หลังจากทุกคนเดินออกจากห้องโถงใหญ่ ก็ได้พบกับผู้ที่บ่าวรับใช้นำทางเข้ามาทั้งสามคน
ในนั้นมีผู้ที่ไป๋หยุนเฟยรู้จักอยู่สองคน แม้ว่าหนึ่งในสองจะถูกผ้าพันแผลพันอย่างแ่าจนคล้ายกับมัมมี่ก็ตาม แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนจึงจดจำออกได้ไม่ยากนัก คนผู้นี้ก็คือคนอ้วนจ้าวเหลียง บุตรชายคนรองแห่งบ้านตระกูลจ้าว ส่วนอีกคนเป็ชายวัยกลางคนที่ใบหน้าคล้ายจะซูบเซียวไร้เรี่ยวแรง ก็คือผู้ที่วันก่อนถูกไป๋หยุนเฟยฟาดสลบไป จ้าวเย่นั่นเอง
ส่วนผู้ที่นำหน้าสวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงิน เป็ชายหนุ่มท่วงท่าสง่างามใบหน้ายิ้มแย้มและถ่อมตน เป็ผู้มาเพียงหนึ่งเดียวที่สร้างความรู้สึกที่ดีให้แก่ผู้คน --- คนผู้นี้คือผู้ที่มาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลจ้าวเมื่อวันก่อน นั่นก็คือ จ้าวซีลั่ว
จ้าวซีลั่วจงใจไม่ซุกงำความสามารถ ดังนั้นเย่ถิงและคนอื่นเพียงแรกพบหน้าก็รับรู้ได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอีกฝ่าย เมื่อเทียบกันแล้วถึงกับยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าเย่ถิงไปมากมายนัก
“ด่านบรรพิญญาระดับกลาง!”
ไป๋หยุนเฟยพิจารณาดูอีกฝ่ายก็คาดว่าอายุไม่เกินสามสิบ แต่กลับมีพลังถึงขอบเขตบรรพิญญาระดับกลาง ถ้าเช่นนั้น ฉายา‘ผู้มีพร์อันดับหนึ่งแห่งเมืองเกายี่’คงไม่ใช่ชื่อเสียงจอมปลอมแล้ว
ทั้งหมดหยุดเท้าลง พวกจ้าวซีลั่วทั้งสามก็หยุดลงที่ห่างไปห้าวาเศษเช่นกัน จ้าวซีลั่วคารวะเย่ถิงก่อนจะเอ่ยปากขึ้น “ท่านอาเย่ หลายปีแล้วที่ไม่ได้พบกัน ไม่ทราบยังจำหลายชายผู้นี้ได้อยู่หรือไม่?”
เย่ถิงมองดูจ้าวซีลั่วที่อยู่ตรงหน้า หลังจากที่ตกตะลึงในคราแรก สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็ประหลาดพิกล มันเพิ่งบรรลุด่านบรรพิญญา แต่แล้วก็พบว่าฝ่ายตรงข้ามยังมีผู้ฝีมือเข้มแข็งอยู่อีก ก่อนหน้านี้เย่ถิงคิดจะไปตระกูลจ้าวเพื่อคิดบัญชี แต่คาดไม่ถึงว่าจู่ๆเด็กน้อยผู้นี้จะหวนกลับมายังตระกูลจ้าว มิหนำซ้ำยังบรรลุถึงด่านบรรพิญญาระดับกลางอีกด้วย ความภาคภูมิใจในทีแรกของเย่ถิงมลายหายไปสิ้นในพริบตา ทั้งยังถึงกับหดหู่ใจด้วยซ้ำ --- หรือชะตาของตระกูลเย่จะต้องตกเป็เบี้ยล่างต่อตระกูลจ้าวเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
แต่หลังจากจ้าวซีลั่วเอ่ยปาก เย่ถิงก็ลอบถอนหายใจ ดูท่าแล้วอีกฝ่ายไม่ได้คิดจะมาหาเื่อันใด
หลังจากสงบใจระงับอารมณ์ได้แล้ว เย่ถิงก็พยักหน้าก่อนจะยิ้มพลางกล่าวกับจ้าวซีลั่วว่า “หลานซีลั่ว สิบปีแล้วที่ไม่ได้พบกัน คิดไม่ถึงว่าเ้าจะบรรลุพลังได้ถึงระดับนี้ได้ ช่างสร้างความละอายแก่ผู้ชราเช่นข้านัก!”
