เมื่อเห็นว่าคนสุดท้ายเดินออกจากห้องฝึกยุทธ์ไป เต้าหลิงก็สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วล้วงเข้าไปในลิ้นชักเพื่อคลำหาอะไรบางอย่าง หลังจากนั้นเขาก็หยิบของสิ่งหนึ่งที่ห่อเอาไว้ด้วยผ้าสีดำออกมา
ใบหน้าของเต้าหลิงแฝงรอยยิ้มเล็กน้อยตอนที่สำรวจห่อผ้าในมือ หลังจากนั้นเขาก็ออกไปจากห้องฝึกยุทธ์แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังป่าเล็กๆ ของสำนัก เมื่อมาถึงเขาก็มองหาหินก้อนหนึ่งแล้วนั่งลงเพื่อรออย่างเงียบๆ
“ท่านพี่เต้าหลิง”
เสียงหวานเสียงหนึ่งดังขึ้น ตรงหน้าป่าเล็กๆ ปรากฏร่างของเด็กสาวแรกแย้มผู้เปี่ยมรอยยิ้มคนหนึ่ง นางสวมอาภรณ์สีฟ้า ใบหน้าของนางงดงามหมดจด เส้นผมสลวยดำขลับ ใบหน้าแย้มยิ้มนุ่มนวลอ่อนหวาน ดวงตาคู่สวยเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งการรอคอย
“หวังย่า เ้ามาแล้ว” เต้าหลิงลุกขึ้นพลางฉีกยิ้มออกมา ความอบอุ่นเอ่อล้นออกมาจากใจ เด็กสาวคนนี้เติบโตมาด้วยกันกับเขาในเขตทุรกันดาร พวกเขาทั้งสองคนต่างก็มีความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่อกัน แม้ว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนหวังย่าจะย้ายออกไปจากเขต ทว่าพวกเขาก็ยังคงพบเจอกันอยู่บ่อยครั้ง
ไม่พูดก็คงจะไม่ได้ว่าเต้าหลิงนั้นมีความรู้สึกดีๆ ต่อเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง นางไม่ได้ตีตัวออกหากเพียงเพราะเขากลายเป็ขยะไร้ค่า อีกทั้งนางยังกล่าวว่าหากเขานั้นสามารถเข้าสำนักซิงเฉินได้ นางยินยอมจะเป็ผู้หญิงของเขา!
เต้าหลิงรู้สึกดีต่อความไร้เดียงสาและจิตใจดีมีเมตตาของหวังย่าอย่างมาก ตัวเขาที่อยู่ในสำนักนี้ ในแต่ละวันจะต้องเผชิญหน้ากับเสียงหัวเราะเย้ยหยันและคำดูถูก เหมือนกับว่าจมอยู่ในสระน้ำที่หนาวเย็นไม่รู้จะไปทางใด ทว่าการที่มีเพื่อนที่ดีอยู่ข้างๆ เป็ที่พึ่งพิงนั้น ทำให้เขารู้สึกถึงความโชคดีที่ไม่อาจทัดเทียบได้ ซึ่งหวังย่านั้นมีผลต่อหัวใจของเขาเสียเหลือเกิน
“พี่เต้าหลิง ได้นำของสิ่งนั้นมาด้วยหรือไม่?” หวังย่ายิ้มหวาน รอยยิ้มของนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน สายตาก็แอบสำรวจมองร่างกายของเต้าหลิง เมื่อเห็นว่าในมือของเขามีห่อผ้าสีดำอยู่ ภายในใจของนางก็เต็มไปด้วยความปีติ ทว่านางก็กลับแกล้งถามออกมาอย่างไม่รู้ประสีประสา
“นี่ไงเล่า ข้าให้เ้ายืมได้ไม่กี่วันเท่านั้นนะ ไม่อย่างนั้นพ่อขาเป๋ของข้าจะต้องโกรธเป็ฟืนเป็ไฟแน่”
เต้าหลิงเกาหัวพลางกล่าวออกมา ชายขาเป๋ก็คือพ่อของเขา เพราะพ่อของเขาไม่ใช่คนเข้มงวดอะไรมากนัก ดังนั้นั้แ่เด็กจนโตจึงได้เรียกขานเช่นนั้นมาโดยตลอด ชายขาเป๋เองก็บอกว่าชอบที่เขาเรียกตนแบบนั้น
ชายขาเป๋เป็คนขุดเหมือง แม้ว่าจะมีชีวิตที่ยากเข็ญเพียงใด แต่พ่อของเขาก็สู้ต่อโชคชะตาและส่งให้เขาได้เข้าสำนัก ส่วนสิ่งของในห่อผ้าสีดำนั้นคือหินน้ำงามสีฟ้าครามอร่าม ใหญ่ขนาดหนึ่งกำปั้น
หินน้ำงามก้อนนี้ดูแล้วงดงามยิ่ง แสงสีฟ้าส่องแสงพร่างพราวแวววับ ทำให้ผู้คนที่ได้เห็นพลันต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน
สายตาของเต้าหลิงทอประกายกระอักกระอ่วนออกมา เขาไม่รู้ว่าควรกล่าวเช่นใดดี การให้นางยืมของสิ่งนี้เพียงไม่กี่วันหาได้เป็ปัญหาแต่อย่างใด เพียงแต่ว่านี่คือหินที่ชายขาเป๋เอาไว้ใช้ขัดเท้าน่ะสิ!
