ตอนที่ 5 หยดเืบนผืนหิมะ
เกล็ดหิมะสีขาวโพลนร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าราวกับเป็เถ้ากระดูกของทวยเทพที่มอดไหม้ มันโปรยปรายลงมาทับถมความโสมมของวังหลวงให้ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องเพียงชั่วคราว ลมหนาวหวีดหวิวพัดกรรโชกจนธงัสีเหลืองทองที่ปักอยู่รอบ ลานจัตุรัสไท่เหอ สะบัดดังพึ่บพั่บราวกับเสียงเตือนภัย
เสียงกลองมโหระทึกดังกึกก้องกัมปนาท ตึง! ตึง! ตึง! จังหวะหนักแน่นของมันกระแทกเข้าสู่หัวใจของทุกคนที่ยืนอยู่ ณ ที่นั้น เป็สัญญาณประกาศศักดาการมาถึงของบุรุษผู้เป็เ้าชีวิตของคนทั้งใต้หล้า
ฮ่องเต้ฉินอวี้ เสด็จพระราชดำเนินออกมาจากประตูวังชั้นใน พระองค์ประทับอยู่บนเกี้ยวหยกแกะสลักที่หามโดยขันทีกำยำสิบหกคน ก่อนจะทรงก้าวลงมาััพื้นหิมะด้วยพระบาทของพระองค์เอง
ฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายัทองห้าเล็บที่กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องนภา ดูดุดันและน่าเกรงขาม ตัดกับสีขาวของหิมะอย่างชัดเจน พระเกศาถูกรวบขึ้นสวมกวานทองคำประดับมุกดำ ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับเทพบุตรา ทว่าแววตานั้นกลับเรียบเฉย เ็า และว่างเปล่า... ราวกับมองเห็นสรรพชีวิตเบื้องหน้าเป็เพียงฝุ่นผง
บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบและกลิ่นอายแห่งความริษยาของเหล่าสนมนับร้อย พลันเงียบกริบลงในพริบตา ราวกับมีใครเอามือมาอุดปากคนทั้งลานกว้าง ทุกคนต่างรีบย่อกายลงคุกเข่า หน้าผากแนบชิดกับพื้นหินเย็นเฉียบ เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่พ่นไอขาวออกมาด้วยความหวาดหวั่น
หลินอ้าย ในร่างของเฟยหลินคุกเข่าอยู่ท้ายแถวสุด ในมุมที่อับแสงและหนาวเหน็บที่สุด ความเย็นของหิมะซึมผ่านเนื้อผ้าฝ้ายบางๆ เข้าสู่ิัราวกับเข็มน้ำแข็งนับพันเล่มที่ทิ่มแทง แต่นางกลับไม่รู้สึกหนาว... สิ่งที่แผดเผานางอยู่ในตอนนี้คือความแค้นที่สุมอยู่ในอก มันร้อนแรงเสียยิ่งกว่าลาวาในูเาไฟ
เมื่อนางแอบเหลือบตามองเห็นชายฉลองพระองค์สีทองที่เคลื่อนผ่าน ความทรงจำที่พร่าเลือนของเ้าของร่างเดิมก็ผุดขึ้นมา... ภาพบุรุษที่เคยโอบกอดนางใต้ต้นท้อ บุรุษที่เคยสัญญาว่าจะปกป้องนาง แต่กลับเป็คนเดียวกับที่ปล่อยให้นางต้องเน่าเปื่อยอยู่ในตำหนักเย็นเพียงเพราะเชื่อคำลวง
'ฉินอวี้... ท่านมันก็แค่บุรุษตาบอดที่หลงใหลในเปลือกนอก' หลินอ้ายคิดในใจ มุมปากภายใต้หน้ากากถ่านไม้ยกยิ้มหยัน
...
