“ิไจ้เฉิน!”
จู่ๆ ก็มีเสียงะโดังขึ้น บรรดาบัณฑิตต่างมองหาต้นเสียงเป็ตาเดียว ชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมชุดผ้าแพรอย่างหรูหรา ยืนกอดดาบอยู่ท่ามกลางฝูงชน หลายๆ คนจำเขาได้ เขาคือคุณชายผู้เหลวไหลอันดับหนึ่ง ซึ่งก็คือซื่อจื่อจ้าวอ๋อง
ซื่อจื่อจ้าวอ๋องชี้ดาบไปที่ิหยวน
“เ้าว่าแคว้นเหนือและแคว้นใต้แบ่งแยกดินแดน บ้านเมืองวุ่นวายไม่หยุดหย่อน เช่นนั้นเ้าลองบอกมาสิว่า ราชสำนักควรให้ความสำคัญกับบุ๋นหรือบู๊? ควรเกณฑ์ทหารเพิ่ม หรือลดกำลังพล? ป้องกันบ้านเมือง หรือทำา? กล้าตอบหรือไม่?”
ิหยวนใเล็กน้อยเมื่อเห็นเขา แต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เขาโค้งคำนับแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฮ่องเต้ไท่อู่ทรงตรัสว่า สำนักศึกษาหลวงเป็สถานศึกษา มีไว้เพื่อศึกษาหาความรู้ ย่อมไม่มีข้อห้ามใดๆ บนเวทีแห่งนี้ พวกเราสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ทุกเื่ ศิษย์ความรู้น้อย หวังเพียงใช้ความสับสนดึงดูดมาซึ่งคำตอบที่แท้จริง”
ิหยวนเพิ่งจะช่วยหม่านสืออี๋ไว้ได้ ทุกคนต่างชื่นชมในความสามารถของเขา ครั้งนี้เว่ยเสี่ยนยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เสียงสนับสนุนจากด้านล่างก็ดังขึ้น “เชิญ! เชิญ!”
ปกติิหยวนเป็คนถ่อมตน แต่ยามนี้เขากลับยืนหยัดอยู่บนเวที เอ่ยถ้อยคำอันหนักแน่น ราวกับ้าเผาผลาญความอยุติธรรมในใจ ยิ่งพูดยิ่งมีพลัง “ทุกท่านทราบกันดีว่า ห้าชนเผ่ากำเริบเสิบสาน ทำให้ชาวฮั่นต้องอพยพลงใต้ ใต้หล้าจึงถูกแบ่งออกเป็สองส่วน แคว้นเหนือและแคว้นใต้เผชิญหน้ากันมานานนับร้อยปี ข้ากล้าพูดได้เต็มปากว่า อีกไม่เกินหนึ่งปี แคว้นเหนือและแคว้นใต้ต้องเกิดาอีกครั้งอย่างแน่นอน!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลานกว้าง แม้แต่อาจารย์และขุนนางที่นั่งปะปนกับบัณฑิต ต่างก็พากันแสดงสีหน้าตกตะลึง
ิหยวนเห็นเผยซูเยี่ยที่นั่งอยู่ด้านล่างขมวดคิ้ว และส่ายหัวให้เขา ทว่าิหยวนก็อดไม่ได้ที่จะใช้โอกาสนี้ พูดในสิ่งที่ตนเองคิด