จ้าวซีลั่วทักทายตามมารยาทอีกไม่กี่ประโยค ก็กล่าวทักทายต่อเย่เฉวียน เย่เทียนหวินและคนอื่นๆทีละคน ท่าทีที่แสดงออกคล้ายกับทั้งสองตระกูลปราศจากข้อบาดหมางใดๆต่อกันทั้งสิ้น
อันที่จริงจ้าวซีลั่วเองก็ประหลาดใจเช่นกัน ได้ยินมาว่าเย่ถิงบรรลุเพียงด่านภูติญญาระดับปลาย แต่นึกไม่ถึงว่าเมื่อพบหน้าอีกฝ่ายกลับเป็บรรพิญญาระดับต้นไปได้
“หลานซีลั่วกลับมาหลังจากหายไปนาน เชื่อว่าบิดามารดาคงจะยินดีไม่น้อยที่เ้ากลับมากระมัง? ไม่ทราบที่เ้ามายังตระกูลเย่ด้วยเหตุอันใด?” เย่ถิงมองไปที่ชายสองคนด้านหลังจ้าวซีลั่ว โดยไม่เชื้อเชิญอาคันตุกะเข้าไปในห้องโถง เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ตนเองถือเป็ผู้นำตระกูลหนึ่งมิหนำซ้ำยังเป็ผู้ฝึกปรือิญญาแห่งด่านบรรพิญญาผู้หนึ่ง ย่อมไม่อาจยอมอ่อนน้อมเพราะอีกฝ่ายมีพลังที่เหลือว่าได้ ประโยคเมื่อครู่เองก็แฝงความหมายว่า เ้าไม่อยู่ปรนนิบัติบิดามารดา ยังจะมาที่นี่ทำอะไร?
จ้าวซีลั่วยังคงยิ้มแย้มดังเดิม คล้ายกับไม่นำพาต่อสิ่งที่ได้ยิน มันหันไปยังจ้าวเหลียงที่อยู่ด้านซ้ายพร้อมกับปรายตาส่งสัญญาณ
“ท่านพี่...” คนอ้วนจ้าวใบหน้าถูกพันราวกับมัมมี่จนไม่อาจมองเห็นสีหน้าได้อย่างชัดเจน แต่เพียงฟังจากน้ำเสียงและดูจากท่าทีก็พอจะทราบได้ว่ามันไม่ยินยอมพร้อมใจ
จ้าวซีลั่วขมวดคิ้ว “ทำอะไร? หรือไม่เชื่อฟังคำพูดของพี่ใหญ่แล้ว?”
“ไม่ ไม่ใช่...” คนอ้วนจ้าวเชื่อฟังและกริ่งเกรงต่อพี่ใหญ่คนนี้ของตนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็เมื่อยามเด็กหรืออีกสิบปีให้หลังก็ยังคงเป็เช่นเดิม มันก้มศีรษะและเดินไปเบื้องหน้าสองก้าวก่อนจะโค้งศีรษะคารวะต่อเย่ถิงพร้อมกับเอ่ยปากขึ้น “ท่านอาเย่ ก่อนหน้านี้ผู้หลานกระทำเื่โง่เขลา ล่วงเกินแม่นางเย่เอียน จนทำให้ทั้งสองตระกูลต้องบาดหมางกัน ทั้งหมดเป็ความผิดของหลานเอง หวังว่าท่านอาจะให้อภัยต่อหลานชายผู้นี้ด้วย หากท่านคิดจะลงโทษข้าก็พร้อมจะยอมรับและจะไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว”
“……”
เมื่อคนอ้วนจ้าวแสดงท่าทีเอ่ยปากขอโทษอย่าง‘จริงใจ’เช่นนี้ คนตระกูลเย่ก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ มองดูถังน้ำที่โค้งศีรษะอยู่อย่างนั้น ก็คล้ายกับว่าหากท่านไม่ยอมให้อภัย ข้าคุณชายรองตระกูลจ้าวก็จะก้มศีรษะอยู่ตรงนี้ตลอดไป เย่ถิงหันไปหาจ้าวซีลั่วพร้อมกับถามด้วยความสงสัย “หลานซีลั่ว นี่...”
