หลี่ชิงชิงมาถึงห้องโถง เห็นครอบครัวสกุลเถียนทั้งสาม คิดไม่ถึงว่าเถียนฉางเซิงจะพามารดาของเขามาจริงๆ หญิงสาวมองไต้ซื่อพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เสี่ยวฉางเซิง เมื่อวานศิษย์พี่ของเ้าเพิ่งจะกลับไปยังค่ายทหาร ส้มที่บ้านเ้านำมาฝาก เขาคงไม่มีโอกาสได้ทานแล้ว”
เถียนฉางเซิงลูบศีรษะ “โชคไม่ดีนัก ศิษย์พี่ของข้าออกเดินทางเสียแล้ว ข้ายังอยากพบหน้าเขาอยู่เลย”
เถียนหู่เอ่ยกับไต้ซื่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ล้วนเป็ความผิดของข้า หากมิใช่ว่าข้ารีบร้อนจะไปยังเมืองเซียงเพื่อซื้อหนังสือ ก็คงมาถึงที่นี่ั้แ่สองวันก่อนแล้ว หากข้ามาเร็วอีกสักหน่อย ก็คงทันได้พบหน้าศิษย์พี่ของตงกวาสักครั้ง”
ไต้ซื่อพยักหน้ารับน้อยๆ
เถียนหู่มองหลี่ชิงชิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความนอบน้อมและจริงใจ ก่อนเอ่ยว่า “ที่จริงแล้วบ้านของพวกเราอยู่ที่ตำบลชิงอวี๋ ห่างจากหมู่บ้านหวังไม่ไกลเท่าไร เพียงแต่ว่าสองสามวันก่อนข้าเอาแต่ยุ่งกับเื่ในร้าน มิได้พาภรรยาของข้ามาพบเ้าทันที เฮ้อ เื่นี้ล้วนเป็ความผิดของข้า”
ไต้ซื่อเห็นเถียนหู่เอาแต่เอ่ยโทษตนเอง นางก็เอ่ยเสียงเบา “โรคของข้าไม่เจ็บไม่คัน หาใช่โรคเร่งด่วนอันใด จะหาหมอช้าลงสักสองสามก็ไม่เป็อันใดหรอกเ้าค่ะ”
เถียนฉางเซิงเกรงว่าหลี่ชิงชิงจะเข้าใจผิดว่า ไต้ซื่อไม่สนใจอาการป่วยของตนเอง เด็กน้อยจึงรีบร้อนเอ่ยขึ้นมาว่า “ศิษย์พี่สะใภ้ ท่านอย่าไปฟังคำเอ่ยของท่านแม่ โรคของท่านแม่นี้ยุ่งยากซับซ้อนนัก ตลอดฤดูร้อนนี้ท่านแม่ของข้าไม่เคยออกจากบ้านเลยสักวัน ในแต่ละวันได้แต่อยู่ในบ้าน แม้แต่บ้านของท่านตาท่านยายก็ยังไม่ได้ไปเยี่ยม”
ริมฝีปากของไต้ซื่อแง้มเปิดเล็กน้อย ทว่ากลับไม่มีเสียงใดถูกเปล่งออกมา
สายตาที่ครอบครัวสกุลหวังมองไปยังไต้ซื่อแฝงไปด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ในใจลอบคิดว่านางป่วยเป็โรคยุ่งยากซับซ้อนอันใดกันแน่ แม้แต่ครอบครัวเดิมของตนก็ยังไม่กล้ากลับไป?