อันที่จริงเขาเองก็สงสัยมาโดยตลอดว่า ชายขาเป๋นั้นได้หินแวววับน้ำงามนี้มาจากที่ใด อีกทั้งยังกำชับว่าห้ามเขานำออกไปข้างนอกเด็ดขาด จนกระทั่งหวังย่าได้เห็นหินน้ำงามนี้เข้าโดยบังเอิญ จึงได้ขอร้องให้เขานำออกมาให้นางเล่น
เต้าหลิงมีนางเป็เพื่อนเพียงคนเดียว จะให้เขาหาข้ออ้างไร้สาระมาหลีกเลี่ยงนางหรือ? เขาคงทำไม่ได้ อย่างไรเสียเขาก็ยังไม่อยากเสียเพื่อนไป
“หวังย่า ข้าจะให้เ้ายืมหินนี้ ทว่าอย่าลืมเอามาคืนข้าภายในสองสามวันนี้ล่ะ” เต้าหลิงกล่าวพลางยื่นหินน้ำงามสีฟ้าให้แก่นาง
ั์ตาคู่สวยของหวังย่าจ้องหินน้ำงามไม่กะพริบ หัวใจนางสั่นระรัวมากขึ้นกว่าเดิม แววตาฉายประกายความปลื้มปีติอย่างบ้าคลั่ง นางยื่นสองมือที่สั่นระริกออกไปรับผลึกหินฟ้าพลางวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นออกมา “ท่านพี่หวังหลิ่ง ท่านคิดว่านี่ใช่ผลึกหินฟ้าหรือไม่ ข้าว่ามันจะต้องเป็ผลึกหินฟ้าแน่!”
หวังย่ากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทำให้คิ้วคมเข้มของเต้าหลิงขมวดเข้าหันกัน...หวังหลิ่ง!?
หวังหลิ่งคือศิษย์ผู้มีพร์อันดับหนึ่งของสำนัก ตอนที่อยู่ในขั้นหลอมกายาเขาก็มีพลังกายสูงถึงสองหมื่นชั่ง! อีกทั้งเขายังทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิติญญาแล้ว เขาเป็คนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสำนัก เป็ธรรมดาที่เต้าหลิงจะรู้จัก
แต่ทว่าเหตุใดหวังย่าจึงได้รู้จักกับหวังหลิ่ง ซ้ำยังเรียกเ้านั่นว่าพี่!? หรือว่าเขาเองก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน?
เต้าหลิงขมวดคิ้วเป็ปม ทันใดนั้นก็พลันเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก เขารีบกวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วพบเข้ากับชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีขาวคนหนึ่งค่อยๆ ย่างเท้าออกมาจากป่าด้านหน้า
หวังหลิ่งมีรูปร่างสูงสง่าองอาจทรงพลัง ผมยาวประบ่า ใบหน้ายโสโอหัง ในขณะที่สายตาของเขาจ้องมองไปที่ผลึกสีฟ้าน้ำงาม ดวงตาของเขาก็แทบจะถลนออกมา เขาชี้นิ้วไปที่ผลึกสีฟ้าด้วยใบหน้าตื่นเต้นแล้วแผดเสียงคำรามกล่าวออกมา “ใช่! มันคือผลึกหินฟ้า ผลึกหินฟ้า!”
