บทที่ 149 ข้ายังมีชีวิตอยู่
ฉินชูไปแล้ว เ้าตำหนักจันทราเงินครุ่นคิดไม่หยุด นางรู้สึกว่าเื่บางอย่างไม่สมเหตุสมผลเป็อย่างยิ่ง วิธีการที่คนของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงและเผ่าศักดิ์สิทธิ์เต่านิลล่าสังหารฉินหลิงซีนั้นรุนแรงเป็อย่างมาก แต่ไม่ถึงขั้นลงมือกับคนธรรมดาทั่วไป
หลังจากคิดครู่หนึ่ง เ้าตำหนักจันทราเงินจึงออกจากที่พัก ไล่ตามฉินชูไป
“ท่านมีธุระกับข้าอีกหรือ?” ฉินชูที่ออกไปถึงหน้าประตูตำหนักจันทราเงินจ้องมองเ้าตำหนักจันทราเงินพร้อมเอ่ยถาม
“คนของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงและเผ่าศักดิ์สิทธิ์เต่านิลไม่น่าจะลงมือกับคนธรรมดา เบาะแสของเ้าผิดพลาดหรือไม่? ถ้าอย่างไรเ้าอยู่ต่อก่อนไหม ข้าจะช่วยเ้าตรวจสอบเอง!” เ้าตำหนักจันทราเงินกล่าว
“ไม่ผิดพลาดแน่นอน ผู้าุโโม่เต้าจื่อเป็คนย้อนนิมิตทำนายให้ข้าน้อยเอง ยังมีอีกเื่หนึ่งที่อยากถามท่านเ้าตำหนัก ในตอนนั้นข้างกายองค์หญิงแห่งเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงยังมีบุรุษชุดครามอีกหนึ่งคนใช่หรือไม่?” ฉินชูมองเ้าตำหนักจันทราเงินพร้อมเอ่ยถาม
“ใช่แล้ว เขาเป็นักรบกล้าตายจากเผ่าศักดิ์สิทธิ์เต่านิล คอยคุ้มครองหัวหน้าเผ่าน้อยและฮูหยินน้อยแห่งเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงมาตลอด ในภายหลังได้รับคำสั่งให้คุ้มครองบุตรของหัวหน้าเผ่าน้อยและฮูหยินน้อยของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง เขาจึงติดตามฉินหลิงซีมาตลอด แต่ก็ถูกโจมตีจนคลาดกัน ไม่รู้ชะตากรรม!” เ้าตำหนักจันทราเงินกล่าว
ฉินชูประสานหมัดคำนับเ้าตำหนักจันทราเงิน จากนั้นจึงเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไปจากที่นี่ สิ่งที่ควรรู้ก็รู้ทั้งหมดแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าการมาเยือนตำหนักจันทราเงินที่เดิมทีเขาคิดว่าเป็ปัญหายุ่งยาก กลับทำให้ได้รู้เบาะแสที่ตัวเอง้าไม่น้อยเลย
ฉินชูซื้อเกวียนสัตว์อสูรคันหนึ่งภายในเมืองจันทราเงิน ก่อนจะเดินทางสู่แดนศักดิ์สิทธิ์แคว้นจงโจวต่อ เขารู้เื่ราวโดยคร่าวแล้ว บัดนี้เขา้ารู้สถานการณ์โดยรวมของแดนศักดิ์สิทธิ์แคว้นจงโจวในปัจจุบัน
เ้าตำหนักจันทราเงินกลับไปยังเรือนแยกของตนเอง บีบสันจมูกพลางครุ่นคิด นางรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ในจังหวะนี้เอง ผู้เฒ่าเสว่ที่กุมไม้เท้ามายังเรือนแยกของเ้าตำหนักจันทราเงิน
“ผู้เฒ่าเสว่ ท่านมาแล้วหรือ” เ้าตำหนักจันทราเงินกล่าวทักทาย
“เ้าตำนัก ข้ารู้สึกว่าไม่ค่อยถูกนัก เื่ราวเหมือนจะไม่ได้ง่ายเหมือนที่ฉินชูกล่าวมา ตอนนั้นเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงและเผ่าศักดิ์สิทธิ์เต่านิลล่าสังหารฉินหลิงซี แม้จะเป็เื่ราวใหญ่โต แต่คนที่รู้ก็มีเพียงจำนวนจำกัด ไม่ได้ก่อให้เกิดความวุ่นวายเป็วงกว้าง ไม่ควรเกิดเื่ที่ผู้บริสุทธิ์ถูกลูกหลง ต่อให้เกิดเื่เช่นนั้นขึ้นจริงพวกเขาก็ย่อมต้องฆ่าคนปิดปาก!” ผู้เฒ่าเสว่กล่าว
“ต่อให้ฉินหลิงซีคิดจะหาที่หลบภัย ก็ต้องหากลุ่มอิทธิพลใหญ่ หากมีความเกี่ยวโยงกับเื่นี้ เช่นนั้นฉินชูไม่น่าจะมาจากตระกูลเล็กไร้ชื่อเสียง เหตุใดเขาถึงไม่กล่าวถึง? ตระกูลเล็กทั่วไปจะปรากฏผู้มีพร์ที่ประจักษ์แจ้งในสภาวะจิตกระบี่และเจตจำนงกระบี่ได้หรือ? บางทีอาจมีแต่โม่เต้าจื่อที่รู้ ข้าเพียงรู้สึกว่าผิดปกติ แน่นอนว่าเป็แค่ความรู้สึก” เ้าตำหนักจันทราเงินกล่าว
“หว่างคิ้วของเขาและฉินหลิงซีละม้ายคล้ายคลึงกันมาก เขาแซ่ฉิน... หรือว่าเขาจะเป็คนของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง?” ใบหน้าของผู้เฒ่าเสว่เต็มไปด้วยความผิดคาด นางรู้สึกใกับความคิดของตนเองยิ่งนัก
“ไม่ถูก ตอนนั้นข้างกายฉินหลิงซีนอกจากนักรบกล้าตายผู้นั้น ก็มีเพียงเด็กคนนั้น ไม่มีผู้อื่นอีก เด็กคนนั้น... หรือเขาจะเป็เด็กคนนั้น? ไม่ใช่สิ ที่ผมฉินหลิงซีแปรเปลี่ยนเป็สีขาวในชั่วพริบตา เพราะเด็กคนนั้นตายไปแล้วนี่!” เ้าตำหนักจันทราเงินกล่าว
ผู้เฒ่าเสว่นิ่งเงียบ เขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เป็การยากที่จะรู้รายละเอียด
“เื่นี้เกี่ยวโยงกับหลิงซี ข้าต้องตรวจสอบดูก่อน รอให้สถานการณ์ต่อสู้กับราชวงศ์ดาราเหมันต์สงบลง ข้าจะไปยังแคว้นหนานเหยียน” เ้าตำหนักจันทราเงินกล่าว
ฉินชูนั่งอยู่ภายในเกวียนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ เขากำลังเร่งรีบเดินทางไปทางแดนศักดิ์สิทธิ์แคว้นจงโจวต่อ สภาวะจิตใจของเขาค่อนข้างวุ่นวาย เขาคิดว่า หากไม่มีข้อผิดพลาด เขาก็คือเด็กของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว บิดาของเขาคือฉินจ้านเหยี่ย หัวหน้าเผ่าน้อยแห่งเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง ักระโจมโรมรันกลางพงไพร... ชื่อนี้น่าเกรงขามนัก น่าเสียดายที่ยังไม่รู้ชื่อของมารดา
ฉินชูรู้ ว่ามารดาที่ยังไม่รู้ชื่อก็เป็ยอดฝีมือเช่นเดียวกัน เพราะอีกฝ่ายมีความหวั่นเกรง จึงลงมือในขณะที่มารดาค่อนข้างอ่อนแอจากการให้กำเนิดเขา
เนื่องจากจิตใจว้าวุ่น ฉินชูจึงหยุดเกวียน ใช้สภาวะจิตกระบี่ หลังจากฝึกฝนเพลงกระบี่พักหนึ่ง จึงออกเดินทางต่อ
การต่อกรกับผู้ฝึกตนขั้นห้าเทียนหยวนในครั้งนี้ ทำให้ฉินชูได้รู้จุดด้อยของตัวเอง นั่นคือความเร็วและความรุนแรงในการโจมตียังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะด้านความเร็ว อีกฝ่ายมีความเร็วสูง การโจมตีของเขาก็ไม่โดนเป้าหมาย แต่เขาเองก็ไม่มีหนทางอื่น พลังตบะต่ำถือเป็ข้อเสียเปรียบ
ฉินชูฝึกฝนอยู่ตลอดระหว่างเดินทาง เขาไม่ขาดโอสถหลิงหยวน สิ่งที่ขาดคือเวลาและความพากเพียร
ภายหลังฉินชูออกจากตำหนักจันทราเงินเพียงไม่นาน หรือควรจะเรียกว่าในเวลาเดียวกัน ข่าวหนึ่งก็แพร่สะพัด เ้าตำหนักจันทราเงินและผู้เฒ่าเสว่เป็ผู้ฝึกตนขั้นหกหวางเจ่อ ตำหนักจันทราเงินมีผู้ฝึกตนขั้นหกหวางเจ่อสองคน เื่นี้จึงทำให้ราชวงศ์ดาราเหมันต์ที่คอยโจมตีมาตลอดหยุดบุกโจมตี
ราชวงศ์ดาราเหมันต์ก็มีผู้ฝึกตนขั้นหกหวางเจ่อเพียงสองคน ก่อนหน้านี้พวกเขากล้าโจมตีตำหนักจันทราเงิน เพราะตำหนักจันทราเงินมีผู้เฒ่าเสว่เป็ผู้ฝึกตนขั้นหกหวางเจ่อเพียงคนเดียว ต่อให้ทุ่มสุดตัว ตำหนักจันทราเงินก็เป็ฝ่ายเสียเปรียบ ดังนั้นพวกเขาจึงอยากให้ตำหนักจันทราเงินยอมอ่อนข้อ แบ่งผลประโยชน์จากหุบเขาโอสถทิพย์ให้ส่วนหนึ่ง แต่บัดนี้ตำหนักจันทราเงินมีผู้ฝึกตนขั้นหกหวางเจ่อสองคน สถานการณ์ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ตำหนักจันทราเงินไม่กลัวการสู้ตาย ดังนั้นจึงไม่คิดอ่อนข้อ
