เมื่อทุกคนเห็นไป๋เล่อฉิงเดินเข้ามาในห้องอาหาร ต่างส่งสายตาที่แสดงถึงความเป็ห่วง เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของนางที่เกิดจากบุรุษตระกูลเส้าผู้นั้น
ไป๋เจิ้งหยูผู้เป็พี่ชายคนโตรีบลุกไปช่วยประคองน้องสาวจากจิ่งฟาง และพานางมานั่งประจำตำแหน่งอย่างเบามือ ก่อนจะเอ่ยถามเื่อาการป่วยด้วยสีหน้าเป็กังวล
“ฉิงเอ๋อร์เหตุใดไม่ให้จิ่งฟางไปบอกพี่ใหญ่หรือพี่รองของเ้าล่ะ เ้าเพิ่งจะฟื้นยังฝืนเดินจากเรือนมาที่นี่อีก ไม่ดีกว่าหรือถ้าพี่ใหญ่จะไปรับเ้าที่เรือน”
“ขอบคุณพี่ใหญ่เ้าค่ะ แต่ฉิงเอ๋อร์อยากเดินมาเองให้ร่างกายได้ขยับมากสักหน่อย นอนเป็ผักมาหลายวันเมื่อยตัวจะแย่”
“ฉิงเอ๋อร์ของพี่รองเป็คนเก่งอีกไม่กี่วันก็หายดีแล้ว ไว้พี่รองจะพาเ้าไปกินขนมที่เ้าชอบดีไหม” ไป๋เซียวหยาผู้ตามใจน้องสาวคนนี้มากกว่าใคร ได้ทีก็พูดเอาใจก่อนพี่น้องคนอื่น ๆ
ไป๋เล่อฉิงส่งยิ้มบางให้พี่ชายคนรองและเห็นดีเห็นงามกับคำพูดของเขา “ย่อมดีอยู่แล้วเ้าค่ะพี่รอง”
“เอาล่ะ ๆ อย่าเพิ่งชวนฉิงเอ๋อร์คุยเลยนะ มากินข้าวให้เรียบร้อยแล้วค่อยไปนั่งพูดคุยกันทีหลัง ประเดี๋ยวอาหารจะเย็นชืดเสียก่อน” หวังฮูหยินเห็นสีหน้าของบุตรสาวดูสดใสก็โล่งอก และกล่าวตัดบทสนทนาของพี่น้องเพื่อให้ทุกคนได้กินอาหารมื้อเช้า
“ขอรับท่านแม่ /เ้าค่ะท่านแม่”
ฮูหยินรองหลี่หรูซินที่เอ็นดูไป๋เล่อฉิงก็เอ่ยสำทับคำพูดของหวังฮูหยินด้วยอีกคน “ใช่แล้วล่ะ ฉิงเอ๋อร์ต้องกินให้มากหน่อยนะจะได้แข็งแรงไว ๆ”
“ขอบคุณฮูหยินรองที่เป็ห่วงฉิงเอ๋อร์เ้าค่ะ”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความอบอุ่น ชามในมือของไป๋เล่อฉิงเต็มไปด้วยอาหารที่ทุกคนคีบให้นาง จนท้องน้อย ๆ กินต่อไปไม่ไหวจึงได้วางตะเกียบลง และนั่งรอคนอื่น ๆ อย่างเงียบ ๆ
เมื่อทุกคนกินจนอิ่มจึงย้ายไปยังห้องโถงใหญ่ เพื่อพูดคุยกับไป๋เล่อฉิงเกี่ยวกับเื่ของเส้าเหยี่ยนเสียง ซึ่งท่าทีที่ไป๋เล่อฉิงแสดงออกมารวมถึงแววตาที่เรียบนิ่ง เป็สิ่งที่คนในตระกูลไป๋คล้ายกับยกูเาออกจากอก
ใต้เท้าไป๋จึงเป็คนเอ่ยกับบุตรสาวเพราะไม่อยากให้การพูดคุยยืดเยื้อจนเกินไป
“ฉิงเอ๋อร์เ้าคงรู้ดีว่าทุกคนรักและเป็ห่วงเ้ามาก เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็เื่ที่ทำให้พวกเราเ็ปกับการล้มป่วยของเ้า ฉิงเอ๋อร์เป็ไปได้หรือไม่ถ้าพ่อจะขอให้เ้า...”