หวังหลิ่งตื่นเต้นเสียจนแทบทรงตัวไม่อยู่ เขาพุ่งตรงไปหาผลึกหินฟ้าด้วยความบ้าคลั่ง
เต้าหลิงหน้าเปลี่ยนสี เขาแผดเสียงขรึมกล่าวออกมา “หวังย่า นี่มันหมายความว่าอย่างไร? เ้าบอกเื่นี้กับคนนอกอย่างนั้นหรือ? พวกเราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามบอกเื่นี้กับใครเด็ดขาด!”
ชายขาเป๋กำชับเขาเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า ห้ามให้คนนอกรู้โดยเด็ดขาด แต่ทว่าครั้งนี้หวังย่าใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง จนเขาหมดปัญญาที่จะขัดใจนาง จึงได้ยอมนำหินน้ำงามนี้ออกมา แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าหวังย่าจะเรียกหวังหลิ่งมาที่นี่ด้วย นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?
หวังหลิ่งไม่เห็นเต้าหลิงอยู่ในสายตา สองมือหยิบจับผลึกหินฟ้า สายตาสอดส่องทั่วผลึกอย่างตื่นเต้นยินดี พลางแผดเสียงกล่าวลั่นออกมาในใจ ‘ผลึกหินฟ้าน้ำงามนี้คงจะหนักราวๆ ห้าชั่งกระมัง ไม่คิดเลยว่าของล้ำค่าเช่นนี้จะอยู่ในมือข้าอย่างง่ายดายเยี่ยงนี้ ฮ่าๆๆ!’
“คนนอก?” ั์ตาของหวังย่าฉายแววเย้ยหยันออกมา หาได้มีรอยยิ้มอ่อนหวานดังเดิมไม่ นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเ็า “ท่านพี่หวังหลิ่งไม่ใช่คนนอกเสียหน่อย แต่อย่างไรก็ต้องขอบใจเ้าสำหรับผลึกหินฟ้านี้นะ”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?” เต้าหลิงกำหมัดแน่นจนเส้นเืทั้งสองข้างปูดโปนขึ้นมา เล็บที่แหลมคมทิ่มเข้าไปในเนื้อที่ฝ่ามือด้วยความเจ็บใจ เขาขบกรามกล่าวเสียงต่ำออกมา “เ้าหลอกใช้ข้า!”
หวังย่าหัวเราะเสียงเย็น “ใครหลอกใช้เ้ากัน ข้าก็เพียง้าผลึกหินฟ้าก้อนนี้ เ้าจะใจร้ายไม่มอบมันให้ข้าได้ลงคอเชียวหรือ?”
“ข้าจะไม่ยอมมอบมันให้กับเ้าแน่นอน มันเป็ของชายขาเป๋!” ภายในใจของเต้าหลิงปวดร้าวราวกับมีมีดกรีดแทงลงบนอก หมัดทั้งสองกำแน่น ใบหน้าละอ่อนเริ่มบิดเบี้ยว
เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า คนที่เป็ที่พึ่งพา คนที่พูดคุยรับฟังและให้คำปรึกษาแก่เขาท่ามกลางโลกที่โหดร้ายเ็านี้ จะกลายเป็คนที่หลอกใช้เขามาโดยตลอด!
ทว่าภายในใจของเขากลับรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา หินน้ำงามนี้เป็ของล้ำค่าดังที่ชายขาเป๋กล่าวไว้จริงๆ น่ะหรือ? แต่ว่าที่บ้านเขายังมีอยู่เป็เข่งเลยนะ!
“มันเป็สมบัติที่สืบทอดต่อกันมาของตระกูลข้า ข้าไม่ยอมมอบมันให้เ้าแน่!” เขาแกล้งแผดเสียงคำรามออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
ได้ยินดังนั้น มุมปากของหวังย่าก็ยกขึ้นมา นางกล่าวออกมาด้วยสีหน้าหยิ่งผยอง “ถึงเ้าไม่อยากให้ก็ต้องให้ ท่านพี่หวังหลิ่งพอใจสมบัติของตระกูลเ้า นับว่าเป็วาสนาของเ้าแล้ว อีกอย่างข้ายอมลดตัวลงสละเวลาไปพูดคุยกับเ้า นี่เป็เื่ที่มนุษย์ปุถุชนยังไม่อาจหาญคิดฝัน ยิ่งขยะอย่างเ้าคงไม่ต้องกล่าวถึง ผลึกหินฟ้านี้ก็คิดเสียว่าเป็สิ่งตอบแทนให้กับข้าก็แล้วกัน!”
