วันถัดมา ณ วิทยาลัยโอสถ
คราวนี้ พวกสุ่ยจือหลิงสี่คนมาเช้ามาก ั้แ่เช้าก็รออยู่นอกห้องที่ต่งเฟิงพักอยู่ ต่อแถวอยู่หน้าสุดของคนที่มาซื้อยันต์ทั้งหมด!
สองชั่วยามให้หลัง ต่งเฟิงหาวหวอด เดินเกียจคร้านออกมาจากด้านใน
เยียนจือเห็นเ้าคนนี้หลับจนตะวันสายโด่งแล้วยังหาวหวอดเดินออกมาก็อดกลอกตาไม่ได้ ในใจคิด ‘เป็คนอย่างไรกัน? ตื่นสายขนาดนี้ยังทำท่าเหมือนไม่ได้นอนดีๆ อีก?’
“เอายันต์อัคคีทองให้ข้าหนึ่งแผ่น!” หูเตี๋ยเอาศิลาทิพย์ถุงหนึ่งออกมาพลางเอ่ยขึ้นอย่างรำคาญ รออยู่สองชั่วยาม เป็ผู้ใดก็ไม่มีทางอารมณ์ดีได้หรอก
“ศิษย์น้องต่ง สาวน้อยคนนี้เป็คนจากแคว้นหลันสุ่ยนะ!” ด้านข้างต่งเฟิงมีศิษย์พี่วิทยาลัยโอสถสองคนยืนอยู่ เขาเตือนประโยคหนึ่งด้วยความหวังดี
“อ้อ?” ต่งเฟิงเลิกคิ้ว ชำเลืองมองสาวน้อยฝั่งตรงข้าม “เ้าเป็คนแคว้นหลันสุ่ยหรือ?”
ได้ยินอีกฝ่ายถาม หูเตี๋ยมีสีหน้าไม่ยี่หระ “ใช่ แล้วทำไม?”
“ไม่ทำไม? ้าซื้อยันต์อัคคีทองใช่ไหม? หนึ่งแผ่นแสนก้อนศิลาทิพย์” ต่งเฟิงมองพร้อมเอ่ยอย่างตั้งใจ
“แสนก้อน?” คำพูดของต่งเฟิงทำให้คนที่ต่อแถวซื้ออยู่ตกตะลึงไปวูบหนึ่ง ในใจคิด ‘ศิษย์พี่ต่งเฟิงชั่วร้ายเสียจริง!’
“แสน? เ้าล้อเล่นอะไรฮะ? ยันต์วิเศษขั้นสามหนึ่งแผ่นขายแสนก้อนศิลาทิพย์ เ้าอยากได้ศิลาทิพย์จนเป็บ้าไปแล้วหรือ?” หูเตี๋ยมองต่งเฟิงเรียกราคาสูงเท่าฟ้าจึงโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง
“ใช่แล้ว แสนก้อนศิลาทิพย์เพียงพอให้พวกเราซื้อยันต์วิเศษขั้นสามสิบแผ่นได้เชียวนะ!” เยียนจือพยักหน้า เ้าคนขายยันต์นี่ทำเกินไปแล้ว
“ก็ได้ พวกเ้าไม่ซื้อก็เอาศิลาทิพย์ของพวกเ้ากลับไป!” ต่งเฟิงยักไหล่บอกอย่างไม่สนใจ อย่างไรยันต์วิเศษสิบแผ่นนี้ของเขาก็ไม่ต้องกังวลเื่การขาย อีกฝ่ายซื้อไม่ซื้อก็ไม่เป็ไรอยู่แล้ว
“เ้า!” ทั้งสองคนเห็นท่าทางไม่สนใจของต่งเฟิงก็ยิ่งโกรธเกรี้ยวไม่คลาย
“แม่สาวสองคนนี้ไม่นับ เริ่มั้แ่คนที่สาม สิบคนแรกอยู่ คนที่เหลือกลับไปได้!” ต่งเฟิงมองผู้คนก่อนบอก
“ศิษย์พี่ต่ง คนที่สามกับคนที่สี่ก็เป็คนแคว้นหลันสุ่ยเหมือนกัน!” ผู้ฝึกตนน้อยที่ยืนอยู่คนที่ห้าพูด
ได้ยินเข้า สุ่ยจือหลิงที่ยืนอยู่คนที่สามกับอวี้ิจูที่ยืนอยู่คนที่สี่ขมวดคิ้วฉับ
“แสนก้อนหนึ่งแผ่น พวกเ้าซื้อหรือไม่เล่า? ไม่ซื้อก็ไป อย่าทำข้าเสียเวลา!” ต่งเฟิงก้าวเข้ามาอยู่ด้านข้างสุ่ยจือหลิงพลางถาม
“สหายผู้ฝึกตนท่านนี้ ข้าได้ยินมาว่ายันต์อัคคีทองแผ่นหนึ่งสามหมื่นก้อนศิลาทิพย์นะ!” สุ่ยจือหลิงก้มศีรษะพูดเสียงเบา
“ใช่แล้ว ยันต์นี่สามหมื่นก้อนหนึ่งแผ่นชัดๆ ทำไมเ้าถึงขายแสนก้อนหนึ่งแผ่นเล่า?” หูเตี๋ยมองต่งเฟิงแล้วตั้งคำถามเสียงดัง
“ใช่ สามหมื่นชัดๆ เ้ากลับขายหนึ่งแสน นี่เ้ารังแกกันอยู่มิใช่หรือ?” เยียนจือถลึงตาใส่ สีหน้าโกรธขึ้งเช่นกัน
“อ้อ สหายผู้ฝึกตนบางท่านอาจไม่รู้ ราคาสามหมื่นนี้เป็ราคาภายในวิทยาลัยเซิ่งตู มีเพียงศิษย์พี่ศิษย์น้องชายหญิงของวิทยาลัยเซิ่งตูถึงได้รับ ส่วนราคาข้างนอกของยันต์วิเศษนี่คือหนึ่งแสน ดังนั้น หากทั้งสี่ท่านนำศิลาทิพย์มาไม่พอหรือไม่มีศิลาทิพย์ซื้อ เช่นนั้นก็เชิญทั้งสี่ท่านหลบไปด้านข้างก่อน อย่าขัดขวางการค้าขายของข้า!” ต่งเฟิงมองทั้งสี่คนก่อนพูดอย่างไม่เกรงใจ
“เ้า เ้าพ่อค้าชั่วช้า!” หูเตี๋ยมองต่งเฟิงที่เรียกราคาสูงเทียมฟ้าตรงหน้า โกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ เหนือศีรษะเริ่มมีควันโชยขึ้นมา ในใจคิด ‘หลิ่วเทียนฉี เ้าสารเลวนี่ถึงกับหาคนชั่วมาขายยันต์ สองคนนี้ช่างฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมาพบกันจริงๆ!’
“ใช่แล้ว เ้าทำเกินไปนะ! ยันต์ก็ไม่ใช่เ้าวาด อาศัยอะไรมาบอกว่าเป็หนึ่งแสนเล่า?” ถูกต่งเฟิงเรียกราคานี้ เยียนจือพลันโกรธเกรี้ยว คนผู้นี้ต้องโอหังเช่นนี้เชียวหรือ? เขาไม่ใช่เ้าของตัวจริงเสียหน่อย อาศัยอะไรทำตามอำเภอใจเช่นนี้กัน?
“อาศัยอะไร? ก็อาศัยที่ข้ากับหลิ่วเทียนฉีเป็เพื่อนร่วมเป็ร่วมตาย พวกเราผ่านความลำบากมาด้วยกัน เป็พี่น้องที่รักใคร่ เื่อื่นข้าไม่กล้าพูดก็จริง แต่ยันต์นี่ขายกี่ศิลาทิพย์ ข้าพูดอย่างไหนย่อมเป็อย่างนั้น บอกหนึ่งแสนก็คือหนึ่งแสน มีศิลาทิพย์ก็ซื้อ ไม่มีศิลาทิพย์ก็ไปเสีย อย่ามาตอแยรังควานอยู่ที่นี่ มันสิ้นเปลืองเวลาของข้านัก” ต่งเฟิงมองทั้งสี่คน เอ่ยขึ้นอย่างไม่ไว้หน้าอีกครั้ง
“เ้า เ้าคนนี้ เหลวไหลโดยแท้!” หูเตี๋ยมองต่งเฟิงที่ไม่สนใจเสียงพูดของพวกนางแล้วโกรธจนกระทืบเท้า
“ใช่ เ้าทำเกินไป!” เยียนจือพยักหน้า คิดว่าต่งเฟิงคนนี้น่าชังที่สุด
“รบกวนสหายผู้ฝึกตนท่านนี้ ข้า้ายันต์อัคคีทองหนึ่งแผ่น!” สุ่ยจือหลิงมองต่งเฟิง เอ่ยปากเสียงเบา
“ศิษย์พี่ใหญ่!” สามคนที่เหลือมองสุ่ยจือหลิงพลางร้องเรียก
“ซื้อแผ่นหนึ่งเถอะ!” ก่อนหน้านี้ ทั้งสี่คนต่อแถวด้วยกันเพราะคิดจะซื้อสี่แผ่น แต่คราวนี้เมื่อราคาเพิ่มพรวด คงได้แต่ซื้อหนึ่งแผ่นแล้ว
“ได้ สหายผู้ฝึกตนท่านนี้ตรงไปตรงมาจริงนะ!” ต่งเฟิงยื่นมือไปรับถุงศิลาทิพย์ที่สุ่ยจือหลิงส่งให้ ใช้พลังิญญากวาดจำนวนเล็กน้อย หลังยืนยันว่าเป็หนึ่งแสนก้อนศิลาทิพย์ ถึงเอายันต์วิเศษออกมาส่งให้อีกฝ่าย
สุ่ยจือหลิงรับยันต์วิเศษมา มองยันต์ในมือก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ ยันต์นี่แปลกนัก? ดูท่าต้องกลับไปศึกษาดีๆ สักหน่อย
“ขอบคุณ!” สุ่ยจือหลิงได้รับยันต์วิเศษจึงขอบคุณเสียงเบา พาสามคนที่เหลือเดินจากไป
ต่งเฟิงมองเงาแผ่นหลังของทั้งสี่จากไปก่อนกลอกตา อดคิดไม่ได้ ‘หลิ่วเทียนฉี เ้าสารเลวนี่ เื่ล่วงเกินคนอื่นล้วนให้ตนทำ ตัวเขาเองทำไมไม่ทำเล่า? ไม่ได้แล้ว หนึ่งแสนก้อนศิลาทิพยนี่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหักให้เขาสามส่วน’
“อ้อ ศิษย์น้องต่งทำดีนี่!”
“ถูกต้อง ศิษย์พี่ต่งทำดีแล้ว คนของแคว้นหลันสุ่ยแต่ละคนดวงตางอกอยู่กลางกระหม่อมนัก ยามปกติ โอหังเหมือนวิเศษวิโส คราวนี้ให้พวกนางได้เห็นความร้ายกาจของวิทยาลัยเซิ่งตูของพวกเราเสียบ้าง!”
“ใช่แล้ว ไม่จัดการเ้าคนกลุ่มนี้ให้เรียบร้อยเสียบ้างก็ไม่รู้ว่าตนเป็ใครหรอก!”
“ฮ่าๆๆ ขอบคุณศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่านที่ชื่นชม ยังมียันต์อีกเก้าแผ่นนะ! เหลือไว้เก้าคนพอ ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เหลือ วันพรุ่งนี้โปรดมาให้เช้า!”
ได้ยินคำของต่งเฟิง คนที่เกินจากแถวต่างเดินจากไปเงียบๆ เขาถึงเริ่มทยอยขายยันต์วิเศษที่เหลือ
.........
หลายวันให้หลัง
อวี้ิจูเห็นสุ่ยจือหลิงเดินออกมาจากในห้องหนังสือก็เข้าไปหาคนแรก “เป็อย่างไรบ้างศิษย์พี่?”
“ใช่แล้วศิษย์พี่ใหญ่ การวาดเลียนแบบเป็อย่างไร?” พูดจบ หูเตี๋ยกับเยียนจือเดินเข้ามาด้วย
“ข้าวาดเลียนแบบได้ และยันต์อัคคีทองที่ข้าวาดยังกระตุ้นได้ด้วย!” สุ่ยจือหลิงมองทั้งสามคนด้วยสีหน้าเศร้าหมองและห่อเหี่ยว
“จริงหรือ ดีเหลือเกิน! แล้วบอกว่ามีเพียงเ้านี้เ้าเดียว ไม่มีเ้าอื่นอะไรกันเล่า มาบอกว่าขายมาสี่สิบห้าวันแล้วยังไม่มีใครวาดลอกเลียนแบบสำเร็จ คุยโวจริงแท้!” พูดถึงตรงนี้ เยียนจือพลันมีสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง
“นั่นสิ ข้าว่าคนแคว้นจินอวี่แค่คุยโวกระมัง ไยจะมียันต์ที่ผู้อื่นวาดลอกเลียนแบบไม่ได้เล่า? ศิษย์พี่ใหญ่ก็วาดลอกเลียนออกมาได้แล้วมิใช่หรือไง!” ได้ยินว่าศิษย์พี่ใหญ่วาดลอกเลียนสำเร็จ หูเตี๋ยรู้สึกโล่งอก
ต่งเฟิงผู้น่าชังนั่น ประเดี๋ยวข้าจะเอายันต์อัคคีทองที่ศิษย์พี่ใหญ่วาดลอกเลียนไปขายอยู่ข้างๆ เ้า เฮอะ ดูซิ เ้ายังจะโอหังได้อีกหรือไม่?
“ฮ่าๆๆๆ ดูท่ายันต์อัคคีทองของหลิ่วเทียนฉีก็ได้แค่นี้!” เยียนจือยิ้มจางๆ เอ่ยอย่างไม่เกรงใจ
“ศิษย์พี่!” เห็นสีหน้าสุ่ยจือหลิงไม่ถูกต้องนัก อวี้ิจูก็เรียกเสียงเบาอย่างเป็ห่วง
เห็นศิษย์น้องสองคนดีใจอย่างยิ่งก่อนมองอวี้ิจูทีหนึ่ง สุ่ยจือหลิงจึงส่ายศีรษะเล็กน้อย “ข้ายังพูดไม่ทันจบประโยคเลยนะ? แม้ข้าจะวาดลอกเลียนได้หรือยันต์อัคคีทองที่วาดกระตุ้นได้ แต่ยันต์ที่ข้าวาดมีพลังโจมตีของยันต์ขั้นสามระดับสูงเท่านั้น ส่วนยันต์อัคคีทองที่หลิ่วเทียนฉีวาดคนละระดับอย่างสิ้นเชิง!”
“เป็ไปได้อย่างไร?” ได้ยินเื่นี้ สามคนที่เหลือตกตะลึงยกใหญ่
“หูเตี๋ย ฉายศิลาบันทึกภาพให้ข้าดูรอบหนึ่ง!”
“เ้าค่ะ ศิษย์พี่ใหญ่!” หูเตี๋ยรับคำ เอาศิลาบันทึกภาพออกมาฉายภาพตอนหลิ่วเทียนฉีเข้าร่วมแข่งขัน ยันต์หนึ่งแผ่นะเิเสาเพชรต้นหนึ่งกระจุย
สุ่ยจือหลิงมองภาพในศิลาบันทึกภาพอย่างละเอียดแล้วขมวดคิ้ว
“ศิษย์พี่ เื่นี้ไม่แน่ว่าอาจหลอกลวงกระมัง ยันต์วิเศษขั้นสามแผ่นหนึ่งจะมีพลังมากเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า?” อวี้ิจูมองสุ่ยจือหลิง นางรู้สึกว่าเนื้อหาในศิลาบันทึกภาพฉากนี้ควรค่าแก่การสงสัย
“ไม่ เป็เื่จริง หลังข้าซื้อยันต์อัคคีทองแผ่นนั้นมา ข้าก็รู้สึกว่าในยันต์แผ่นนั้นซ่อนพลังโจมตีอันแข็งแกร่งไว้ ส่วนยันต์ที่ข้าวาดลอกเลียนไม่มีพลังมากปานนั้น ยังห่างชั้นอยู่มากมาย หลายวันนี้ ข้าศึกษามาตลอดว่าแท้ที่จริงปัญหาอยู่ที่ใด? แต่ข้ากลับหาไม่พบ”
“เป็ไปได้อย่างไร? เป็เช่นนี้ได้อย่างไรกัน?” สามคนที่เหลือมองสุ่ยจือหลิง ตกตะลึงอย่างหนัก
“พวกเ้าเล่า? เห็นวาดลอกเลียนยันต์ดอกไม้ไฟแผ่นนั้น เป็อย่างไรบ้าง?” สุ่ยจือหลิงมองทั้งสามคนแล้วถาม
“ปัญหาที่พวกเราพบไม่ต่างจากศิษย์พี่ใหญ่นัก วาดออกมาได้แต่ไม่อาจฝังถ้อยคำลงไป ทำสำเร็จเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น!” หูเตี๋ยพูดพลางถอนหายใจเบาๆ ทีหนึ่ง
“ข้าก็เหมือนกัน ไม่อาจฝังถ้อยคำ ทั้งๆ ที่ยันต์ของหลิ่วเทียนฉีอยากฝังถ้อยคำอันใดก็ฝังได้ แต่สำหรับข้า กระทั่งอักษรสักตัวยังฝังลงไปไม่ได้เลย! เยียนจือพยักหน้า พบปัญหายากเช่นนี้เหมือนกัน
“ยันต์ที่หกปีไม่มีคนวาดเลียนแบบได้ ดูท่านี่จะไม่ใช่คำลวง!” พูดถึงตรงนี้ สุ่ยจือหลิงถอนหายใจ
“ศิษย์พี่ ถ้าเช่นนั้นทำอย่างไรดีเล่า? หลิ่วเทียนฉีร้ายกาจเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นพวกเรา...” อวี้ิจูมองสุ่ยจือหลิง อยากพูดแต่ก็หยุดไป
“ิจู มาห้องหนังสือข้า ข้ามีคำพูดจะบอกกับเ้า!”
“อืม!” อวี้ิจูพยักหน้า เดินเข้าไปในห้องหนังสือด้วยกันกับสุ่ยจือหลิง
.........
“ศิษย์พี่มีเื่อะไรหรือ?” มาถึงในห้องหนังสือ อวี้ิจูมีสีหน้าตั้งใจมองไปทางสุ่ยจือหลิง
“ิจู การแข่งขันครั้งนี้ ข้าไม่้าแข่งกับหลิ่วเทียนฉี!” สุ่ยจือหลิงมองอวี้ิจูพลางเอ่ยอย่างอับจนหนทาง
“ศิษย์พี่!” อวี้ิจูเห็นสีหน้าหวั่นเกรงของศิษย์พี่ก็ขมวดคิ้ว
“ิจู หากข้าไม่แข่งกับหลิ่วเทียนฉี ข้ายังมีโอกาสชนะสามส่วน แต่หากข้าแข่งกับเขา ข้าแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย!” ตรงจุดนี้ สุ่ยจือหลิงเอ่ยอย่างมั่นใจ
“ศิษย์พี่ ท่านมองหลิ่วเทียนฉีสูงเกินไปหรือไม่? แม้เขามีความสามารถอยู่บ้าง แต่เขาอายุเพียงยี่สิบห้าปีเท่านั้น จะชนะศิษย์พี่ได้อย่างไรเล่า?” อวี้ิจูมองสุ่ยจือหลิงที่มีสีหน้าย่ำแย่หนัก นางรีบปลอบเสียงเบา
“ไม่ ข้าชนะเขาไม่ได้ อย่างน้อยข้าก็วาดยันต์สักแผ่นที่พลังทัดเทียมกับยันต์อัคคีทองออกมาไม่ได้ แต่ข้าโชคดีนักที่ได้ใช้หนึ่งแสนก้อนศิลาทิพย์ซื้อยันต์แผ่นนี้มา ทำให้ข้ารับรู้ความห่างชั้นระหว่างข้ากับหลิ่วเทียนฉี และการรู้จักความแข็งแกร่งของศัตรูก่อนหน้าการแข่งใหญ่ สำหรับข้า นี่นับเป็เื่ดีเื่หนึ่ง!”
“หากศิษย์พี่รู้สึกว่าไม่ไหว ข้าก็ไม่มีความเห็น!” อวี้ิจูรู้ชัด วิชายันต์ของสุ่ยจือหลิงแข็งแกร่งกว่าตนอยู่มาก หากสุ่ยจือหลิงไม่ยินดีแข่งกับหลิ่วเทียนฉี นางย่อมมีเหตุผลอยู่
“ิจู เ้าวางใจเถิด ขอเพียงข้าชนะการแข่งขันได้ ข้าจะต้องพาเ้าเข้าไปในแดนลับแน่ ไม่ตระบัดสัตย์เด็ดขาด!” สุ่ยจือหลิงมองอวี้ิจูก่อนรับประกันอย่างจริงจัง
“อืม ข้ารู้!” ทั้งสองคนเคยสัญญากันมาก่อน ไม่ว่าใครชนะการแข่งขันจะพาอีกฝ่ายเข้าไปแดนลับด้วยกัน เพราะอย่างนั้น อวี้ิจูถึงไม่กังวล
“เชื่อข้า เพื่อเ้า ข้าจะทุ่มสุดกำลัง!” สุ่ยจือหลิงจับมืออวี้ิจู เอ่ยทีละคำอย่างแน่วแน่
“อืม!” อวี้ิจูเผชิญหน้ากับคนรักที่รักตนลึกซึ้งเช่นนี้ ใบหน้าแดงพยักหน้าตอบรับ