จ้าวซีลั่วจึงกล่าวว่า “อย่างที่เสี่ยวเหลียงกล่าว ผู้หลานเดินทางมาที่นี่เพื่อขอขมาโดยเฉพาะ เสี่ยวเหลียงยังเด็กไม่รู้ประสาจึงได้ล่วงเกินแม่นางเย่เอียน และเพราะบ้านตระกูลเย่รักตามใจเสี่ยวเหลียงเกินไปจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับตระกูลเย่ขึ้น อีกทั้งยังมีคน้าให้ทั้งสองตระกูลบาดหมางกันจึงจงใจโหมกระพือเื่ราวให้ใหญ่โต ครั้งนี้เมื่อข้ากลับมาจึงได้ขับไล่ผู้ประสงค์ร้ายออกไป หวังว่าท่านอาเย่จะใจกว้างไม่ถือสาหาความต่อเสี่ยวเหลียง และข้าก็หวังว่าทั้งสองตระกูลจะละทิ้งความบาดหมางหันมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”
จ้าวซีลั่วกล่าวด้วยความจริงใจ แต่ผู้ที่ได้ฟังกลับรู้สึกว่าน่าขบขัน ทั้งสองตระกูลบาดหมางกันจนแทบจะฉีกหน้าลงมือ แต่มันกลับคิดจะใช้คำพูดไม่กี่ประโยคเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทั้งมวล
แต่ว่าเย่ถิงไม่ได้ยิ้ม เนื่องเพราะได้รับทราบถึงเื่สำคัญจากคำพูดของจ้าวซีลั่ว --- ผู้ที่‘ประสงค์ร้าย’ถูกมันขับไล่กลับไปแล้ว!
เย่ถิงทราบอย่างชัดเจนว่าที่อีกฝ่ายกล่าวถึงก็คือคนของสำนักเ้าอสูร ที่แท้ศิษย์สำนักเ้าอสูรที่บรรลุด่านบรรพิญญานั้นกลับไปแล้ว มิหนำซ้ำยังไปเพราะถูกจ้าวซีลั่วขับไล่อีกด้วย!
ด้วยเหตุนี้มันจึงมิอาจไม่ใคร่ครวญชั่งน้ำหนักต่อคำพูดของจ้าวซีลั่วอีกครั้ง เย่ถิงทราบดีว่าในเมื่ออีกฝ่าย‘ขับไล่’สำนักเ้าอสูรออกไป ย่อมต้องมีความสามารถที่จะแบกรับผลที่จะตามมาได้ ครั้งกระโน้นยังไม่มีแต่มันในตอนนี้มีแล้ว เพียงไม่ทราบว่าจะด้วยตัวของจ้าวซีลั่วเองหรืออิทธิพลเื้ัมันก็ตามที
เย่ถิงครุ่นคิดโดยไม่มีทีท่าจะตอบสนองต่อคำพูดของจ้าวซีลั่วที่้าจะสงบศึก ตรงกันข้ามกลับเอ่ยปากถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ “หลานซีลั่ว ข้าขอถามอะไรเ้าสักอย่าง สิบปีมานี้เ้าคงเข้าสังกัดเป็ศิษย์สำนักใดสำนักหนึ่งแล้วกระมัง?”