หลี่ชิงชิงมองครอบครัวสกุลเถียนทั้งสามแล้วเอ่ยว่า “พวกท่านสองพ่อลูกพักดื่มน้ำในห้องโถงก่อน ส่วนมารดาของฉางเซิง เชิญมากับข้าเ้าค่ะ”
ยามที่ไต้ซื่อหมุนกายจากไป สายตาที่เถียนหู่มองตามได้ปรากฏร่องรอยความกังวลอยู่เล็กน้อย
โรคนี้ของไต้ซื่อเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่นางให้กำเนิดเถียนฉางผิงไม่นาน กลิ่นเหม็นได้โชยมาจากร่างกายส่วนล่างบริเวณส่วนลับ เหล่าญาติสนิทที่ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับนางล้วนต้องเคยได้กลิ่นนี้กันทั้งสิ้น
ร่างกายของไต้ซื่อโชยกลิ่นเหม็น ยามอากาศหนาว หากสวมอาภรณ์ให้มากขึ้นสักหน่อยก็สามารถปกปิดเอาไว้ได้ ทว่ายามอากาศร้อน อาภรณ์ที่สวมนั้นมีน้อยชิ้นทำให้มิอาจปกปิดกลิ่นเหม็นเอาไว้ได้ ดังนั้นนางจึงไม่กล้ากลับไปเยี่ยมบ้านเดิมยามฤดูร้อน ด้วยเกรงว่าจะทำให้คนที่บ้านเป็ห่วงหากได้กลิ่นนี้จากตัวนาง
ไต้ซื่อที่ป่วยด้วยโรคนี้ย่อมมิอาจให้แพทย์ที่เป็บุรุษรักษา เฮ้อ เพราะมันน่าอับอายเกินกว่าจะเอ่ยถึง
ยามเถียนหู่เดินทางเข้าเมืองเซียงเพื่อซื้อหนังสือและภาพวาดอักษรก็ลอบหาข่าว ในระยะร้อยลี้ล้วนไม่มีหมอหญิงเลยสักคน โรคของไต้ซื่อจึงถูกผัดมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้
ทว่ายามนี้ไม่เป็เช่นนั้นแล้ว ทันทีที่เถียนฉางเซิงพบว่าหลี่ชิงชิงคือท่านหมอหญิง เขาก็รีบเดินทางกลับบ้านเพื่อนำเื่ไปบอกไต้ซื่อและเถียนหู่ทันที หลังจากนั้นเขาก็เอาแต่รบเร้าทุกวัน ให้ไต้ซื่อมาพบหลี่ชิงชิงที่หมู่บ้านหวังเพื่อทำการรักษา
ก่อนที่เถียนหู่จะมา เขาตั้งใจส่งลูกจ้างในร้านมาสืบข่าวที่นี่ก่อนแล้ว หลังจากที่ได้ทราบว่าหลี่ชิงชิงเป็หมอหญิงจริงๆ และนางรักษาคนไข้มากมายโดยไม่คิดเงินเลยสักแดง อีกทั้งตัวคนเองก็ดูซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา สุดท้ายเถียนหู่จึงได้พาไต้ซื่อมาที่นี่
เถียนหู่ล่าช้าไปสองวัน เหตุผลที่เอ่ยในที่แจ้งก็คือเขาไปหาซื้อสินค้าเข้าร้าน ทว่าเหตุผลลับที่ไม่ได้แจ้งก็คือ เขาต้องตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่าหลี่ชิงชิงเป็หมอหญิงจริงหรือไม่
เื่นี้มิอาจโทษเถียนหู่ได้ เอ่ยได้เพียงเพราะโรคของไต้ซื่อนั้นแปลกประหลาดเกินไป หากหลี่ชิงชิงมิอาจรักษาโรคนี้ให้หายขาด ในทางกลับกัน หากเื่ที่ร่างกายของไต้ซื่อมีกลิ่นเหม็นประหลาดโชยอวลแพร่สะพัดออกไป ย่อมเป็การทำลายชื่อเสียงของไต้ซื่อจนสิ้น เช่นนั้นก็นับว่าจบสิ้นแล้ว
หลี่ชิงชิงปิดประตูห้องนอน เมื่อเห็นว่าไต้ซื่อเอาแต่ก้มหน้าไม่พูดไม่จา ยิ่งพินิจมองก็เห็นว่าสองมือของไต้ซื่อกำแน่นจนกลายเป็หมัด ในใจของนางทราบดีว่าไต้ซื่อคงจะประหม่าและหวาดกลัว หญิงสาวจึงเอ่ยว่า “นี่คือห้องนอนของข้ากับหวังเฮ่า ศิษย์พี่ของฉางเซิง หวังเฮ่ากลับไปยังค่ายทหารแล้ว ยามนี้จึงมีข้าอาศัยอยู่เพียงคนเดียว”
ในใจของไต้ซื่ออาบย้อมไปด้วยความกังวล นางยังคงก้มศีรษะ เอ่ยว่า “หลี่ซื่อ ข้า... โรคนี้ของข้าเลวร้ายนัก มันจะมีกลิ่นเหม็นประหลาด ท่านอาจจะรังเกียจจนอยากอาเจียนก็เป็ได้”
หลี่ชิงชิงเตรียมใจไว้ั้แ่แรกแล้ว นางเอ่ยว่า “ข้าเคยถามฉางเซิงมาก่อน เขาบอกว่าโรคเหม็นประหลาดของท่านเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว มิใช่กลิ่นเหม็นจากใต้รักแร้ เป็กลิ่นเหม็นจากที่ใดหรือ?”
น้ำเสียงของไต้ซื่อแ่เบาราวกับยุง นางอับอายอย่างถึงที่สุด “ก้น”
“ไอหยา เช่นนั้นก็คงจะเป็โรคทางนรีเวชแล้ว ไม่ต่างจากที่ข้าคิดไว้เท่าไรนัก” เป็เพราะโรคเหม็นประหลาดของไต้ซื่อเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นโรคที่หลี่ชิงชิงตัดทิ้งเป็อันดับแรกก็คือ โรคที่มีอัตราการติดต่อและการตายสูงอย่างกามโรค เช่นนั้นก็มีความเป็ไปได้สูงที่จะเป็โรคทางนรีเวช ทั้งยังเป็โรคนรีเวชที่มีความร้ายแรงอีกด้วย
ไต้ซื่อค่อยๆ เอ่ยอย่างช้าๆ “อืม สามีของข้าอ่านหนังสือทางการแพทย์มาหลายเล่ม เขาเองก็บอกว่าข้าเป็โรคทางนรีเวชเช่นกัน”
หลี่ชิงชิงมองออกว่าความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของเถียนหู่และไต้ซื่อนั้นอยู่ในระดับที่ดียิ่งนัก ในยุคสมัยนี้คนส่วนมากให้ความสำคัญกับบุรุษดูถูกสตรี มิใช่คนที่รู้หนังสือทุกคนจะยอมอ่านหนังสือทางการแพทย์เพื่อตรวจสอบโรคให้ภรรยา หลี่ชิงชิงเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าขอให้ท่านช่วยถอดกระโปรง ให้ข้าได้ลองตรวจสอบดูสักครู่”
“ถอดกระโปรงหรือ?”
“แน่นอน ทั้งยังต้องถอดกางเกงซับในออกด้วย หากท่านไม่ถอดกระโปรงและซับในออก แล้วข้าจะดูระดูขาวของท่านว่าเป็สีอะไรได้อย่างไร กลิ่นเหม็นนั้นตกลงแล้วรุนแรงเพียงใด จะต้องวินิจฉัยอย่างไร จะสั่งยาให้ท่านถูกโรคได้อย่างไร?” หลี่ชิงชิงมองไปรอบๆ ห้องนอน สายตาของนางตกอยู่ที่เตียงไม้ นางไม่อยากให้ไต้ซื่อขึ้นไปนอนบนเตียงเท่าไรนัก นั่นคือเตียงที่ใช้ในคืนเข้าหอของนางกับหวังเฮ่าเชียวนะ นางไม่อยากให้คนป่วยทอดกายนอนอยู่้าเพื่อตรวจร่างกาย “ข้าจะไปนำเตียงไม้ไผ่มา ท่านจงไตร่ตรองให้ดี หากท่านอยากรักษาจริงๆ เช่นนั้นก็ต้องถอด หากไม่อยาก ข้าก็ไม่คิดบังคับฝืนใจท่าน”
หลี่ชิงชิงจำได้ว่าในห้องเก็บของยังมีเตียงเดี่ยวเรียบง่ายที่ทำจากไม้ไผ่อยู่ นางได้ยินมาว่ามันเป็เตียงที่หวังเฮ่าสร้างขึ้นก่อนที่เขาจะไปเป็ทหาร ยามนั้นหวังเฮ่าเคยสร้างเตียงไม้ไผ่เพื่อนำไปขาย ทว่ารายได้ที่ได้จากการขายเตียงนั้นน้อยยิ่ง ทั้งยังต้องใช้กำลังและเปลืองแรง สุดท้ายเขาจึงไม่ได้ทำต่อ
ยามที่หลี่ชิงชิงย้ายเตียงไม้ไผ่เข้ามา ก็เห็นว่าไต้ซื่อยืนร่ำไห้เบาๆ อยู่ตรงนั้น นางเอ่ยถามว่า “ท่านไม่อยากรักษาหรือ?”