“เหตุใดข้าถึงพูดเช่นนี้? เพราะเมื่อยี่สิบปีก่อน พวกเรายังคงตั้งใจที่จะรวบรวมแคว้นเหนือและแคว้นใต้ให้เป็หนึ่งเดียว แต่ยามนี้ พวกเรากลับพอใจในความเป็อยู่ ไม่คิดจะทำาเพื่อชิงดินแดนกลับคืนมา ราชสำนักเก็บภาษีอย่างหนัก ราษฎรใช้แรงงานอย่างหนัก แต่กลับไม่ได้รับผลตอบแทนที่ควรได้รับ ชาวบ้านอดอยาก ไร้ที่อยู่อาศัย ชนชั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน คนตระกูลใหญ่รังเกียจการเป็ขุนนาง ส่วนคนธรรมดาไม่มีโอกาสรับใช้ราชสำนัก บ้านเมืองเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ต่างจากแคว้นเหนือที่เรืองอำนาจ ตระกูลมู่หรง ยึดครองดินแดน จ้องจะรุกรานแคว้นใต้ พวกเขารวบรวมกำลังพล สั่งสมเสบียงอาหาร ทั้งยังลอกเลียนวัฒนธรรม กฎหมาย และระบบราชการของแคว้นเรา เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีความทะเยอทะยาน ้าใต้หล้ายิ่งนัก! การปฏิรูปของตระกูลมู่หรง ล้วนแล้วแต่้ากำจัดศัตรู สร้างความชอบธรรมให้ตนเอง และทดสอบความภักดีของราษฎร ฉะนั้นพวกเขาจึง้าทำา! นี่ไม่ใช่เื่ที่พวกเราจะเลือกได้ว่า จะรบหรือไม่รบ แต่เป็เื่ที่พวกเขาจะบังคับให้พวกเรารบ!”
เสียงของิหยวนเริ่มแหบแห้ง “หากพ่ายแพ้ในาครั้งนี้ ชาวหูป่าเถื่อนจะยึดครองแผ่นดิน วัฒนธรรมอันดีงามของพวกเราจะถูกทำลาย ชาวบ้านต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน สิ้นเนื้อประดาตัว ฉะนั้นพวกเราจะยอมแพ้ไม่ได้! พวกเราต้องชนะเท่านั้น! แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น พวกเราต้องเตรียมตัว! ต้องเตรียมความพร้อมด้านอาวุธ ฝึกฝนทหาร คัดเลือกทหารกล้า มอบรางวัลให้แก่ทหารที่ทำคุณประโยชน์ ปรับปรุงระบบราชการ จัดหาเสบียงอาหาร และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชน นี่ไม่ใช่เื่ที่พวกเราจะเลือกได้ว่า จะให้ความสำคัญกับบุ๋นหรือบู๊ แต่เป็เื่ที่พวกเราต้องให้ความสำคัญกับบู๊! พวกเราไม่มีทางเลือก!”
เสียงของเขาดังกึกก้อง บรรยากาศในลานกว้างเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทุกคนต่างรู้สึกหวาดกลัว ทว่าิหยวนกลับหยุดพูดกะทันหัน เขาหันหลังกลับมา เดินไปมาบนเวทีอย่างเชื่องช้า พูดด้วยน้ำเสียงสงบราวกับกำลังครุ่นคิด “แต่การให้ความสำคัญกับบู๊นั้น หมายความว่าเราต้องเกณฑ์ทหารเพิ่มอย่างนั้นหรือ? ข้าคิดว่าไม่เสมอไป ระบบทหารมีมานานแล้ว ทุกคนต่างก็รู้หน้าที่ของตนเองเป็อย่างดี หากเรารีบร้อนเกณฑ์ทหารเพิ่ม มอบอำนาจให้แม่ทัพแต่ละหัวเมืองเป็ผู้รับผิดชอบ ย่อมทำให้เกิดความวุ่นวาย ขาดความชัดเจน ทหารกลายเป็ของแม่ทัพ แม่ทัพมีอำนาจ ย่อมไม่ต่างอันใดกับการปล่อยให้เขามีกองกำลังส่วนตัว ความคิดเช่นนี้อาจเป็ความคิดที่ตื้นเขิน แต่ข้าคิดว่า หากแม่ทัพมีกำลังพลมากเกินไป ย่อมเป็ภัยต่อราชสำนัก หรือพวกเขาอาจเก็บงำกำลังพล ไม่ยอมสู้รบอย่างเต็มที่ ทหารมาก แม่ทัพเยอะ แต่กลับขาดการประสานงานที่ดี”
“ดังนั้น ข้าคิดว่า สิ่งที่พวกเราควรทำตอนนี้คือเตรียมพร้อมรับมือกับา อย่าเพิ่งนึกถึงเื่การเกณฑ์ทหารเพิ่ม”
กล่าวจบิหยวนก็โค้งคำนับ “ทั้งหมดนี้เป็เพียงความคิดเห็นส่วนตัวของข้า หากผิดพลาดประการใด โปรดชี้แนะด้วยขอรับ”
บรรดาบัณฑิตต่างครุ่นคิดในสิ่งที่เขาพูด บรรยากาศเงียบสงัดไร้เสียงผู้ใด
ไม่นานนัก เสียงปรบมือก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนต่างชื่นชมในตัวิหยวน ทั้งความรู้และความกล้าหาญของเขา
เว่ยเสี่ยนแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงแต่จ้องมองิหยวน “ดี ดีมาก กล้าหาญยิ่งนัก คู่ควรกับฉายา ‘ไจ้เฉิน’[1] ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ หรือเ้าคิดทำตนเองให้คู่ควรกับตำแหน่ง ‘ไจ้เฉิน’ อย่างนั้นหรือ?”
บรรดาบัณฑิตต่างใ แม้แต่หวงซื่อเหวยและเฉาอู๋จิ้ว ต่างก็ไม่รู้มาก่อนว่าิหยวนได้รับพระราชทานฉายา ความน่าภาคภูมิใจนี้ ิหยวนกลับไม่เคยเอ่ยถึงมาก่อน
ิหยวนยืดตัวตรง ประสานมือคารวะเว่ยเสี่ยนด้วยท่าทีสุภาพ เว่ยเสี่ยนผู้นี้มีนิสัยเอาแน่เอานอนไม่ได้ เขาเองก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำสิ่งใด จึงไม่คิดจะปิดบังสถานะของอีกฝ่าย “ซื่อจื่อกล่าวชมเกินไปแล้ว พวกข้าเป็เพียงบัณฑิต มีหน้าที่ช่วยเหลือบ้านเมือง ไม่เคยคิดจะแสวงหาชื่อเสียงหรือผลประโยชน์ส่วนตัว”
“ดี ดี ดีมาก!” เว่ยเสี่ยนกล่าวสามคำติดต่อกัน ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
แต่ยังไม่ทันได้เดินไปไหน ก็มีม้าเร็ววิ่งตรงเข้ามาในลานกว้าง บุรุษบนหลังม้าคือหยางจวิน
“เกิดเื่ใหญ่แล้ว!”
“ฮ่องเต้เป่ยฉียกทัพมารุกราน ยามนี้กำลังตั้งค่ายอยู่ทางเหนือของเมืองสือโถว พวกเขาประกาศกร้าวว่า้ายึดครองแคว้นใต้ ผนวกแผ่นดินให้เป็หนึ่ง!”
“ซื่อจื่อ จ้าวอ๋องให้ท่านเข้าวังเดี๋ยวนี้ รีบไปเร็วเข้า”
เว่ยเสี่ยนจ้องมองหยางจวิน ก่อนจะรีบเร่งออกไป
จากนั้นหยางจวินควบม้าไปด้านล่างเวทีและมองิหยวนที่ยืนตะลึงอยู่บนเวทีด้วยรอยยิ้ม “ิหยวนน้อย ข้าต้องไปรบอีกแล้ว”
-----
เชิงอรรถ
[ 1 ] ไจ้เฉิน ( 宰辰 ) หมายถึง ผู้ปกครองใต้ฟ้า ผู้แบกรับภาระอันหนักใหญ่เป็ฉายาที่แสดงถึงความสามารถและความรับผิดชอบ