เต้าหลิงจ้องนางที่หลงระเริงและสุดแสนเย่อหยิ่งอย่างเดือดดาล นางแสดงอากัปกิริยาเฉกเช่นเทพธิดาผู้สูงส่งที่มองลงมายังมดตัวน้อยต่ำต้อย อีกทั้งยังทำท่าทางราวกับมีอำนาจเหนือฟ้า เหมือนกับว่านางเป็เซียนหญิงที่กลับชาติมาเกิดก็ไม่ปาน
ร่างของเต้าหลิงสั่นเทาด้วยโทสะ หมัดทั้งสองกำแน่นเสียจนได้ยินเสียงกรอบแกรบ นี่น่ะหรือเด็กสาวที่เติบโตมาด้วยกัน? ในเวลาแค่หนึ่งปีนางกลับเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน ไม่คิดเลยว่านางจะทำเพียงเพราะหินเพียงก้อนเดียว
“ที่แท้เ้าหลอกใช้ข้าก็เพียงเพราะหินก้อนเดียว” เต้าหลิงกล่าวเสียงแหบพร่า
“ฮึ เต้าหลิงเ้ายังกล้าพูดอีกนะ!” หวังย่ากล่าวด้วยใบหน้าเขียวปั้ด พลางชี้นิ้วออกไป “คราวก่อนข้าเคยบอกเ้าว่า ข้า้าหินน้ำงามก้อนนี้ เ้าก็ไม่ยอมยกให้ข้า ตอนนี้เ้ายังมีหน้ามาถามข้าอีกหรือว่าเพราะเหตุใด? หากข้าไม่บอกว่าจะยอมเป็ผู้หญิงของเ้า เ้าจะยอมเอาผลึกหินฟ้านี้ออกมาให้ข้าหรือ?”
“มารยาของเ้าช่างร้ายกาจยิ่งนัก” เต้าหลิงยิ้มอย่างขมขื่น เขาไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้เสียใจดี หินที่ชายขาเป๋ใช้ขัดเท้าถูกนางนำไปเป็ของล้ำค่าเสียแล้ว อีกทั้งเพื่อนเพียงคนเดียวของเขาก็หลอกใช้เขามาโดยตลอด
“เ้าไม่ได้มีค่าพอที่จะให้ข้าหลอกใช้ แต่ผลึกหินฟ้าต่างหากที่ควรค่า เดิมทีข้าก็ยังไม่ปักใจเชื่อทันทีที่เห็น แต่ตอนนี้ข้าเชื่อแล้วล่ะว่ามันคือผลึกหินฟ้า” หวังย่ากล่าวออกมาด้วยความพึงพอใจ นางเหลือบมองเขาแวบหนึ่งพลางกล่าวเสียงเ็าออกมา “จะให้ข้าไปเป็ผู้หญิงของขยะเช่นเ้าน่ะหรือ? อย่าคิดเพ้อฝันไปหน่อยเลย!”
สีหน้าของหวังย่าเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ถึงแม้ว่าในตอนเด็กนางจะมีความรู้สึกดีๆ ต่อเขา แต่ว่าตอนนี้นางไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เต้าหลิงก็เป็แค่ขยะไร้ค่า อนาคตภายภาคหน้าทั้งชีวิตของเขาก็เป็ได้แค่คนกระจอก ๆ คนหนึ่งเท่านั้น!
‘ช่างตลกยิ่งนัก อนาคตของนางจะต้องสูงส่งเทียมฟ้า แต่ขยะไร้ค่าอย่างเขายังคิดจะฉกฉวยเพื่อหาผลประโยชน์ ฝันไปเถอะ!’
ภายในใจของหวังย่าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เมื่อไม่นานมานี้นางติดตามหวังหลิ่งไปเข้าร่วมงานประมูลสินค้า ได้เห็นผลึกหินฟ้าขนาดเพียงเล็บมือแต่กลับมีมูลค่าสูงถึงหนึ่งล้านเหรียญทอง! นางจินตนาการไม่ออกเลยว่า ผลึกหินฟ้าก้อนเท่ากำปั้นนี้จะมีมูลค่ามหาศาลเพียงใด!
หวังหลิ่งมองผลึกหินฟ้าในมือด้วยความหลงใหลพลางหยิบขึ้นมาสูดดมด้วยความปลื้มปีติ ทว่าในตอนนั้นเองเขาก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นที่แปลกประหลาดก่อนที่จะขมวดคิ้วแล้วกล่าวออกมา “ทำไมข้ารู้สึกได้กลิ่นเท้าเหม็นๆ ...”