ฉินอวี้ก้าวเดินไปตามทางลาดพระบาทที่ปูด้วยพรมแดงอย่างช้าๆ สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวขยับมองผ่านเหล่าสนมที่แต่งกายงดงามราวกับบุปผาในสวน์
น่าเบื่อ... นั่นคือคำเดียวที่ดังก้องในพระทัยของฮ่องเต้หนุ่ม
สตรีเหล่านี้... ล้วนแต่มีใบหน้าที่ฉาบด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ มีรอยยิ้มที่ฝึกฝนมาหน้ากระจกนับร้อยครั้ง และมีดวงตาที่เต็มไปด้วยความโลภ อยากได้อำนาจ อยากได้ความโปรดปราน ไม่มีใครเลยที่มีิญญาจริงๆ สักคน
เสี่ยวลี่จื่อ ขันทีน้อยคนสนิทที่เดินตามหลังมาติดๆ แอบปาดเหงื่อที่หน้าผากทั้งที่อากาศหนาวเหน็บ เขาเหลือบมองสีหน้าของฝ่าาแล้วร้องโอดโอยในใจ
'ตายแน่... วันนี้ฝ่าาอารมณ์บ่อจอยสุดๆ หน้าตาบอกบุญไม่รับแบบนี้ ถ้ามีใครทำอะไรขัดหูขัดตา หัวหลุดจากบ่าแน่ๆ เ้าแม่กวนอิมคุ้มครองข้าน้อยด้วยเถิด!'
ทว่า เมื่อขบวนเสด็จเคลื่อนมาถึง่ท้ายของแถว... ที่ซึ่งเหล่าสนมชั้นต่ำและสนมจากตำหนักเย็นคุกเข่ารวมกันอยู่ กลิ่นอายบางอย่างก็ลอยมาแตะจมูกั
มันไม่ใช่กลิ่นเครื่องหอมราคาแพงอย่าง ชะมดเชียง หรือ กุหลาบพันปี ที่ฉุนจนเวียนหัว แต่มันคือกลิ่นจางๆ ที่แปลกประหลาด... กลิ่นของ
"ไม้จันทน์ไหม้ไฟผสมกับกลิ่นเืจางๆ"
กลิ่นที่สะท้อนถึงความโดดเดี่ยว ความเ็ป และความทรหด
ฉินอวี้ชะงักฝีพระบาททันที รองเท้าหนังัหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าสตรีผู้สวมชุดขาวซีด
"เงยหน้าขึ้น..."
กระแสเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นเหนือศีรษะของหลินอ้าย มันไม่ใช่คำขอร้อง แต่มันคือราชโองการที่ไม่อาจขัดขืน
หัวใจของ สนมเฉิน ที่คุกเข่าอยู่ไม่ไกลเต้นรัวด้วยความสะใจ นางแอบแสยะยิ้มกับพื้น 'เสร็จแน่! นังปีศาจหน้าผี ฝ่าาต้องรังเกียจจนสั่งปะานางแน่ๆ ข้าจะได้เห็นเืชั่วๆ ของนางย้อมหิมะก็คราวนี้แหละ!'
หลินอ้ายสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสติและความกล้าทั้งหมดที่มี นางไม่ได้ตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกที่เปียกฝนอีกต่อไป แต่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ สง่างาม ราวกับดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำ
ทันทีที่ใบหน้านั้นปรากฏสู่สายพระเนตร... ลมหายใจของคนทั้งลานกว้างคล้ายจะหยุดชะงักลงพร้อมกัน
เฮือก!
ขันทีน้อยเสี่ยวลี่จื่อถึงกับต้องยกมือทาบอก
'คุณพระช่วย! นี่มันศิลปะหรือภูตผีกันแน่? น่ากลัว... แต่งดงามจนขนลุก!'
