“ใช่แล้ว! พวกเราจะไม่ย้ายไปไหน! พวกเราจะอยู่กับห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ! ห้างนี้สิ่งที่พวกเราทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างขึ้นมา ตอนนี้จะเปลี่ยนก็เปลี่ยนเลยเหรอ ไม่ได้ขอความคิดเห็นจากพวกเราสักคำ!”
ดูเหมือนว่าสถานการณ์และอารมณ์ของผู้คนเริ่มควบคุมไม่ได้แล้ว เสียงโวยวายดังไปทั่วห้อง
คังอิงที่อยู่ข้างนอกยังได้ยินเสียงพวกนั้นแล้วก็รู้สึกใจริงๆ ดูท่าว่าการที่ทำให้คนพวกนี้ก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตนเองไม่ใช่เื่ง่ายๆ ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังยอมเป็กบที่ถูกต้มในน้ำอุ่นอยู่ดี
จริงๆ แล้วในยุคสมัยนี้ ด้วยความสามารถของพวกเขาที่วนเวียนอยู่ในห้างสรรพสินค้ามิตรภาพมานาน ถึงความสามารถจะธรรมดา แต่หากกล้าที่จะก้าวออกมาเป็คนแรก ด้วยประสบการณ์การทำงานอันมากมาย อีกทั้งยังมีเส้นสายจากงานราชการเก่าๆ ส่วนใหญ่ก็ประสบความสำเร็จได้แน่นอน
อีกทั้งในเวลานี้ บริษัทเอกชนหลายแห่งต่างก็้าพนักงานขายและผู้จัดการที่มีประสบการณ์ การที่พวกเขาจะไปหางานทำในบริษัทเอกชนนั้นเป็เื่ง่ายมาก หากพวกเขาไปทำงานในบริษัทเอกชน และใช้ความสามารถที่มีอย่างเต็มที่ เงินเดือนของพวกเขาส่วนใหญ่จะสูงกว่าตอนที่ทำงานอยู่ที่นี่เสียอีก
แต่คนพวกนี้เคยชินกับตำแหน่งและเกียรติยศที่ได้รับจากการทำงานในห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ การที่พวกเขาจะสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไปอย่างกะทันหัน พวกเขาคงไม่อาจยอมรับมันได้อย่างแน่นอน
ถึงแม้ว่ายอดขายของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพจะไม่ดีนัก และเงินเดือนของพนักงานก็พอๆ กับคนอื่นๆ ก็ตาม แต่ใน่ที่สินค้าขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็จักรยาน โทรทัศน์ หรือเครื่องประดับทองคำ ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพไม่เคยขาดสินค้าเลย
ประเด็นหลักคือ ชาวบ้านทั่วไปต่างก็ต้องซื้อสินค้าขนาดใหญ่เหล่านี้ใน่ชีวิตหนึ่ง ยามนั้นการที่พวกเขาจะซื้อสินค้าหายากเหล่านี้ ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากคนรู้จักที่ทำงานอยู่ในห้าง ให้พวกเขาช่วยออกใบอนุญาตซื้อสินค้า หากมีความสัมพันธ์อันดีก็จะได้ซื้อสินค้าในราคาพิเศษ
สิทธิพิเศษเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ สามารถทำให้พวกเขาสร้างเครือข่าย สร้างฐานะทางสังคม หรือทำให้ญาติพี่น้องมองพวกเขาด้วยสายตาที่ชื่นชม
ตอนนี้หากห้างต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้าง พวกเขาต้องสูญเสียงานนี้ไป แน่นอนว่าพวกเขาคงไม่อาจทำใจยอมรับเื่นี้ได้ ส่วนสายตาที่แปลกไปจากญาติพี่น้องก็อาจทำให้พวกเขารู้สึกยากจะรับมือ
เสียงของผู้อำนวยการหลี่ถูกกลืนหายไปท่ามกลางเสียงโหวกเหวก คังอิงจึงไม่ได้ฟังต่อไป เธอพอเข้าใจถึงปัญหาหลักๆ ของเื่นี้แล้ว