“จะเป็ไปได้อย่างไรกัน?” หวังย่ากล่าวพลางสูดดมกลิ่นของผลึกหินฟ้า หลังจากนั้นนางก็ยิ้มแล้วกล่าวออกมา “นี่คงจะเป็กลิ่นเฉพาะตัวของผลึกหินฟ้า หินก้อนนี้หนักราวๆ ห้าชั่งเชียวนะ ก็มันเป็สมบัติล้ำค่านี่”
“ฮ่าๆ น้องพี่เ้าช่างหลักแหลมยิ่งนัก” หวังหลิ่งพยักหน้าอย่างพึงพอใจ อีกทั้งสูดดมผลึกหินฟ้าอย่างหลงใหลอยู่หลายครั้ง เขาดึงหวังย่าเข้ามาในอ้อมอกพลางแผดเสียงหัวเราะออกมา “ทีแรกข้าก็ไม่เชื่อหรอกนะว่าขยะอย่างเ้าจะมีของล้ำค่าเช่นนี้ แต่ตอนนี้ข้าเชื่อแล้ว ฮ่าๆ!”
เต้าหลิงจ้องมองผลึกหินฟ้าไม่คลาดสายตา สองมือกำแน่น คิดจะนำหินขัดเท้าของชายขาเป๋คืนมาน่ะหรือ? คงจะทำได้แค่ในฝัน
เมื่อสังเกตเห็นสายตาของเต้าหลิง สีหน้าของหวังหลิ่งก็ขึงขังขึ้นมา เขาแผดเสียงคำรามกล่าวออกมา “เ้ามองอะไร? ขยะไร้ค่าเช่นเ้ายังคิดว่าผลึกหินฟ้าก้อนนี้ยังเป็ของเ้าอยู่อีกหรือ? ฮึ ข้าจะบอกให้นะว่าตอนนี้มันเป็ของข้าแล้ว!”
หวังหลิ่งเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อของเต้าหลิงแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ ว่าเ้านำผลึกหินฟ้านี้มาจากที่ใด?”
“ข้าบอกเ้าไปแล้ว ว่านี่คือสมบัติของตระกูลข้า และหวังว่าเ้าจะคืนมันให้กับข้า” เต้าหลิงเบิกตากว้างพลางแผดเสียงคำรามกล่าวออกมา
แต่ทว่าหวังหลิ่งหาได้โมโหไม่ อีกทั้งยังยิ้มออกมา จะเอากลับไปอย่างนั้นหรือ? กำลังฝันอยู่หรืออย่างไร? หวังหลิ่งกระชากคอเสื้อเต้าหลิงขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วจับทุ่มลงกับพื้นอย่างไร้ปรานี
ปรากฏเสียงดังปั้ง เศษดินบนพื้นแตกกระเจิง ทั่วร่างเต้าหลิงสั่นเทาด้วยความเ็ป รู้สึกเหมือนกระดูกภายในร่างกำลังแตกกระจาย เืไหลออกมาจากมุมปาก เขาขบริมฝีปากแน่นกลั้นความเ็ป สองหมัดกำแน่นเสียจนแขนสั่นระริก
พลังกายของหวังหลิ่งน่ากลัวเป็อย่างมาก เพียงแค่หนึ่งหมัดก็สามารถทลายหินั์ให้แตกกระจายได้ ซึ่งเต้าหลิงไม่สามารถที่จะต่อกรได้เลย
หวังย่าเหลือบมองเด็กหนุ่มที่นอนขดตัวอยู่ที่พื้นแวบหนึ่งพลางเอามือลูบคาง “ท่านพี่ หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป ข้าว่าคงจะกระทบต่อชื่อเสียงของท่านเป็แน่ ข้าว่าฆ่าเขาทิ้งไปเสียดีหรือไม่?”
“จิตใจเ้าช่างอำมหิตยิ่งนัก” เต้าหลิงกำหมัดแน่นอีกครั้ง แน่นเสียจนเส้นเืปูดโปนเด่นชัด ภายในใจของเขารู้สึกเ็ปขึ้นมา เขาจะต้องตายด้วยน้ำมือของนางแพศยาสารเลวเช่นนี้อย่างนั้นหรือ?