ฉินอวี้เบิกเนตรกว้างไปวูบหนึ่ง ความรู้สึกแปลกประหลาดพุ่งจู่โจมหัวใจของพระองค์อย่างรุนแรง พระองค์ทรงเห็นความงามที่บิดเบี้ยว... ใบหน้าซีกขวาขาวนวลงดงามดุจหยกสลัก แต่ซีกซ้ายกลับมีลวดลาย ผีเสื้อสีดำทมิฬ ขนาดใหญ่เกาะกุมอยู่ ปีกของมันพาดผ่านดวงตาและแก้ม รอยถ่านสีดำตัดเส้นคมกริบทับลงบนรอยปานนูนหนา ทำให้ดูราวกับผีเสื้อตัวนั้นมีชีวิตและกำลังขยับปีกสูบกินิญญา
และที่สำคัญ... ดวงตาข้างซ้ายที่อยู่ภายใต้ปีกผีเสื้อนั้น มันช่างลึกล้ำ เยือกเย็น และเต็มไปด้วยคำถาม
"เ้า... ซูเฟยหลินงั้นหรือ?" เสียงของพระองค์สั่นเครือเล็กน้อยจนแทบจับสังเกตไม่ได้
"เหตุใดเ้าจึงแต่งกายและวาดหน้าเช่นนี้? เ้ารู้หรือไม่ว่าการิ่พระเกียรติในงานตรวจแถว มีโทษถึงปะาชีวิต!"
หลินอ้ายจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของัโดยไม่หลบสายตา นางเห็นความสับสนในนั้น นางจึงแย้มยิ้ม... เป็รอยยิ้มที่กรีดใจคนมอง เพราะมันทั้งเศร้าสร้อยและเย้ยหยันในเวลาเดียวกัน
"ทูลฝ่าา..." นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กังวาน
"หม่อมฉันมิได้ิ่พระเกียรติ แต่หม่อมฉันกำลังแสดงความจริง เพคะ"
"ความจริง?" ฉินอวี้ทวนคำ
"เพคะ... หน้ากากผีเสื้อนี้ มิใช่สิ่งที่หม่อมฉันอยากวาดด้วยความรื่นรมย์ แต่มันคือผ้าห่มผืนสุดท้ายที่ใช้ปกปิด แผลเป็ จากความเมตตาที่พระองค์และคนในวังแห่งนี้มอบให้... และทรงลืมเลือนมันไปแล้ว"
คำพูดของนางแฝงนัยยะเสียดแทง ราวกับเข็มที่ซ่อนอยู่ในสำลี
"บังอาจ!"
เสียงแหลมปรี๊ดของ สนมเฉิน ดังแทรกขึ้นมา ทำลายบรรยากาศ นางทนไม่ไหวอีกต่อไปที่จะเห็นศัตรูทำตัวเด่นเกินหน้า
"ฝ่าา! นางปิศาจตนนี้กำลังกล่าววาจาจาบจ้วง ลบหลู่เบื้องสูง! หน้าตาอัปลักษณ์ยังไม่เจียมตัว กล้ามาเสนอหน้าทำให้ฝ่าาระคายเคืองพระเนตร ทรงสั่งปะานางเถิดเพคะ! เอาหัวนางมาเสียบประจาน!"
ฉินอวี้ตวัดสายตาดุจมีดดาบไปที่สนมเฉิน ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเป็สัญญาณให้ หุบปาก เพียงแค่นั้นสนมเฉินก็หน้าซีดเผือด รีบก้มหัวลงโขกพื้นตัวสั่นงันงก
ฮ่องเต้ย่อพระวรกายลง นั่งยองๆ จนใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับหลินอ้าย กลิ่นหอมจางๆ จากฉลองพระองค์ัปะทะเข้ากับกลิ่นถ่านไม้และกลิ่นสนิมเหล็กบนหน้าของนาง
"แผลเป็จากความเมตตางั้นหรือ?" พระองค์กระซิบถามเสียงเครียด
"เ้ากำลังจะบอกว่า ข้า... เป็คนทำให้เ้าต้องกลายเป็เช่นนี้?"