ตอนนี้การที่เธอจะปรากฏตัวคงไม่เหมาะสม แต่เธอก็ได้รู้แล้วว่าปัญหาที่ห้างฯ ต้องเผชิญนั้นมีอะไรบ้าง
แล้วจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร? คังอิงทำได้เพียงครุ่นคิดต่อไป
เธอหันหลังกลับแล้วเดินออกจากห้องทำงานบนชั้นสี่อย่างเงียบๆ จนกระทั่งเธอปั่นจักรยานกลับไปยังบ้านสันโดษแสนสงบ ในใจของคังอิงยังคงคิดถึงเื่นี้ตลอดทาง
พอคังอิงมาถึงหน้าบ้าน เสียงเห่าของลูกสุนัขก็ดังมาจากลานบ้าน แสดงว่าเ้าวั่งฉายได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอแล้ว
คังอิงออกมาจากสมรภูมิไร้รูปร่างที่เต็มไปด้วยควันไฟแห่งา กลับมายังบ้านสวนอันเงียบสงบ บรรยากาศสดชื่น ซึ่งทำให้อารมณ์ของเธอผ่อนคลายลงมาก
เธอครุ่นคิดมาตลอดทาง บวกกับประสบการณ์อันมากมายและการตัดสินใจที่เฉียบขาดในชาติที่แล้ว ในใจของคังอิงเริ่มมีแผนการขึ้นมาแล้ว
แต่ว่าเธอต้องรออีกสักหน่อย ดูว่าผู้อำนวยการหลี่จะจัดการเื่นี้อย่างไร บางทีเขาอาจจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ก็เป็ได้
พอคังอิงเปิดประตูเหล็ก อาซ้อรองจางที่อาศัยอยู่บ้านข้างๆ เพิ่งจะเก็บผักเสร็จแล้วเดินออกมาจากสวนผัก พอเห็นคังอิง อาซ้อรองจางก็เดินเข้ามาทักทายเธออย่างกระตือรือร้น
“เสี่ยวคัง นี่เป็ถั่วแขกที่บ้านฉันปลูกเอง ฉันเก็บได้เยอะมากเลย เธอเอาไปผัดกินบ้างสิ”
กล่าวจบ อาซ้อรองจางก็หยิบถั่วแขกกำใหญ่จากตะกร้าผักให้คังอิงอย่างกระตือรือร้น
เมื่อเห็นว่าอาซ้อรองจางใจดีขนาดนี้ คังอิงจึงยื่นมือไปรับพลางกล่าวขอบคุณอยู่หลายครั้ง
อาซ้อรองจางยิ้มแฉ่งแล้วพูดว่า “เสี่ยวคัง เธอช่างสุภาพจริงๆ นี่ไง สวนผักของฉันอยู่ตรงนั้น ฉันปลูกแตงกวา ถั่วลันเตา แล้วก็ต้นกุยช่าย เธออยากกินอะไรก็ไปเก็บได้เลยนะ”
อาซ้อรองจางเป็หญิงวัยกลางคน ผอมบาง ผิวคล้ำ ทั้งเธอและสามีเป็ชาวสวนในแถบชานเมือง พวกเขามีลูกชายสองคน เก่งทั้งคู่ ตอนนี้เรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมอำเภอหลี่ว์ คนหนึ่งเรียนมัธยมต้น ส่วนอีกคนหนึ่งเรียนมัธยมปลาย
ตอนนี้อาซ้อรองจางมีภาระค่าใช้จ่ายเยอะมาก เพราะลูกชายทั้งสองเรียนเก่ง ทำให้เธอต้องแบกภาระมากขึ้น เพราะหากลูกชายทั้งสองคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เธอก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย
ถึงแม้ว่าค่าเทอมในตอนนี้จะไม่แพงมาก แต่ค่าหอพักกับค่าครองชีพในทุกๆ ปีนั้นก็เป็ภาระอันหนักอึ้งสำหรับชาวไร่ชาวนา
ใน่สองสามวันที่ผ่านมานี้ คังอิงได้รู้เื่ราวต่างๆ ของครอบครัวอาซ้อรองจาง พอเห็นว่าเธอใจกว้างและใจดีเช่นนี้ คังอิงก็รู้สึกซาบซึ้งใจ เธอรับถั่วแขกมาพลางกล่าวว่า
“ขอบคุณนะคะ อาซ้อรองจาง ฉันชอบผักที่บ้านคุณปลูกมากเลยค่ะ”
“ผักที่ปลูกในสวนก็ไม่ได้มีค่าอะไรมากหรอก เธอก็เอาไปกินแก้ขัดละกัน เมื่อวานนี้ลูกชายสองคนของฉันกินซี่โครงหมูทอดที่เธอให้จนหมดเกลี้ยงเลยล่ะ พวกเขายังชมไม่หยุดปากเลยว่าอร่อยมาก ฉันต้องขอบคุณเธอจริงๆ ” อาซ้อรองจางกล่าวอย่างเขินอาย
ตอนนี้ราคาผักถูกมาก ผักบุ้งจีนหนึ่งชั่งราคาแค่สี่ถึงห้าเฟิน เพราะงั้นรายได้ของชาวสวนอย่างอาซ้อรองจางจึงไม่ได้มากนัก
ครอบครัวของเธอยังต้องส่งเสียลูกชายสองคนเรียนหนังสือ เธอต้องประหยัดอดออมมาก โดยปกติแล้วเธอจะซื้อเนื้อสัตว์แค่เดือนละครั้งเท่านั้น
เมื่อวานนี้เป็วันหยุดสุดสัปดาห์ ลูกชายทั้งสองคนของเธอจึงกลับบ้าน พอเห็นซี่โครงหมูทอดที่คังอิงนำมาให้ พวกเขาก็ดีใจมาก แต่ละคนกินข้าวสวยเพิ่มไปอีกชาม
“ถ้าชอบล่ะก็ คราวหน้าพวกเขากลับมาบ้าน เดี๋ยวฉันจะทำให้กินอีกนะ” คังอิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
สำหรับคังอิงแล้ว เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของหายาก ในชาติก่อนนั้นเพื่อที่จะรักษารูปร่าง เธอไม่กล้ากินเนื้อสัตว์เยอะ ส่วนผักสดใหม่นั้นเป็อาหารที่เธอโปรดปรานที่สุด
ถึงแม้ว่าตอนนี้คังอิงจะใช้ชีวิตอยู่ในยุคนี้แล้วก็ตาม แต่ความคิดของเธอก็ยังคงมีกลิ่นอายจากชาติก่อนอยู่ เพราะงั้นคังอิงจึงไม่ได้รู้สึกว่าการที่อาซ้อรองจางนำถั่วแขกมาแลกกับซี่โครงหมูทอดของเธอนั้นไม่เหมาะสม
ต่างฝ่ายต่างก็ได้รับในสิ่งที่ตน้า เช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือ?
ทว่าอาซ้อรองจางกลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ได้หรอก เนื้อสัตว์มันแพง เธออย่าไปตามใจพวกเขาเลย”
คังอิงยิ้มแล้วเปลี่ยนเื่คุย “อาซ้อรองจาง ฉันเห็นว่าที่ดินข้างๆ สวนผักของคุณมีที่ดินผืนหนึ่งว่างอยู่ ทำไมไม่มีคนปลูกอะไรเลยล่ะ?”
ชาวบ้านในอำเภอหลี่ว์ล้วนเป็คนที่ขยันขันแข็ง ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่ดินผืนหนึ่งจะถูกทิ้งร้างเลย แม้แต่หน้าบ้านหรือหลังบ้าน หากมีมุมเล็กๆ ที่มีดินอยู่บ้าง พวกเขาก็จะพยายามปลูกอะไรสักอย่าง เช่น องุ่น ลำไย หรือลิ้นจี่ เป็ต้น
ดังนั้นคังอิงจึงรู้สึกแปลกใจมากที่เห็นที่ดินผืนหนึ่งถูกทิ้งร้างอยู่กลางสวนผัก
“อ้อ ที่ดินผืนนั้นน่ะ เธอไม่พูดฉันก็ลืมไปเลย ที่ดินผืนนั้นเป็ของซิ่วถิง ก็คือเ้าของบ้านที่เธอเช่าอยู่นั่นแหละ ตอนที่ครอบครัวของพวกเขายังอยู่ที่นี่ เธอก็ปลูกผักพวกนี้ พอพวกเขาย้ายออกไปแล้ว ที่ดินผืนนั้นก็เลยถูกปล่อยร้างไป” อาซ้อรองจางบอก
“อ้อ ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ฉันก็ปลูกอะไรบนที่ดินผืนนี้ได้ไหมคะ?” คังอิงเอ่ยถามอย่างยินดี
“แน่นอนสิ ที่ดินผืนนี้ไม่ใช่ของคนในหมู่บ้าน แต่ก่อนแถวนี้ก็ไม่ใช่สวนผักจริงๆ หรอกนะ เป็แค่เนินเขาที่รกร้างว่างเปล่า หลังจากนั้นก็มีคนมาย้ายเข้ามาอยู่บริเวณนี้มากขึ้น พวกเขาจึงเริ่มแผ้วถางที่ดินจนกลายเป็สวนผัก” อาซ้อรองจางกล่าว
“เยี่ยมไปเลย งั้นฉันจะไปจัดการที่ดินผืนนั้น แล้วปลูกผักลงไป” คังอิงกล่าวอย่างมีความสุข
“ถ้าอยากปลูกผักก็ได้นะ แต่ดูจากรูปร่างของเธอแล้ว ไม่น่าจะปลูกผักเป็ เธอไปเก็บเอาที่สวนของฉันดีกว่า อยากได้เท่าไหร่ก็เอาเลย” อาซ้อรองจางกล่าวติดตลก
“ไม่เอาค่ะ ฉันอยากลองปลูกผักเอง ่นี้ปลูกผักอะไรดีคะ?” คังอิงถามอาซ้อรองจาง