หวังหลิ่งพยักหน้าเห็นด้วย “อย่างไรก็คงต้องทำให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ ไม่เช่นนั้นหากถูกอาจารย์จับได้คงจะเป็เื่ใหญ่ไม่ใช่น้อย”
“ใช่แล้ว...” หวังหลิ่งแตะหน้าผากแล้วยิ้มออกมา “เ้าก็บอกไปว่า เป็เพราะเ้าขยะนี่รู้สึกด้อยค่าในตนเองจึงได้ดื่มเืสัตว์อสูรเข้าไปโดยตรง หวังว่าจะเปิดเส้นทางใหม่แห่งการฝึกยุทธ์ที่ไม่เคยมีผู้ใดลองกระทำมาก่อน เป็เื่ที่ดีเื่หนึ่งเลยใช่หรือไม่?”
“โอ้ ข้าเข้าใจแล้ว ความคิดของท่านพี่ไม่เลวเลยจริงๆ” นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางพยักหน้าแล้วยิ้มออกมา “เช่นนั้นก็ใช้วิธีนี้เลยก็แล้วกัน”
หวังหลิ่งแค่นหัวเราะในลำคออย่างเยือกเย็น ในมือปรากฏขวดหนึ่งขวด ภายในบรรจุเืสีแดงฉาน “เืที่อยู่ในขวดนี้เป็เืของกิเลนไฟ ให้มันไปอยู่ในร่างเ้านับว่าเป็เื่ที่สิ้นเปลืองอยู่บ้าง ทว่าหากเทียบกับมูลค่าของผลึกหินฟ้าแล้ว ก็ถือว่าข้ากำไรกว่าเ้าอยู่มากโขละนะ”
“นี่คงจะเป็เจตจำนงของ์” สติของเต้าหลิงเลือนราง เขานึกถึงคำพูดปริศนาพลันฝืนยิ้มออกมาด้วยความเ็ป นี่คงเป็ลิขิตที่์้า การจะฝึกวิชาสยบฟ้าจำเป็จะต้องดื่มเืสัตว์อสูรเข้าไปเสียก่อน!
ทีแรกที่เห็นขั้นตอนการฝึก เต้าหลิงรู้สึกว่าคนที่คิดค้นวิชานี้ขึ้นมาจะต้องเป็คนบ้าไร้สติเป็แน่ เพราะว่าพลังที่แฝงอยู่ในเืของสัตว์อสูรนั้นเป็พลังที่รุนแรงมหาศาล หากดื่มเข้าไปโดยตรงอาจทำให้ร่างกายของคนผู้นั้นแหลกเป็ผุยผง
หวังหลิ่งนำเืของกิเลนไฟกรอกเข้าปากของเต้าหลิงจนหมด หลังจากนั้นก็ปัดมือแล้วกล่าวออกมาอย่างขบขัน “ไปกันเถอะ อีกไม่นานเขาก็จะตายอยู่ตรงนี้”
“เต้าหลิง เ้าอย่าคิดแค้นข้าเลย สมบัติล้ำค่านี้หากอยู่ในมือของเ้าก็ไม่ต่างกับเศษธุลี แต่หากมันอยู่ในมือข้ามันก็จะส่องสว่างขึ้น ไม่ช้าข้าก็จะทะลวงขั้นสถิติญญาได้แล้ว ขยะไร้ค่าเช่นเ้าไม่มีวันรู้ถึงมูลค่าที่มหาศาลของผลึกหินฟ้าหรอก” หวังย่ากล่าวติดหัวเราะแล้วเดินจากไป
เต้าหลิงมองแผ่นหลังทั้งสองจนลับตา เขาพยายามระงับความเ็ปภายในจิตใจที่บัดนี้ราวกับถูกฉีกออกเป็ชิ้น ๆ เปลือกตาทั้งสองของเขาค่อยๆ ปิดลงพลางนึกย้อนถึงวิธีการฝึกวิชาสยบฟ้า
บัดนี้ เต้าหลิงััได้ว่าทั่วทั้งกายร้อนราวกับกำลังถูกไฟแผดเผา พลังที่อยู่ในร่างกำลังทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ในตอนนั้นเองภายในร่างกายของเต้าหลิง ก็ปรากฏคลื่นพลังลึกลับออกมาเป็สาย
เืของกิเลนไฟกำลังทะลวงทำลายกล้ามเนื้อของเขาอย่างรุนแรง เขารู้สึกเหมือนกับิญญากำลังหลุดออกจากร่าง หลังจากนั้นเืของสัตว์อสูรก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็กระแสน้ำสีแดงที่ไหลเข้าไปในทุกๆ ส่วนของร่างกายเขา และเริ่มทะลุทะลวงเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง
