ระหว่างทางเขาก็พบว่าจี้ของตัวเองหายไป มันเป็ของที่ระลึกที่ย่าทิ้งไว้ให้ เขาหวงมาก จึงรีบกลับไปหา
แล้วก็ได้ยินสิ่งที่พูดเ่าั้
ที่แท้ก็มีเื่ทุกข์ใจ
คุณปู่ฮวาป่วยหนัก แถมฮวา...คุณหนูก็ยังมีญาติที่ไม่ดี อนาคตน่าเป็ห่วง เลยทำให้.....
แถมสุดท้ายเธอก็กลับคำ ไม่คิดที่จะแต่งงาน (มาเป็ภัย...) กับเขาแล้ว
ก็มีความดีอยู่บ้างเหมือนกัน
ความไม่พอใจในใจเขาก็ลดลงไปอีก
ส่วนจี้นั่น ก็ยกให้เธอไปเถอะ!
ยังไงซะมันก็ต้องเป็ของเธออยู่ดี.....
ตอนที่ย่าให้เขา ย่าก็เคยบอกว่า นี่เป็ของขวัญให้หลานสะใภ้ในอนาคต
เย่เซินหันหลังเดินจากไป
ฮวาเจาออกมาทำอาหาร
ในถังข้าวข้างตู้เก็บชาม ยังมีข้าวโพดบดอยู่บ้าง ข้างๆ ถังข้าวยังมีกะหล่ำปลีเหี่ยวๆ 2 หัวกับมันฝรั่งที่กำลังจะงอกอีก 2-3 หัว นี่คือเสบียงทั้งหมดของบ้านตอนนี้
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม มีแต่เื่กิน...โดยเฉพาะวันที่ 1 ของทุกเดือน ที่จะกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ ฮวาเจาเลยจำได้ว่าวันที่ 1 ของทุกเดือนคือวันที่ฮวาเฉียงได้เงินเดือน วันนั้นเขาจะไปรับเงินเดือนที่เมือง แล้วก็ซื้ออาหารและผักมาเก็บไว้กินทั้งเดือน
จริงๆ แล้วสองปู่หลานก็เป็คนชนบท มีโควตาอาหาร และทางหน่วยผลิตก็จะแบ่งผักให้ แต่โควตาอาหาร 360 ชั่งต่อคนต่อปี จะไปพออะไรกับนักซูโม่? 720 ชั่งก็ไม่พอ! ดังนั้นสองปู่หลานฮวาจึงอยู่ในชนบทแต่ใช้ชีวิตเหมือนคนเมือง ต้องซื้อข้าวซื้อผักกิน
อีก 5 วันก็จะถึงวันที่ 1 ของเดือนหน้า ตามหลักแล้วเสบียงที่มีอยู่จะไม่พอแน่นอน ฮวาเฉียงจะต้องอดไปหลายวัน่ปลายเดือน
ฮวาเจาซาวข้าวไปก็ถอนหายใจไป นี่มันปู่ที่ดีอะไรอย่างนี้
ตอนนี้เธอได้มาแล้ว~
ล้างหม้อ ก่อไฟ ซาวข้าว ทำอาหาร สิ่งเหล่านี้ฮวาเจาทำเป็
ถึงแม้ว่าจะไม่คุ้นกับเตาถ่านแบบชนบท แต่เธอก็เคยไปเที่ยวฟาร์มสเตย์มาบ้าง ก็พอจะทำเป็ ความรู้ทางทฤษฎีเื่การควบคุมไฟ เธอก็รู้ แต่ยังขาดประสบการณ์จริง
ฮวาเฉียงคลานลุกขึ้นมาจากแคร่ แล้วมานั่งดูอยู่บนเก้าอี้ในครัว เห็นว่าไอ้หนูฮวาทำเป็เป็เื่เป็ราว แถมยังคล่องแคล่วว่องไว ไม่เห็นบ่นเหนื่อยเลย ก็ตื้นตันจนน้ำตาไหล
ไอ้หนูฮวาของเขา โตเป็สาวแล้วจริงๆ!
