หลังโรงอาหารมีป่าอยู่ผืนหนึ่ง
ตรงกลางป่าที่แน่นขนัดไปด้วยต้นไม้มีโต๊ะหิน และเก้าอี้หินตั้งอยู่
ตรงนี้ช่างแตกต่างกับโรงอาหารที่แสนจะวุ่นวาย บนโต๊ะหินมีชุดชงชาวางเรียงไว้ บนม้านั่งก็มีท่านอาจารย์ท่าทางภูมิฐานนั่งอยู่
เครายาวของท่านอาจารย์ท่านนี้แตกต่างจากคนอื่นๆ เคราของเขาถูกตัดแต่งเสียจนดูเรียบร้อย
ยามที่ชงชาอยู่ก็แหวกเคราออกเป็สองฝั่งซ้ายขวาแล้วทัดหูไว้
ทรงผมของท่านอาจารย์ท่านนี้ก็ดูเรียบร้อยเป็ระเบียบยิ่ง ปลายผมเรียงตัวเป็เส้นตรงราวกับว่าเพิ่งจะตัดมาไม่นาน
ชุดชงชาของท่านอาจารย์ท่านนี้ก็ถูกเรียงอย่างเป็ระเบียบจนเป็เส้นตรงเช่นกัน
ท่านอาจารย์ท่านนี้คืออาจารย์ประจำชั้นของชั้นเรียนเตรียมความพร้อม นามว่าท่านอาจารย์จวี
นับั้แ่วันนี้ไปอีกหนึ่งปี ท่านอาจารย์ทุกคนในชั้นเรียนเตรียมความพร้อมให้เขาเป็คนจัดการ
ท่านอาจารย์จวีคืออาจารย์ที่โดดเด่นที่สุดในสำนักเชิน
เขามีหน้าที่บวงสรวงสุราให้สำนักเชิน ทั้งเขายังมีความสัมพันธ์อันดีกับท่านอาจารย์ใหญ่อีกด้วย
เขาโดดเด่นเื่ความเคร่งครัด ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบ บัณฑิตที่เข้ามาอยู่ในเงื้อมมือของเขาแล้ว ล้วนราวกับกำลังอยู่ในฝันร้ายที่แสนทุกข์ทรมาน
บัดนี้เขากำลังนั่งต้มชาให้ท่านอาจารย์อีกสองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน
อาจารย์ทั้งสองท่านนี้คือท่านอาจารย์หงและท่านอาจารย์หวาง ทั้งสองก็ล้วนแต่เป็ท่านอาจารย์ประจำชั้นรอง อีกทั้งยังมีหน้าที่สอนเหล่าบัณฑิต
จากที่พวกเขานั่งอยู่สามารถเห็นความครึกครื้นในโรงอาหารได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อครู่ที่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งใช้แส้ตวัดเอาสหายของตนกลับมา ดูแล้วช่างเหมือนกับการแสดงข้างถนนเสียจริง
เสียงร้องแหลมจากในโรงอาหารดั่งแว่วมา
“ท่านอาจารย์จวี ครานี้ต้องอาศัยท่านแล้ว เ้าพวกเด็กชั้นเรียนเตรียมความพร้อมนี้จัดการไม่ง่ายนัก แต่ละคนล้วนแต่เป็ยอดดวงใจของตระกูลต่างๆ ไม่ก็เป็บุตรชนชั้นสูงในตระกูลต่างๆ เพียงแค่เพิ่งจะเปิดเรียนวันแรก ก็มีบัณฑิตวิ่งมาขอย้ายหอพักถึงสองคน”
“เหตุใดจึง้าย้ายหอพักเล่า”
“เ้าเด็กสองคนนั้นบอกว่าใเพื่อนร่วมห้อง คนหนึ่งคือเ้าเด็กตระกูลหลู อีกคนคือยอดดวงใจของฮูหยินผู้เฒ่าสวี ส่วนเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนคือฉาวจิ่วกับเด็กที่ฮูหยินหลัวเลี้ยงดู” ท่านอาจารย์หงอธิบายให้อีกฝ่ายฟังด้วยท่าทีจริงจัง