"มิใช่พระองค์เพคะที่ลงมือ..." หลินอ้ายเอ่ยพลางใช้นิ้วมือที่หยาบกร้านลูบไปบนรอยปานเบาๆ
"ดาบที่ฟาดฟัน อาจทำให้เืตกยางออก แต่ความละเลย ของพระองค์ต่างหากเพคะ ที่คมยิ่งกว่าดาบ... มันเฉือนหัวใจหม่อมฉันทิ้ง แล้วปล่อยให้เนื้อกายเน่าเปื่อย"
นางขยับหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนฉินอวี้มองเห็นรายละเอียดของผงถ่านที่เกาะอยู่บนรอยนูนของแผล
"ความงามที่หม่อมฉันเคยมี พระองค์ทรงชื่นชมเพียงชั่วครู่ยามดอกท้อบาน แต่ความอัปลักษณ์ที่หม่อมฉันได้รับ พระองค์กลับมอบให้หม่อมฉันแบกรับมันเพียงลำพังชั่วชีวิต... ฝ่าาทรงทอดพระเนตรผีเสื้อตัวนี้ให้ดีเถิดเพคะ มันมิได้กำลังบิน..."
น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจากดวงตาข้างที่เป็ผีเสื้อ ไหลผ่านร่องลึกของรอยแผลเป็สีดำ ดูราวกับเืสีดำ กำลังหลั่งริน
"แต่มันกำลังถูกตรึงไว้กับิัที่เน่าเปื่อย ด้วยเข็มที่ชื่อว่า ความยุติธรรมที่ไม่มีจริง ในวังหลวงแห่งนี้!"
...
คำพูดนั้นบาดลึกเข้าไปในพระทัยของฉินอวี้ ราวกับถูกตบหน้ากลางสาธารณชน พระองค์ทรงจำได้แล้ว... จำสตรีที่เคยแย้มยิ้มท่ามกลางดอกท้อคนนั้นได้ สตรีที่เคยบริสุทธิ์สดใส แต่คนตรงหน้าบัดนี้คือ ิญญาแค้น ที่กลับมาทวงสัญญา
เสิ่นหลาน (เสิ่นกุ้ยเฟย) ที่นั่งนิ่งสง่ามาตลอด บัดนี้มิอาจอยู่เฉยได้ นางรู้ดีว่าสถานการณ์กำลังพลิกผัน หากปล่อยไว้ ไฟแค้นกองนี้อาจจะลามมาไหม้ชายกระโปรงของนาง
นางลุกขึ้นเดินเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยท่วงท่าที่สง่างามราวนางพญาหงส์ นางย่อกายลงเคียงข้างฮ่องเต้ แย้มยิ้มอ่อนโยนที่ซ่อนใบมีดไว้ภายใน
"ฝ่าาเพคะ..." เสิ่นหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลราวกับน้ำผึ้งอาบยาพิษ
"น้องหญิงเฟยหลินคงจะเสียสติไปเพราะความลำบากในตำหนักเย็น วาจาที่นางกล่าวออกมาจึงเลอะเลือนนัก ฟังดูสิเพคะ... กล่าวหาว่าฝ่าาไม่ยุติธรรม ทั้งที่ฝ่าาทรงเมตตาไว้ชีวิตนางถึงเพียงนี้"
นางหันไปมองหลินอ้าย ดวงตาที่ยิ้มแย้มแต่แฝงแววข่มขู่
"น้องหญิง... เ้าควรจะขอบพระทัยฝ่าา มิใช่มาวาดหน้ากากอัปมงคลเพื่อเรียกร้องความสนใจเช่นนี้ การทำตัวเป็ผีสางต่อหน้าพระพักตร์ ช่างไม่งามเลยจริงๆ"
หลินอ้ายหันไปมองเสิ่นหลานช้าๆ รอยยิ้มปิศาจปรากฏขึ้นบนหน้าซีกที่เป็ผีเสื้อ
"พระสนมเอก..." หลินอ้ายกระซิบ เสียงของนางต่ำลึก ดังก้องกังวานในความเงียบ "ความสนใจที่หม่อมฉันเรียกร้องนั้นมีราคาสูงนัก... สูงจนท่านอาจจะคาดไม่ถึง"
"เ้าหมายความว่าอย่างไร?" เสิ่นหลานเลิกคิ้ว แสร้งทำเป็ไม่เข้าใจ
"ท่านอาจจะต้องจ่ายมันด้วยความลับ ที่ท่านซ่อนไว้ใต้แป้งผัดหน้าหนาๆ นั่น..." หลินอ้ายจ้องมองผิวหน้าที่ขาวเนียนผิดปกติของเสิ่นหลาน
"ท่านว่าหน้ากากของหม่อมฉันอัปมงคลหรือ? แต่หม่อมฉันกลับคิดว่า หน้ากากที่วาดด้วยถ่านไม้สกปรกๆ อย่างข้า ยังดูบริสุทธิ์และจริงใจกว่าหน้ากากหยก ที่อาบไปด้วยเืและยาพิษของคนบางคนเสียอีก!"
