อาจารย์ชราที่ยืนอยู่หน้าชั้นเรียนท่องจำความรู้ในหัวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เสียงค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งศีรษะของอาจารย์ผู้ชราฟุบลง ทำเอาบัณฑิตใกันยกใหญ่
บัณฑิตคนหนึ่งพูดด้วยความใ “ท่านอาจารย์...ท่านคงไม่เป็อะไรไปกระมัง”
ทุกคนเห็นว่าอาจารย์ชรามีอายุมากแล้ว ก็พูดอะไรไม่ออก
“ใครไปดูหน่อยสิว่าท่านอาจารย์ยังหายใจอยู่หรือไม่”
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้
ทันใดนั้นไป๋เสียก็ลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง บิดี้เี แล้วเดินไปที่ประตูอย่างไม่ใส่ใจราวกับหมดคาบเรียนแล้ว
เขาทำราวกับไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ บัณฑิตผู้หนึ่งรั้งเขาไว้แล้วถามว่า “เ้าจะไปตามคนมาช่วยหรือ”
“ช่วย? ช่วยอะไร” ไป๋เสียถามกลับ
“ท่านอาจารย์ ท่านดูเหมือน...แปลกๆ” บัณฑิตไม่อยากเอ่ยคำว่า ‘ตาย’ ออกมา
“อ้อ!” ไป๋เสียกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ตาแก่นั่นแค่โดนเพลงกล่อมเด็กของตัวเองกล่อมจนหลับไปเท่านั้นเอง”
ในเวลานี้อาจารย์ชราก็ส่งเสียงกรนครืดๆ หน้าอกก็กระเพื่อมขึ้นลงเป็จังหวะ
“โชคดีที่ไม่เป็อะไร” ทุกคนโล่งใจ
ไป๋เสียก้าวข้ามธรณีประตู ทว่าก่อนจากไปก็ทิ้งท้ายไว้ “หากพวกเ้าอยากฟังเพลงกล่อมเด็กต่อก็ปลุกเขา หรือจะไม่ทำอะไรเลยจนกว่าจะหมดคาบเรียนก็ได้ แต่ข้าขอตัวก่อน”
ประตูถูกปิดลงอย่างแ่เบา ทุกคนต่างมองหน้ากัน พวกเขาไม่มีความกล้าที่จะโดดเรียนเหมือนไป๋เสีย แต่ก็ไม่อยากฟังอาจารย์ชราพร่ำบ่นต่อไปอีก เพราะอย่างไรเขาก็แค่ท่องจำ ความสงบสุขในเวลานี้จึงยิ่งมีค่ายิ่งนัก
ในไม่ช้าทุกคนก็ได้ข้อตกลงไปโดยปริยายทั้งที่ไม่เอ่ยวาจาใดๆ เพื่อไม่ให้รบกวนการพักผ่อนของท่านอาจารย์ ก่อนจะก้มหน้าอ่านหนังสือกันเองต่อไป
ไป๋เสียเดินไปถึงริมทะเลสาบ์ เบื้องหน้าคือทัศนียภาพอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เื้ัคือต้นท้อสีชมพูสดใส เบื้องล่างคือพื้นหญ้าเขียวขจี
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ อากาศบริสุทธิ์ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหญ้าชะล้างความอึดอัดในห้องเรียนเมื่อครู่ให้จิตใจปลอดโปร่ง
อากาศแห่งอิสรภาพช่างดีจริงๆ
เนื่องจากยังอยู่ใน่เวลาเรียน ริมทะเลสาบ์จึงมีเพียงเขาผู้เดียว ทัศนียภาพอันงดงามนี้ตกเป็ของเขาเพียงผู้เดียว
‘หากมีของกินอะไรบ้างก็คงจะดี’
ดังนั้นสายตาของเขาจึงไปหยุดอยู่ที่ปลาที่กำลังหาอาหารอยู่ริมทะเลสาบ เขาคิดในใจ ‘จับปลามาย่างกินสักสองตัวท่ามกลางทัศนียภาพอันงามหยดเช่นนี้ คงจะดีไม่น้อย’
คิดฝันสวยหรู แต่ความจริงนั้นแสนโหดร้าย
ปลาในทะเลสาบก็ไม่ได้โง่ พวกมันคงไม่รอให้คนมาจับ หากไม่มีเบ็ดตกปลาหรือแห ไป๋เสียก็หมดสิทธิ์
ขณะที่เขากำลังมองเงาสะท้อนในทะเลสาบและคิดจะล้มเลิกความคิดนี้ หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นคนหนึ่งกำลังนั่งตกปลาอยู่ใต้ต้นไหวริมทะเลสาบ
อีกฝ่ายสวมชุดนักพรตสีเขียวเช่นเดียวกับเขา ใบหน้ามีผ้าปิดบัง เหลือเพียงดวงตาเท่านั้น
ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็เฉายวนิที่ไป๋เสียมีเื่บาดหมางด้วยั้แ่วันแรกที่เข้ามาเรียน
ไป๋เสียกลั้นหายใจรีบหลบใต้ต้นท้อ ก่อนจะถูกเฉายวนิพบตัว เขาพึมพำเบาๆ “โอ้ นึกไม่ถึงว่านอกจากข้าแล้ว คนในชั้นเรียนอสรพิษทองก็โดดเรียนด้วย”
เนื่องจากเฉายวนิมีสายเืราชวงศ์ พร์จึงโดดเด่นเป็ธรรมดา จึงถูกจัดให้อยู่ในชั้นเรียนอสรพิษทองที่มีศักยภาพสูงสุด ได้รับทรัพยากรมากกว่าบัณฑิตคนอื่นๆ เพื่อเพิ่มพูนพลังได้เร็วขึ้น
เมื่อคิดว่าเฉายวนิได้เข้าเรียนชั้นอสรพิษทอง แต่ตัวเองกลับถูกจัดให้อยู่ชั้นอสรพิษดีบุกที่ไร้ความหวังก็รู้สึกไม่ยุติธรรมนัก จึงสบถด่า “เ้าเฉาใบ้บ้าเอ๊ย! ทำไมมันถึงได้ไปเรียนชั้นอสรพิษทอง ส่วนข้าต้องมานั่งฟังตาแก่นั่นสอนหนังสือทุกวันเล่า”
ที่จริง ถึงแม้ไป๋เสียจะยังเปิดชีพจรได้ไม่ครบเจ็ดจุด แต่ด้วยพร์และคะแนนสอบข้อเขียนก็เพียงพอจะถูกจัดเข้าชั้นอสรพิษเงิน แต่เขากลับรำคาญที่กรรมการสอบปากเปล่าชอบถามคำถามโง่ๆ จึงพูดจาดูถูกดูแคลน ผลก็คือกรรมการตัดสินว่าเขาเป็คนเกเร
ไป๋เสียจึงถูกจัดเข้าชั้นอสรพิษดีบุก เขามองเฉายวนิที่กำลังหลับตาตกปลาอยู่ไกลๆ พลางกัดฟันกรอด “ไอ้หมอนี่แม้แต่พูดก็ยังพูดไม่ได้ แล้วมันสอบปากเปล่าผ่านมาได้ยังไง ต้องเส้นใหญ่แน่ๆ ถึงได้เข้ามาเรียนได้”
เมื่อคิดเช่นนี้ ไป๋เสียก็ยิ่งดูถูกอดีตองค์ชายผู้นี้มากขึ้นไปอีก เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำให้เฉายวนิต้องขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล เพื่อตัดกำลังใจมันให้ได้!
ตอนนี้เป็เวลาเรียน นอกจากไป๋เสียกับเฉายวนิแล้วก็ไม่มีใครอื่น เหล่าองครักษ์หญิงที่คุ้มกันเฉายวนิก็ไม่อยู่แล้วเช่นกัน
นี่ไม่ใช่โอกาสทองหรอกหรือ
‘ขอเพียงแค่ใช้โอกาสนี้แอบโจมตี ไม่เพียงแต่จะได้ระบายความโกรธ แล้วยังได้ปลาย่างที่อยากกินด้วย ช่างเป็ความคิดที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!’
ไป๋เสียแสยะยิ้มเพทุบาย เขาใช้พลังดึงกิ่งไม้ที่หนาเท่าข้อมือลงมาจากต้นท้ออย่างเงียบเชียบ หักกิ่งเล็กๆ ออกจนเหลือเพียงไม้ท่อนแข็งๆ
เขาถือไม้ท่อนนั้นแล้วปิดบังกลิ่นอาย ก่อนจะเดินไปทางด้านหลังของเฉายวนิอย่างเงียบเชียบ
‘ต่อไปไป๋เสียผู้นี้จะให้เ้าได้รู้จักถึงความโหดร้ายของยุทธภพ ฮ่าๆ’
เมื่อเห็นว่าเฉายวนิไม่ได้ระวังตัว ไป๋เสียก็แปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าชัยชนะจะได้มาง่ายดายเช่นนี้ เขาเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาหลายครั้ง
แต่เมื่อเขาฟาดไม้ลงไป เฉายวนิที่ััได้ถึงจิตสังหารก็หลบทัน ร่างกายพุ่งออกไปห้าหมี่พร้อมทิ้งคันเบ็ดลงพื้น
ไป๋เสียที่ถือไม้ท่อนนั้นอยู่ไกลๆ พลางกล่าวอย่างงุนงง “เอ๊ะ? ข้ายังเดินไปไม่ถึงเลยนี่นา”
“เพ้ย! กล้าดีอย่างไรถึงโดดเรียนมาตกปลา”
นั่นเป็เสียงชายผู้หนึ่งที่เหวี่ยงไม้ฟาดไปหาเฉายวนิ ไม้นั่นแตกต่างจากในมือของไป๋เสียอย่างสิ้นเชิง ถ้าเรียกให้ถูกต้องก็ควรเรียกว่าไม้กวาดมากกว่า
เ้าของไม้กวาดยกพาดบ่า ก่อนจะพูดเสียงกราดเกรี้ยว
หลังจากเฉายวนิลงถึงพื้นอย่างมั่นคงแล้วก็เงยหน้าขึ้นมอง เห็นบัณฑิตหัวชี้ที่มีอายุมากกว่าเล็กน้อย รูปร่างกำยำถือไม้กวาดปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า
“อ๋า!” ไป๋เสียอุทานออกมา
เขาจำเด็กหัวชี้ผู้นี้ได้ เขาชื่อซุนจินกัง เรียนซ้ำชั้นหลายปี วิชาที่ตื่นรู้ก็งั้นๆ เพียงแต่มีอาวุธิญญาชิ้นหนึ่งที่ทำให้เขาเป็ะได้ชั่วคราว
นิสัยใจร้อนก้าวร้าว แต่ยามต่อสู้กลับใช้อุบายสกปรก
ตอนที่ไป๋เสียต่อสู้กับมันก็เกือบโดนเล่นงาน เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ถึงจะทำให้มันถูกทำโทษมากวาดใบไม้หนึ่งภาคเรียนได้
สาเหตุที่ซุนจินกังถือไม้กวาดอยู่นั้น เพราะไป๋เสียเป็ต้นเหตุ
‘แต่หมอนี่ต่อสู้ยากจริงๆ น่าจะเล่นงานเ้าเฉาใบ้ได้พอตัว’
ให้ดีที่สุดก็สู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง แล้วตนค่อยออกไปซ้ำเติมอีกที นี่เป็ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว
เมื่อเห็นว่าเฉายวนิตกปลาอย่างสบายใจไร้ซึ่งการรบกวน ส่วนตัวเองกลับต้องยืนกวาดพื้นอยู่ริมทะเลสาบอย่างโง่ๆ ซุนจินกังก็สบถด่า “โดดเรียนมาด้วยกันแท้ๆ แต่ข้ากลับถูกจับได้แล้วโดนทำโทษให้มากวาดพื้น ส่วนเ้ากลับตกปลาสบายใจเฉิบ”
เฉายวนิไม่สนใจเขา ปัดฝุ่นออกจากมือ ก่อนจะเดินกลับไปหยิบคันเบ็ดกับตะกร้า แล้วเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ซุนจินกังไม่รู้ว่าบัณฑิตใหม่คนนี้มีภูมิหลังอย่างไร เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมองเขาเป็อากาศและไม่สนใจไยดี ซุนจินกังผู้มีนิสัยใจร้อนก็เดือดจนหน้าแดงก่ำ แล้วะโใส่เฉายวนิที่กำลังจะเดินจากไป
“หยุดนะ! ข้ากำลังพูดกับเ้า ทำไมถึงไม่พูดอะไรเลยสักคำ หรือเ้าเป็ใบ้หรือไง”
ไป๋เสียอดหัวเราะไม่ได้ใต้ต้นท้อ เฉายวนิหยุดฝีเท้า หันกลับมามองเขาเงียบๆ แวบหนึ่ง แล้วก็เดินจากไปอีกครั้ง
“เ้าหนูนี่ยังสวมหน้ากากมาเรียนอีก หยิ่งยโสไม่เบา...” ซุนจินกังเหมือนูเาไฟที่กำลังจะปะทุ เส้นเืที่หน้าผากเต้นตุบๆ