บ้านในชนบทของทางตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีเตาไฟอยู่สองเตาตรงห้องตะวันออกและตะวันตก โดยทั่วไปจะใช้เตาหนึ่งสำหรับทำอาหาร และอีกเตาสำหรับต้มอาหารหมู
่นี้เกือบทุกบ้านจะเลี้ยงหมู แต่ก่อนบ้านฮวาก็เลี้ยงเหมือนกัน แต่ปีนี้ฮวาเฉียงไม่ไหวแล้วจึงไม่ได้เลี้ยง
หม้อทั้งสองใบนี้ ฮวาเจาทำความสะอาดไว้ั้แ่เมื่อกี้แล้ว ตอนนี้ก็ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรแล้ว ใช้หม้อหนึ่งต้มโจ๊ก อีกหม้อใช้ตุ๋นผัก เอาผักกาดขาวกับมันฝรั่งมาตุ๋น ใส่เนื้อหมูสามชั้นเข้าไปอีกไม่กี่ชิ้น กลิ่นก็หอมหวนออกมาแล้ว จนท้องของฮวาเจาร้องโครกคราก น้ำลายสอเลยทีเดียว
ฮวาเฉียงเองก็เหมือนกัน เขาไม่มีพร์ในการทำอาหาร ทำมาสิบกว่าปีก็ยังกินได้แค่พอไม่ตายเท่านั้น
ก็สมน้ำสมเนื้อเ้าของร่างเดิมแล้ว กินอะไรที่ไม่อร่อยขนาดนั้นเข้าไปได้จนอ้วนเป็นักซูโม่
"ปู่ กินข้าวได้แล้ว" ฮวาเจาตักโจ๊กใส่ชามใบโตให้ฮวาเฉียงเต็มชาม แล้วก็ตักผักใส่ชามให้เต็มอีกชาม ส่วนของตัวเองมีแค่โจ๊กและผักเล็กน้อย
ฮวาเฉียงคิดว่าตัวเองนั่งผิดที่ ปริมาณอาหารแบบนี้มันกลับกันนี่นา
"ฮวา เอาของปู่กับของหลานมาสลับกัน" ฮวาเฉียงจะไปหยิบชาม
"ปู่ อย่าขยับเลย นี่แหละของปู่ทั้งหมด ส่วนของหนูมีแค่นี้แหละ ั้แ่วันนี้ หนูจะลดน้ำหนัก!" ฮวาเจาพูด
"ลดน้ำหนัก?" ฮวาเฉียงไม่เคยได้ยินคำนี้ รอบข้างไม่มีใครจำเป็ต้องลดน้ำหนัก แล้วเขาก็ไม่คิดว่าหลานสาวต้องลดน้ำหนัก ถึงจะอ้วนไปหน่อย แต่ก็ไม่เห็นจะเป็อะไร นี่ก็แค่เปลืองผ้าเปลืองอาหารไปหน่อยเท่านั้นแหละ คนรอบข้างยังอิจฉาหลานสาวเขาจะตายไป
"ปู่ ไม่คิดว่าหนูอัปลักษณ์เหรอ?" ฮวาเจาถาม
ฮวาเฉียงตบโต๊ะแล้วเบิกตากว้าง "ใครว่าหลานอัปลักษณ์? ปู่จะไปหาเื่มัน!"
ฮวาเจาถอนหายใจ คนที่สภาพแบบเธอแล้วยังไม่เรียกว่าอัปลักษณ์ แล้วอะไรถึงจะเรียกว่าอัปลักษณ์กัน? นี่มันหลงหลานจริงๆ เลย
"เย่เซินบอกว่า...อ้วนเกินไปจะไม่มีลูก" เธอพูด
ฮวาเฉียงทำหน้าบึ้ง แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
"นี่ๆๆ ...เขาเกลียดลูกเหรอ?" ฮวาเฉียงถาม
ฮวาเจาถอนหายใจอีกครั้ง ทำไมจะไม่เกลียดล่ะ? เขาก็ไม่ได้ตาบอดนี่นา!
"ก็พอประมาณแหละ เขาบอกจะแต่งงานกับหนูแล้วนี่นา ถึงจะเกลียดก็ต้องทนไป แต่หนูต้องลดน้ำหนักจริงๆ ไม่งั้นถ้ามีลูกไม่ได้จริงๆ ก็แย่สิ" เธอก็ไม่รู้ว่าเ้าของร่างเดิมใช้สภาพร่างกายแบบนี้ตั้งท้องลูกแฝดได้ยังไง นี่อาจจะเป็ปาฏิหาริย์ทางการแพทย์ก็ได้
แต่ในความทรงจำของเธอ ลูกแฝดคู่นั้นเกิดมาก็ผอมแห้ง แถมร่างกายก็ไม่แข็งแรง ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่ตลอด
บางครั้งแม่กินเยอะ ไม่ได้หมายความว่าลูกจะได้กินเยอะด้วย
แม้กระทั่งเพื่ออนาคตลูกทั้งสองคนจะได้มีสุขภาพดี เธอก็ต้องลดน้ำหนัก ถึงแม้ว่าจะอยู่ใน่ตั้งครรภ์ก็ตาม
"ใช่ๆ เื่ลูกเป็เื่ใหญ่ ในอนาคตหลานมีลูกเยอะๆ โตไปจะได้มีคนเลี้ยงดู" ฮวาเฉียงพยักหน้าเห็นด้วย
เขาไม่เคยคัดค้านอะไรฮวาเจาเลย เธอพูดอะไรก็ว่าตาม
สองปู่หลานก็ก้มหน้ากินข้าว เมื่ออาหารเข้าปาก ฮวาเฉียงก็ตาเป็ประกาย "ไอ้หนูฮวาของปู่เก่งจริง! ทำอาหารครั้งแรกก็อร่อยขนาดนี้! ปู่ไม่เคยกินอาหารอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต!"
"ขอบคุณสำหรับคำชม" ฮวาเจาคิดว่าเขาพูดเล่น ในความทรงจำมีฉากที่ฮวาเฉียงเล่าเื่ "ในอดีต" อยู่บ่อยๆ ฮวาเฉียงเคยลำบาก เคยเจอความทุกข์ แต่ก็เคยเสวยสุขมาบ้าง ตอนที่เขาเป็ทหารรักษาความปลอดภัยให้คนใหญ่คนโต เขาก็เคยไปกินร้านอาหารใหญ่ๆ ในเมืองหลวง
ฝีมือของพวกนั้นต้องดีกว่าเธอแน่นอน
แต่พออาหารเข้าปาก ฮวาเจาเองก็ใเหมือนกัน เธอก็ไม่เคยกินอาหารอร่อยขนาดนี้เหมือนกัน! อย่าว่าแต่ร้านอาหารใหญ่ๆ ในเมืองหลวงเลย ร้านอาหารระดับโลก เธอก็เคยกินมาหลายร้าน! ไม่เคยมีอาหารจานไหนที่ทำให้เธอประทับใจขนาดนี้มาก่อน!
เธอรู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังกินไม่ใช่ผักกาดขาวกับมันฝรั่ง แต่กำลังกินิญญาผักกาดขาวกับิญญามันฝรั่ง ถ้าไม่เข้าสิงคงไม่อร่อยขนาดนี้หรอกมั้ง?
"มันเกิดอะไรขึ้น?" ฮวาเจาจ้องผักในชาม
จริงๆ แล้วมันก็แค่ผักกาดขาวกับมันฝรั่งธรรมดาๆ หน้าตาก็ไม่น่ากิน เมื่อกี้เธอไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรมาก แค่ผัดๆ แล้วเติมน้ำลงไปตุ๋น เติมแค่เกลืออย่างเดียวก็เท่านั้น
ไม่น่าจะเกี่ยวกับวัตถุดิบ ถ้าอย่างนั้นฮวาเฉียงคงไม่แปลกใจขนาดนี้
ฮวาเจาตาเป็ประกาย เธอเปิดสกิลทำอาหารแล้วหรือ? หรือว่ามันเกี่ยวกับจี้หยก?
เดี๋ยวค่อยทดลองดู ตอนนี้กินข้าวไปก่อน!
จี้ทำให้หน้าอกเธอไม่รู้สึกอึดอัดแล้ว แต่ความรู้สึกอื่นๆ ก็ยังอยู่ เช่น ความหิว ความเ็ป เธอหิวจนปวดท้องแล้ว
แต่พอทานข้าวไปแค่ชามเดียว ฮวาเจาก็จ้องชามอีกครั้ง
ปริมาณการกินของเ้าของร่างเดิมคือเป็กะละมัง กินทีนึงหมดกะละมัง กินแค่ชามเดียวแบบนี้ เ้าของร่างเดิมกินคำเดียวก็หมดแล้ว
ตามหลักแล้วกินแค่นี้เธอก็ยังคงหิว แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกสบายตัวอบอุ่น มีแรงเหลือเฟือ
เธอรู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะนั่งไม่ติด เธอทำอาหารที่มีสรรพคุณพิเศษได้ด้วยเหรอ?
อีกฝั่ง ฮวาเฉียงกินข้าวสองชามใหญ่หมดแล้ว
"สบายตัวจัง ไม่ได้สบายตัวแบบนี้มานานแล้ว..." ฮวาเฉียงลูบท้องแล้วก็เผลออุทานออกมา ความรู้สึกสบายนี้ทำเอาน้ำตาเขาแทบไหลออกมา
ฮวาเจานึกถึงอาการป่วยของเขา ก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา
ฮวาเฉียงเป็โรคกระเพาะ เป็แบบร้ายแรง หมอไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว ให้กลับบ้านไปอยากทำอะไรก็ทำ
ฮวาเจาคิดว่าโรคของเขาเกิดจากที่ตามใจหลานสาวมากเกินไป
เอาล่ะ หนี้ที่เ้าของร่างเดิมก่อไว้ เธอจะมาใช้เอง แต่ก็ไม่รู้ว่าเธอมีความสามารถที่จะทำได้ไหม
ฮวาเจารีบเก็บจานชาม แล้วก็ไปซักผ้าต่อ
พอซักผ้าเสร็จ เธอก็เดินออกไปข้างนอก
ตอนแรกว่าจะไปบอกฮวาเฉียง แต่ก็พบว่าฮวาเฉียงหลับกรนอยู่บนแคร่แล้ว
นี่มันเป็เื่ที่หาได้ยาก
ฮวาเจารู้ว่าเพราะโรคนี้ ฮวาเฉียงแทบจะนอนไม่หลับทั้งคืน ทั้งวันรวมๆ กันแล้วก็นอนได้ไม่ถึงสองชั่วโมง ทำให้ร่างกายเขาอ่อนล้าอย่างมาก
ฮวาเจาค่อยๆ ห่มผ้าให้เขา แล้วก็หันหลังเดินออกไป
เธออยากจะหาที่ที่ไม่มีคน จึงเดินไปทางหลังเขา แต่พอเข้าไปในูเา เธอก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