"เ้า!! เ้าพูดเื่บ้าอะไร!" เสิ่นหลานหน้าซีดลงวูบหนึ่ง เผลอหลุดมาดนางพญา มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อสั่นระริก นางรู้ดีว่าหลินอ้ายกำลังพูดถึง 'แป้งไข่มุกั'
นางรู้! นังเด็กนี่รู้แล้ว! เสียงในหัวของเสิ่นหลานกรีดร้อง
"ฝ่าา..." หลินอ้ายหันขวับกลับไปหาฉินอวี้ ตัดบทสนทนากับเสิ่นหลาน นางตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด
นางเอื้อมมือที่เต็มไปด้วยแผลเป็และรอยแตก ไปจับชายฉลองพระองค์ ของฮ่องเต้ไว้แน่น!
"เฮ้ย! บังอาจ!" เสี่ยวลี่จื่อร้องเสียงหลง ทหารราชองครักษ์ขยับตัวเตรียมชักดาบ
"หยุด!" ฉินอวี้ตวาดสั่งทหาร พระองค์จ้องมองมือที่จับชายเสื้อพระองค์อยู่
หลินอ้ายกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อผ้า... และนั่นเองที่ทำให้แผลที่ปลายนิ้ว (จากตอนที่นางกำกระจกแตก) ปริออก หยดเืสีแดงสด ไหลซึมออกมา หยดลงบนหิมะสีขาวโพลน
ติ๋ง... ติ๋ง...
สีแดงของเื ตัดกับสีขาวของหิมะ และสีดำของฉลองพระองค์ มันช่างเป็ภาพที่ะเืใจและงดงามอย่างประหลาด
"หากวันนี้หม่อมฉันต้องตายด้วยโทษปะา..." หลินอ้ายกล่าวทั้งน้ำตา แต่เป็น้ำตาแห่งความเด็ดเดี่ยว
"หม่อมฉันก็ขอตายด้วยความงามที่หม่อมฉันสร้างเอง มิใช่ตายด้วยความอัปลักษณ์ที่ผู้อื่นยัดเยียดให้! ทรงทอดพระเนตรเถิดฝ่าา... เืของหม่อมฉันยังเป็สีแดง! หัวใจของหม่อมฉันยังเต้นอยู่!"
นางเงยหน้าขึ้น สบตาพระองค์
"หากพระองค์คิดว่าหน้ากากนี้คือการลบหลู่ ก็ทรงใช้กระบี่ของพระองค์ ปลิดชีพหม่อมฉันเสียที่นี่... ท่ามกลางหิมะที่ขาวสะอาดนี้เถิด!"
...