“หลานชายของฮูหยินผู้เฒ่าสวีใรูปลักษณ์ของฉาวจิ่ว ท่านอาจารย์ก็รู้ว่าเ้าเด็กตระกูลสวีเติบโตท่ามกลางสตรี รอบกายล้วนมีแต่โฉมงาม ใบหน้าของฉาวจิ่วสำหรับเขาจึงค่อนข้างอัปลักษณ์ไปสักหน่อย”
“ส่วนบุตรชายตระกูลหลูถูกเ้าเด็กที่ฮูหยินหลัวเลี้ยงไว้ทำให้ตื่นใยกใหญ่มา ฮูหยินหลัวมาจากทุ่งหญ้ารกร้างห่างไกล สภาพอาการที่นั่นเลวร้ายมาก งูเงี้ยวเขี้ยวขอตลอดจนสัตว์ร้ายก็มีมากมาย จากที่เ้าเด็กตระกูลหลูเล่าคือเ้าเด็กที่ฮูหยินหลัวเลี้ยงดูนำงูตัวใหญ่เข้ามาในสำนักด้วย” ท่านอาจารย์หวางก็ช่วยเสริมเช่นกัน
ดวงตาของเขาพร่าเลือน มองอะไรไม่ค่อยจะชัดนัก ทว่าความรู้กลับมีมากมายเหลือคณา ทว่าปัญหาสายตากลับรุนแรงนัก เขาจึงถูกส่งให้มาดูแลชั้นเรียนเตรียมความพร้อมอย่างจำใจ
“ท่านอาจารย์จวี ท่านว่าควรจะจัดการอย่างไรดี” ที่อาจารย์หงกล่าวเื่นี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อปรึกษาเรื่อยเปื่อยเท่านั้น เขาไม่อยากเป็แพะรับบาป เพราะหากว่ายอมให้ย้ายหอพักก็เท่ากับว่าฝ่าฝืนกฎระเบียบ ทั้งนี้ท่านอาจารย์จวีเคร่งครัดในกฎระเบียบนัก หากไม่ให้ย้ายหอพัก อิทธิพลของตระกูลหลูก็ไม่ใช่เบา ฮูหยินผู้เฒ่าสวีก็ร้ายกาจ อีกทั้งนางยังเป็ท่านป้าของฮ่องเต้ นับเป็คนในราชวงศ์คนหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นนางยังอารมณ์ร้ายเหลือเกิน ขอเพียงเหตุผลไม่ถูกใจ นางก็ยกไม้เท้าขึ้นมาฟาดแล้วด่าทอต่อไปอีกสามวันสามคืนได้เลยทีเดียว ท่าทางแทบมิต่างอะไรกับชาวบ้านทั่วไปเชียว ทั้งๆ ที่นางมีตำแหน่งสูงส่งถึงเพียงนั้น แถมอายุอานามก็ไม่น้อยแล้ว
ท่านอาจารย์จวียังไม่ทันได้ตอบอะไร ชาก็ต้มเสร็จแล้ว
เขาค่อยๆ ยกกาน้ำชาขึ้นเทลงในจอกเล็กๆ ให้ท่านอาจารย์ทั้งสอง
ชาสีดำเข้มส่งกลิ่นสะอาดบริสุทธิ์จางๆ
ท่านอาจารย์หง และท่านอาจารย์หวางเมื่อเห็นสีชาก็ขมวดคิ้ว
่นี้ในสำนักเชินนิยมดื่มชาเขียวแบบที่ท่านผู้ดูแลบัณฑิตนำมา นั่นคือการใช้ชากำหนึ่ง ต้มในน้ำร้อนให้เดือด
รสชาติแม้ค่อนข้างขม ทั้งยังมีเพียงแค่รสเดียว แต่ดื่มหมดแล้วก็ยังรู้สึกได้ถึงความหอมที่อวลอยู่ในปาก
กรรมวิธีการชงชาตรงหน้าพวกเขาต้องใช้เครื่องเทศมากมาย รสชาติจึงได้พิลึกนัก ดื่มแล้วชวนให้รู้สึกเอียนขึ้นมา ทั้งเมื่อดื่มชาเขียวจนชินแล้ว จะให้กลับมาดื่มชาเครื่องเทศเช่นนี้ก็รู้สึกฝืนใจเหลือเกิน
“เด็กที่ฮูหยินหลัวเลี้ยงไว้ก็คือเ้าเด็กในโรงอาการที่เพิ่งจะสะบัดแส้ให้ทุกคนดูไปเมื่อครู่” อาจารย์หงไม่อยากจะดื่มชาในมือตน จึงทำทีถือไว้เช่นนั้นก่อนจะวางลง
ท่านอาจารย์สวีที่เพิ่งดื่มชาร้อนที่ทั้งขมทั้งฝาด ไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว
“จะลาออกไปหรือจะไปแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เื่อื่นข้าไม่สนใจ หากไม่ทำตามกฎก็ลาออกไปเสีย” ท่านอาจารย์จวีกล่าวขึ้นอย่างเคร่งครัด
……
ฮ่องเต้เมื่อได้สนทนาเื่เก่าๆ กับท่านราชครูแล้วก็รู้สึกสนิทสนมเหลือเกิน
ทว่าก็ยังไม่หยุดหันมองซ้ายมองขวา
ใบหน้าของท่านราชครูเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม อายุปูนนี้แล้วยังต้องมาทำตัวเป็แม่เล้า หากนายท่านสามรู้เข้าจะต้องเล่นงานเขาถึงตายเป็แน่
เมื่อเขาคิดถึงรอยยิ้มไร้พิษภัยของนายท่านสาม ท่านราชครูก็รู้สึกเย็นะเืขึ้นมา
“ฮูหยินหลัวไม่อยู่หรือ” ฮ่องเต้เวินในที่สุดก็ทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากถาม
ใบหน้าของราชครูเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ เขาและฮ่องเต้ไม่พบกันมานานหลายปี ฮ่องเต้ไม่ถามไถ่ว่าที่ผ่านมาเขาพบเจออันตรายอะไรมาบ้าง คิดถึงแต่เพียงแม่นางหลัว เช่นนี้นามปราชญ์แห่งแผ่นดินที่ฮ่องเต้พระราชทานให้เขาที่ยังมีชีวิตจะไปต่างอะไรกับเขาที่ตายไปแล้วเล่า
“ฮูหยินหลัว ด้วยเพราะวันนี้เหล่าเด็กๆ ที่นางดูแลมาั้แ่เล็กล้วนไปเข้าเรียนที่สำนักเชินกันหมดแล้ว นางรู้สึกกังวลขึ้นมา จึงไปเดินเล่นรอบๆ ทะเลสาบ” ท่านราชครูทูลแล้วก็ก้มหน้าลง
“อืม ที่นี่บรรยากาศไม่เลว เสี่ยวเยียน เ้าอยู่คุยกับท่านอาจารย์ของเ้าที่นี่ก็แล้วกัน ข้าจะไปดูสักหน่อย” จากนั้นฮ่องเต้เวินก็ก้าวเดินไปทางทะเลสาบทันที
ทิ้งจ้งเยียน และราชครูจ้งฟางไว้ด้วยกัน
อาจารย์และศิษย์เมื่อได้นั่งคุยกันสองคนเช่นนี้ก็รู้สึกกระอักกระอ่วน
ท่านราชครูเมื่อก่อนก็ไม่ได้สนใจเ้าศิษย์เพียงคนเดียวของตนเท่าไรนัก เพราะท่านอาจารย์ของเขาสอนอะไรมา เขาก็สอนศิษย์ของตนไปตามนั้น ทั้งยังไม่ได้ตั้งใจทำอะไรให้มากมาย
เขาเองจึงได้แต่สอนศิษย์ของตนเช่นเดียวกัน
ทว่าหลังจากที่เขาเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านไป๋กู่แล้วได้คลุกคลีกับองค์หญิงใหญ่ เขาจึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่าเขานั้นไม่สนใจเ้าศิษย์ที่นั่งอยู่ตรงหน้าตอนนี้จริงๆ
แม้สาเหตุที่เขาโดนไล่ฆ่า เ้าเด็กตรงหน้าก็มีส่วนร่วมด้วย แต่ถึงกระนั้นก็เป็เพราะว่ายังเด็กนัก
ไม่ได้เจอกันมาแสนนาน ใบหน้าอ่อนเยาว์มีแววเด็ดเดี่ยวเพิ่มขึ้นมา ทั้งยังตัวสูงขึ้น สีหน้าก็ไม่เลว ทว่าท่านราชครูก็ไม่รู้ว่าจะกล่าวอะไรดี จึงได้แต่นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