ไป๋เล่อฉิงไม่รอให้บิดาถามจนจบเพราะนางรู้ว่าบิดา้าจะพูดถึงเื่อันใด ดังนั้นการพูดสิ่งที่นางได้ตัดสินใจต่อหน้าทุกคนด้วยตนเองย่อมเป็สิ่งที่ดีที่สุด
“ท่านพ่อเ้าคะฉิงเอ๋อร์ขอโทษที่ทำให้ท่านพ่อกับทุกคนต้องเป็ห่วง และทำเื่ที่ไม่สมควรหลายอย่าง เพราะดวงตามืดบอดมองคนแค่เปลือกนอก ไม่เชื่อฟังคำทัดทานของคนในครอบครัวจนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
หลังจากฉิงเอ๋อร์ตื่นจากการหมดสติขึ้นมา ก็ได้ทบทวนทุกอย่างและรู้ว่าคนที่รักฉิงเอ๋อร์มากที่สุดก็คือพวกท่าน จากนี้ไปฉิงเอ๋อร์ขอสัญญาว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเส้าเหยี่ยนเสียงอีกแล้วเ้าค่ะ
จะไม่พบเจอหรือติดต่อใด ๆ กับคนเช่นนั้นอีก คนที่คู่ควรกับความรักของฉิงเอ๋อร์ต้องเป็บุรุษที่มั่นคงในรัก และพร้อมจะปกป้องฉิงเอ๋อร์ไปตลอดชีวิตเ้าค่ะ”
“ฉิงเอ๋อร์ลูกแม่เ้าไม่ต้องขอโทษหรอกนะ พวกเราดีใจเสียอีกที่ลูกคิดได้และไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคนตระกูลเส้าอีก จากนี้เ้าจะเป็ฉิงเอ๋อร์ที่สดใสร่าเริงเช่นเมื่อก่อนเสียที” หวังฮูหยินจับมือของบุตรสาวเอาไว้แน่น และพูดจาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเพราะดีใจที่บุตรสาวตัดใจจากเส้าเหยี่ยนเสียง
ไป๋เฟิงฮวาพี่สาวคนโตที่นิสัยห้าวหาญก็กล่าวกับน้องสาวเกี่ยวกับเส้าเหยี่ยนเสียงเช่นกัน
“ฉิงเอ๋อร์เ้าไม่ต้องห่วงหากต้องออกจากจวน พี่หญิงใหญ่คนนี้จะปกป้องเ้าจากบุรุษใจร้ายผู้นั้นเอง”
ไป๋เหม่ยหลินและไป๋เหลียงซินคุณหนูรองและคุณหนูสาม ก็เห็นด้วยกับสิ่งที่พี่สาวคนโตเอ่ยกับไป๋เล่อฉิง
“ยังมีพี่หญิงรองกับพี่หญิงสามของเ้านะฉิงเอ๋อร์ ต่อไปหากใครคิดจะรังแกเ้าพวกพี่จะช่วยจัดการให้เ้าเอง”
“น่าเสียดายที่พี่รองต้องกลับไปชายแดน ไม่รู้จะได้กลับมาเมืองหลวงเมื่อใดน่ะสิ” ไป๋เซียวหยาเห็นพี่น้องคนอื่น ๆ แสดงท่าทีปกป้องน้องสาวแต่เขาไม่อาจรั้งอยู่ที่นี่ได้