จ้าวซีลั่วเองก็ไม่คิดจะปิดบัง จึงพยักหน้าตอบอย่างตรงไปตรงมา “ท่านอาคาดเดาได้ถูกต้องแล้ว ขณะนี้ข้าเป็ศิษย์สำนักธาตุน้ำ ท่านอาจารย์มีนามว่า หยางหลินฮ่าว”
“รองเ้าสำนักธาตุน้ำ!” เย่ถิงตื่นตระหนกสะท้านใจ คิดไม่ถึงว่าจ้าวซีลั่วไม่เพียงแต่จะเข้าร่วมสำนักธาตุน้ำแห่งสำนักเบญจธาตุ ยังถึงกับได้เป็ศิษย์ของรองเ้าสำนัก หากเป็เช่นนี้ ก็ถือได้ว่ามีอำนาจหนุนหลังเพียงพอที่จะต่อต้านสำนักเ้าอสูรได้ ยิ่งไปกว่านั้นสำนักเ้าอสูรก็คงไม่้าจะขัดแย้งกับสำนักธาตุน้ำด้วยเื่ของตระกูลเล็กๆเช่นนี้
“มิน่าเล่าจึงมีความมั่นใจถึงเพียงนี้... ไฮ้! ก่อนนี้ตระกูลหลิวมีสำนักธาตุไม้ วันนี้ตระกูลจ้าวมีสำนักธาตุน้ำหนุนหลัง ดูท่าว่าเมืองเกายี่ต่อจากนี้ไปตระกูลเย่คงต้องจำยอมอยู่รั้งท้ายเสียแล้ว แต่ทว่าไฉนจ้าวซีลั่วจึงได้มีท่าทีเกรงอกเกรงใจมาขอขมาถึงเพียงนี้?”
ในใจเย่ถิงครุ่นคิดอย่างเร่งร้อน มันได้แต่ลอบถอนใจที่ไม่อาจทำความเข้าใจต่อเื่ราวอย่างกระจ่างได้ ที่เข้าใจก็มีเพียงเื่ที่บ้านตระกูลจ้าวเปิดหน้าไพ่ใบสุดท้ายออกมาแล้ว เย่ถิงใคร่ครวญสักพักก็ตัดสินใจรับ ‘คำขอโทษ’ของอีกฝ่ายเพื่อคลี่คลายเื่เฉพาะหน้านี้ไปก่อน ไม่เช่นนั้นหากปล่อยให้บาดหมางกันเช่นนี้ต่อไป ฝ่ายที่จะต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูปกลับต้องเป็ตระกูลเย่เอง --- มันจะรอคอยความช่วยเหลือจากไป๋หยุนเฟยได้หรือ? เย่ถิงยังไม่โง่เขลาพอที่จะนำอนาคตของทั้งตระกูลไปฝากไว้กับ‘คนนอก’ผู้หนึ่งได้
“ฮ่า ฮ่า! ที่แท้หลานซีลั่วก็เข้าเป็ศิษย์สำนักธาตุน้ำแล้วนี่เอง! เพียงความสำเร็จของหลานในยามนี้ก็บ่งบอกได้ถึงอนาคตอันสดใส! เชื่อว่าพี่จ้าวของข้าคงรู้สึกภูมิใจไม่น้อยที่มีบุตรชายอันประเสริฐเช่นนี้กระมัง? ฮ่า ฮ่า ตระกูลของเราทั้งสองเดิมทีก็เพียงขัดแย้งกันเล็กน้อยเท่านั้น แต่ว่าในเมื่อหลานซีลั่วออกหน้าเช่นนี้ ข้าเองก็ไม่้าให้สองตระกูลต้องทะเลาะกันต่อไปอีก เื่ทั้งหมดก็ให้จบลงเพียงเท่านี้เถอะ...”
จ้าวซีลั่วเผยรอยยิ้มพึงพอใจ ก่อนจะตบศีรษะคนอ้วนจ้าวพลางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ยังไม่รีบขอบคุณท่านอาเย่อีก!!”
“ขอบ... ขอบพระคุณท่านอาเย่”
“……”
ไป๋หยุนเฟยสีหน้าประหลาดพิกล มันประหลาดใจต่อสถานการณ์ตรงหน้าอย่างยิ่ง
“จบเพียงเท่านี้... ปัญญาคลี่คลายอย่างสุขสันต์เช่นนี้??”