เป็ราชครูน้อยจ้งเยียนที่กล่าวขึ้นก่อน “ท่านอาจารย์ วันนี้ศิษย์น้องเข้าเรียนแล้วหรือ”
“ศิษย์น้องหรือ”
“ข้าพบเขาในวัง แส้เส้นนั้นท่านอาจารย์เป็คนมอบให้ใช่หรือไม่” จ้งเยียนกล่าวไปก็รู้สึกน้อยใจ ท่านอาจารย์ไม่เคยจะมอบอะไรให้เขาอย่างจริงจังเลย
เมื่อราชครูได้ยินเด็กหนุ่มกล่าวเช่นนี้ก็รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมา
“เ้าปรับตัวเข้ากับวังหลวงได้ไม่เลวนี่ ดีกว่าอาจารย์เสียด้วยซ้ำ”
“ก็พอไหวขอรับ นี่คือเนื้อแห้งที่ข้าจะมอบให้ศิษย์น้อง ท่านอาจารย์ช่วยส่งให้เขาหน่อยเถิด” จ้งเยียนกล่าวไปแล้วก็นำเนื้อแห้งในห่อผ้าผืนงามออกมาวาง จากนั้นจึงเปิดห่อออก เผยให้เห็นเนื้อแห่งชิ้นยาวเท่ากันทุกชิ้นวางเรียงอยู่
ราชครูเมื่อเห็นเนื้อตากแห้งห่อนี้แล้วก็ใ
เ้าศิษย์คนนี้ของเขาก็มีลวดลายเหมือนกันนี่ ถึงกับรู้ว่าเ้าเด็กปีศาจชอบกินอะไรที่สุด
“อืม ไว้ข้าจะช่วยส่งให้ เ้ายังมีเื่อะไรอีกหรือไม่” ราชครูถามขึ้นพร้อมท่าทีกระอักกระอ่วน
จ้งเยียนได้แต่ก้มหน้าพร้อมน้ำตาคลอเบ้า ท่านอาจารย์ช่างลำเอียงจริงๆ ไม่เคยจะทำดีกับเขาแม้แต่น้อย ได้ยินมาว่ายามอยู่กับศิษย์น้อง เขาไม่ได้เป็เช่นนี้แม้แต่น้อย
จ้งเยียนฝืนกลั้นน้ำตาให้ไหลย้อนกลับ แล้วเงยหน้าถามขึ้น “ท่านอาจารย์ยอมเป็ม้าให้ศิษย์น้องขี่จริงหรือ”
“แค่กๆๆ” ใบหน้าของชายชราพลันแดงก่ำ
“ท่านอาจารย์ไม่เคยให้ของขวัญข้าสักชิ้น ทั้งยังทิ้งข้าไว้ในวังคนเดียว” จ้งเยียนกล่าวออกมา น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ก็พลันเอ่อล้นออกมา
ราชครูนิ่งอึ้งทันใด…
เ้าศิษย์ของเขาโดนผีสิงเสียแล้วหรือ
เมื่อก่อนเ้าเด็กนี่ทั้งสุขุมรู้ความ ความคิดความอ่านก็ลึกซึ้ง
เหตุใดตอนนี้ยิ่งดูก็ยิ่งคล้ายเ้าเด็กปีศาจเฉินโย่วเสียแล้วเล่า
ชายชราไม่รู้จะทำเช่นไร ได้แต่ตบๆ บนร่างเขาแล้วล้วงหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง
“ให้เ้า”
เล่มนี้เป็หนังสือที่องค์หญิงใหญ่มอบให้เขา เมื่อยื่นให้ศิษย์ของตนแล้วก็นึกเสียใจขึ้นมา
จ้งเยียนมองท่านอาจารย์ตนอย่างตื่นตะลึง คิดถึงที่ศิษย์น้องบอกว่าท่านอาจารย์เป็คนใจอ่อน ทั้งยังปลอบใจเก่งที่สุด ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง
เขายื่นมือออกไปรับตำราเล่มนั้นมา ทว่าท่านอาจารย์กลับไม่ยอมปล่อย
เขาออกแรงดึงหนังสือเล่มนั้น แต่ท่านอาจารย์ก็ยังจับไว้แน่น
จ้งเยียนก้มหน้าลงแล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้งพร้อมน้ำตานอง
ท่านอาจารย์เห็นเช่นนั้นก็เบือนหน้าหนีแล้วปล่อยหนังสือทันที