ไป๋เจิ้งหยูไม่อยากให้น้องชายต้องกังวลเื่ของไป๋เล่อฉิงเขาจึงกำชับด้วยตนเอง “หึ เ้าอย่าคิดมากเลยน้องรองทำหน้าที่ของเ้าให้ดีก็พอ อย่าลืมว่ายังมีพี่ใหญ่อยู่ทั้งคนจะปล่อยให้ฉิงเอ๋อร์ถูกรังแกได้อย่างไรจริงไหม”
“ข้าเชื่อว่าหลังจากนี้พี่ใหญ่ไม่ปล่อยให้เกิดเื่ไม่ดีกับฉิงเอ๋อร์ได้อีกแน่นอนขอรับ”
ไป๋เล่อฉิงมองคนในครอบครัวที่รักและห่วงใยตนเองด้วยดวงตาแดงก่ำ ได้แต่คิดว่าชาติก่อนนางมองข้ามความรู้สึกของพวกเขาไปได้อย่างไร แค่เพียงนางมีสติและคิดไต่ตรองให้ดีสักหน่อย คงไม่ตกตายอย่างทรมานด้วยน้ำมือของบุรุษที่บอกว่ารักนางเป็แน่
“ขอบคุณพวกท่านมากเ้าค่ะ ถ้าหายดีแล้วฉิงเอ๋อร์จะช่วยพี่หญิงทั้งสามดูแลเื่การค้านะเ้าคะ”
“ได้สิจ๊ะ ฉิงเอ๋อร์อยากดูแลร้านใดก็บอกพวกพี่ได้เลยนะ”
“เ้าค่ะพี่หญิงใหญ่”
หลังจากนั่งพูดคุยกันได้พอประมาณก็เป็ใต้เท้าไป๋ที่หยุดทุกคนไว้เพียงเท่านั้น และสั่งให้จิ่งฟางพาบุตรสาวกลับไปพักผ่อนที่เรือน
“ตอนนี้ก็ไม่เช้าแล้วทุกคนแยกย้ายไปทำงานเถิด ส่วนฉิงเอ๋อร์ก็กลับเรือนไปพักผ่อนอย่าได้ตากลมนาน ๆ ประเดี๋ยวไข้กลับขึ้นมาจะอดไปช่วยพี่สาวของเ้าได้นะ”
“เช่นนั้นฉิงเอ๋อร์ขอตัวกลับเรือนก่อนนะเ้าคะ”
“พวกข้าเองก็ต้องไปจัดการเื่งานที่ค้างอยู่เช่นกัน และจะแวะไปส่งน้องสาวที่ร้านค้าด้วยขอรับท่านพ่อ” ไป๋เจิ้งหยูเอ่ยกับบิดาแทนน้องชายน้องสาว เพราะร้านค้าของมารดาเป็ทางผ่านของตนอยู่แล้ว
“อืม ไปเถิดดูแลน้อง ๆ ให้ดีล่ะ”
“ขอรับท่านพ่อ”
และแล้ววันนี้เื่ที่ทำให้คนตระกูลไป๋รู้สึกหม่นหมองก็ถูกปลดเปลื้อง เมื่อคำสัญญาที่ออกจากปากของไป๋เล่อฉิง ทำให้ความสุขกลับมาสู่ตระกูลไป๋อีกครั้ง
แต่กลับมีบางคนที่ทำให้เส้าเหยี่ยนเสียงต้องเจ็บตัวไม่ยอมปล่อยผ่านเื่นี้ไปง่าย ๆ ความเ็ปยามต้องเห็นสตรีที่ตนพึงใจมานานเกิดล้มป่วย เพียงเพราะคำสัญญาจากปากพล่อย ๆ ของเส้าเหยี่ยนเสียง เขาอยากสังหารบุรุษเช่นนี้ทิ้งไปเสียด้วยซ้ำ พอคิดอีกทีการค่อย ๆ ทรมานต่อไปย่อมดีกว่าเป็ไหน ๆ