สตรีในยุคสมัยนี้ค่อนข้างยึดมั่นในจารีตประเพณีโบราณ มีสตรีบางคนที่ยอมตายเสียดีกว่ายอมเปิดเผยร่างกายให้ผู้อื่นดู
เฮ้อ หากไต้ซื่อไม่อยากถอดเสื้อผ้าให้หลี่ชิงชิงตรวจสอบ เช่นนั้นหลี่ชิงชิงก็ไม่คิดเกลี้ยกล่อมเพิ่มแล้ว
“ไม่ ข้าอยากรักษาโรค” ไต้ซื่อเพียงรู้สึกว่าการที่ต้องเปิดเผยส่วนลับของตนเองต่อหน้าคนนอก ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็สตรีเช่นกัน นางก็ยังคงรู้สึกกระดากอายอยู่ดี
......
อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นที่พาให้คนขยะแขยงจนอยากอาเจียน
แม้ว่าหลี่ชิงชิงจะสวมหน้ากากผ้าฝ้ายที่นางทำขึ้นด้วยตัวเองแล้วก็ตาม ทว่านางก็ยังคงได้กลิ่นเหม็นอยู่ กลิ่นเหม็นนั้นโชยมาจากร่างกายของไต้ซื่อ
“โรครุนแรงถึงเพียงนี้แล้ว ท่านยังบอกว่าไม่ร้ายแรง ยังบอกว่าไม่ต้องรีบร้อนอีกหรือ?”
“...”
“ท่านเป็โรคทางนรีเวชที่รุนแรงยิ่ง อุ้งเชิงกรานอักเสบอย่างรุนแรง ปากมดลูกเน่าเปื่อยอย่างรุนแรง และยังมีอาการมดลูกหย่อนด้วย”
สตรีที่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หรือสตรีที่เคยผ่านการคลอดบุตร ส่วนล่างย่อมอ่อนแอบอบบาง มีความเสี่ยงที่จะเป็โรคทางนรีเวชได้ง่ายๆ
โรคทางนรีเวชก็คือโรคที่เกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของสตรี รวมถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับช่องคลอด รังไข่ และอื่นๆ เป็ต้น
อาการของโรคก็ได้แก่ อาการคัน ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เป็ต้น
หากบุรุษเก้าในสิบเป็ไฝ สตรีเก้าในสิบก็เป็โรคทางนรีเวช สตรีหลังแต่งงาน ในสิบคนต้องมีสักเก้าคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคทางนรีเวช
หลี่ชิงชิงคาดเดาสาเหตุของโรคนรีเวชของไต้ซื่อในใจ
“หา?” หัวใจของไต้ซื่อยามนี้ ความหวาดกลัวและร้อนรนได้ฝังกลบความอับอายไปจนหมดแล้ว
“พวกท่านสองสามีภรรยา ทุกครั้งหลังจากที่ร่วมรักกันได้ทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดหรือไม่?”
ในยุคปัจจุบันวิธีที่ดีที่สุดสำหรับคู่รักในการป้องกันตนเองจากโรคภัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ก็คือการสวมถุงยางอนามัย ทว่าอย่างไรก็ตาม มีผู้ชายหลายคนที่รู้สึกว่าการสวมถุงยางเป็การบั่นทอนความหฤหรรษ์ และผู้หญิงก็เชื่อฟังเพื่อตอบสนองความ้าของผู้ชาย
แคว้นต้าถังล้าหลังถึงเพียงนี้ ย่อมไม่มีถุงยางอนามัย ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือการทำความสะอาดบ่อยๆ เพื่อรักษาร่างกายตนเองให้สะอาด
“ทำความสะอาดแน่นอน”
หลี่ชิงชิงถามอีกสองสามคำถาม ก่อนจะรู้ว่ายามที่ระดูของไต้ซื่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง่เวลาอยู่ไฟหลังคลอด เพื่อเติมเต็มความ้าของเถียนหู่ นางได้ตกลงที่จะร่วมรักกับเขา หลี่ชิงชิงจึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว “เหตุใดท่านถึงได้ยินยอมเติมเต็มความปรารถนาของเขายามที่อยู่ไฟหลังคลอดเล่า ท่านนี่ช่างไม่รักไม่ถนอมร่างกายตนเองเอาเสียเลย ที่บ้านของท่านไม่มีผู้าุโที่คอยตักเตือนเลยหรือว่า ร่างกายของสตรี่อยู่ไฟหลังคลอดนั้นอ่อนแอเป็ที่สุด มิอาจร่วมรักได้โดยเด็ดขาด?”