ความเงียบเข้าปกคลุมลานกว้างอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบแห่งความกลัว แต่มันคือความเงียบแห่งความตะลึงงัน
ฉินอวี้ทรงมองดูสตรีที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า พระองค์ทรงเห็นความทนงตนที่ไม่มีใครในวังนี้มี พระองค์เคยชินกับสตรีที่ออดอ้อน สตรีที่แสร้งทำเป็อ่อนแอ แต่สตรีตรงหน้า... นางแข็งแกร่งดุจต้นสนในฤดูหนาว และแหลมคมดุจเศษแก้ว
พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ออกมา... ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเสิ่นหลานและสนมเฉิน
ฉินอวี้มิได้ผลักไส หรือสั่งปะา แต่ทรงใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือที่สวมแหวนหยก ลูบไล้ไปที่ รอยปานรูปผีเสื้อ บนหน้าของนางอย่างแ่เบา
ปลายนิ้วของพระองค์ััถูกผงถ่าน... สีดำติดนิ้วพระองค์ออกมา
"สีถ่านไม้พวกนี้... มันเปื้อนพระหัตถ์นะเพคะ" หลินอ้ายกระซิบ เสียงสั่นเครือเล็กน้อย
"ให้มันเปื้อนเถอะ..." ฉินอวี้เอ่ยเสียงพร่า พระเนตรอ่อนแสงลงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"ความเปื้อนที่ข้ามองเห็นได้ด้วยตา... ยังดีกว่าความสกปรกที่ข้ามองไม่เห็นในใจของคนอื่น"
ประโยคนี้ตบหน้าเสิ่นหลานและสนมเฉินจนชาไปทั้งแถบ
ฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นยืนช้าๆ พระองค์มองดูคราบถ่านสีดำที่ปลายนิ้ว แล้วประกาศก้องท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย เสียงของพระองค์กังวานก้องไปทั่วลานจัตุรัส
"สนมซูเฟยหลิน... แม้จะแต่งกายแปลกประหลาด แต่ความกล้าหาญและความจริงใจของนาง คือสิ่งที่ข้าตามหามานานในวังหลวงจอมปลอมแห่งนี้"
พระองค์ก้มลงมองหลินอ้ายอีกครั้ง
"ลุกขึ้นเถิด ผีเสื้อปีกหักของข้า"
"คืนนี้... ข้าจะไปเยือนตำหนักเย่ว์กวงด้วยตนเอง ใครก็ตามที่กล้าขัดขวาง หรือกล้าดูิ่นางอีก แม้แต่เพียงครึ่งคำ... ข้าจะถือว่าผู้นั้นิ่พระเกียรติข้า และโทษคือปะาเจ็ดชั่วโคตร!"
สิ้นเสียงประกาศ ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของศัตรู
สนมเฉินแข้งขาอ่อนจนล้มพับไปกองกับพื้น ส่วนเสิ่นหลานกำหมัดแน่นจนเล็บหักคาเนื้อ สีหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความริษยาและความหวาดกลัวที่เริ่มก่อตัวขึ้น
หลินอ้ายค่อยๆ ลุกขึ้นยืน อาชิงรีบเข้ามาประคองด้วยความดีใจจนร้องไห้โฮ แต่หลินอ้ายไม่ได้ร้องไห้... นางย่อกายถวายบังคมส่งเสด็จด้วยท่วงท่าที่สง่างามที่สุด
ภายใต้หน้ากากผีเสื้อ แววตาของนางวาวโรจน์ไปด้วยความสะใจ
'ก้าวแรก... ข้าทำสำเร็จแล้ว' นางคิดในใจขณะมองแผ่นหลังัที่เดินจากไป 'เสิ่นหลาน... นี่เป็แค่การทักทาย จากนี้ไป... วังหลังแห่งนี้จะต้องลุกเป็ไฟด้วยมือที่เปื้อนถ่านของข้าผู้นี้!'
ลมหนาวพัดกรรโชกอีกครั้ง พัดพาเกล็ดหิมะให้ปลิวว่อน แต่ในใจของหลินอ้าย... ฤดูหนาวได้ผ่านพ้นไปแล้ว และฤดูแห่งการล่า... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น!