เกวียนของฉินชูมุ่งหน้าไปทางทิศเหนืออยู่ตลอด เขาเข้าใกล้แดนศักดิ์สิทธิ์แคว้นจงโจวมากขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากระยะทางห่างเกินไป ่กลางวันเดินทาง ่กลางคืนพักผ่อน เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไป พลังตบะของฉินชูก็พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ยี่สิบกว่าวันหลังออกจากตำหนักจันทราเงิน ฉินชูจึงเข้าสู่เขตแดนของแดนศักดิ์สิทธิ์แคว้นจงโจว
เข้าสู่แคว้นอันดับหนึ่งของแผ่นดินยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ ฉินชูััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน นั่นคือตัวเมืองเจริญรุ่งเรือง ไม่มีพื้นที่รกร้าง
หลังจากเข้าสู่เมืองใหญ่แห่งหนึ่ง ฉินชูหาโรงเตี๊ยมเข้าพักอาศัย จากนั้นจึงเริ่มสืบหาข้อมูล เขา้ารู้ว่าตำแหน่งของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงในอดีตอยู่ที่ใด เขาจะลองไปดูสถานการณ์เบื้องหน้าก่อน
ฉินชูสืบหาข้อมูลตามภัตตาคารและโรงน้ำชาต่างๆ แต่เขาไม่ได้เบาะแสใดๆ ที่เกี่ยวกับเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงเลย
ในภายหลังฉินชูไปตามร้านขายของชำต่างๆ เพื่อหาตำรา วันนี้ขณะที่เขาอยู่ภายในร้านขายของชำที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ก็ได้ค้นพบแผนที่ของแดนศักดิ์สิทธิ์แคว้นจงโจวแผ่นหนึ่ง บนนั้นมีภาพระบุเขตพื้นที่กลุ่มอิทธิพลต่างๆ เอาไว้
หลังจากดูอยู่ครู่หนึ่ง ฉินชูจึงพบตำแหน่งที่ตั้งของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงในอดีต
เมื่อยืนยันจุดหมายปลายทางได้ ฉินชูจึงขับเกวียนมุ่งหน้าต่อ เผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงเพียงแค่หายไป ไม่ได้ถูกทำลายจนล่มสลาย บางทีอาจมีเบาะแสบางอย่างที่ตำแหน่งที่ตั้งเดิมของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงก็เป็ได้
ยามนี้ภายในหุบเขาที่ฉินชูเคยใช้ชีวิตในแคว้นหนานเหยียน มีสตรีนางหนึ่งที่รูปโฉมงดงาม แต่เส้นผมเป็สีขาวทั้งศีรษะมาเยือน ด้านหลังสตรีนางนี้มีคนตามมาด้วยหนึ่งกลุ่ม
“แม้จะตายไปแล้ว แต่เถ้ากระดูกก็ยังต้องกลับสู่ถิ่นกำเนิด” วาจาของสตรีผู้นี้แฝงเร้นด้วยความเศร้าโศก
หลังจากเห็นหลุมฝังศพที่ผ่านการทำความสะอาดแล้ว ใบหน้าของสตรีผู้นี้เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดคาด จากนั้นนางจึงโบกมือทีหนึ่ง ให้คนขุดเปิดหลุมฝังศพ
โลงหินถูกเปิดออก เื่ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกตกตะลึงคือ ภายในหลุมฝังศพนั้นว่างเปล่า เหลือเพียงผ้าห่อตัวเด็กเปื้อนเืที่ยังอยู่ในสภาพดีเพราะโลงหินปิดมิดชิดไม่มีอากาศเข้าไปได้
“อ๊า! ไปสืบ… ใครแตะต้องที่นี่ ข้าจะสับมันเป็หมื่นๆ ชิ้น” ใบหน้าของสตรีผมขาวเต็มไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด หลุมฝังศพว่างเปล่า เพราะถูกคนทำลายและขุดออกไปก่อน นางจะไม่เดือดดาลได้อย่างไร?
“องค์หญิง ท่านลองดูว่านี่คือสิ่งใด?” บุรุษผู้หนึ่งชี้ไปทางป้ายหลุมฝังศพแผ่นหนึ่งที่ล้มอยู่บนพื้น นั่นเป็แผ่นป้ายที่ฉินชูตั้งไว้ ใน่นี้ภายในูเามีพายุฝน แผ่นป้ายเล็กจึงล้มลง
สตรีผู้นี้สะบัดแขนทีหนึ่ง หินทรายบนแผ่นป้ายถูกกวาดออก
ตัวอักษรเหล่านี้พลันปรากฏ
‘ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าคือฉินชู!’
