บทที่ 184 ตำหนักตันหลิง
คำพูดสุดท้ายของผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋มีความหมายเชิงกล่าวเตือน ตระกูลลู่ทำกิจการใหญ่โตถึงเพียงนี้ หากได้ควบคุมการผลิตโอสถวิเศษของนักปรุงโอสถส่วนใหญ่ในเทียนตูแล้ว จะให้ผู้อื่นมีชีวิตอยู่รอดได้อย่างไร? แม้แต่ตำหนักมหาเทพยังต้องหวาดระแวง
ลู่อวี่ลองครุ่นคิดดูแล้วก็เห็นด้วย การผลประโยชน์ที่เกินอำนาจตนเอง ก็เหมือนกับการถือครองหยกล้ำค่า จึงพยักหน้าและพูดว่า “เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ถึงแม้จะหานักปรุงโอสถมาได้ แต่ด้วยความสามารถของนักปรุงโอสถเหล่านี้ก็ยังยากที่จะตอบสนองความ้าของนักพรตในเทียนตูได้ ท่านคงไม่ให้ข้าชี้แนะพวกเขาโดยไม่มีค่าตอบแทนใช่หรือไม่ ทักษะการปรุงโอสถถือเป็สมบัติส่วนตัว ไม่มีเหตุผลที่ข้าจะต้องฝึกฝนนักปรุงโอสถให้กับขุมอำนาจอื่นโดยไม่มีค่าตอบแทน แต่หากไม่ชี้แนะพวกเขา การจะทำภารกิจที่ท่านผู้เฒ่าสูงสุดมอบหมายให้ก็ไม่นับว่าง่าย!”
ผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ยิ้มอย่างจนใจ เขาไม่เคยประสบพบนักพรตที่ไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่นิดอย่างลู่อวี่มาก่อน แต่สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาล้วนมีเหตุผล หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า “เื่นี้ข้าไม่ขอยุ่งเกี่ยว ขอเพียงเ้าปรุงโอสถวิเศษออกมาได้เป็พอ จะจัดการอย่างไรก็สุดแล้วแต่เ้า คิดเห็นว่าอย่างไรเล่า?”
หลังจากได้ยินคำสัญญาของผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ ลู่อวี่ก็แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย เขาพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “เพียงเท่านี้ข้าก็วางใจแล้ว! หากท่านผู้เฒ่าสูงสุดรวบรวมกำลังคนแล้วเสร็จ โปรดแจ้งข้าโดยเร็ว หวังว่าท่านผู้เฒ่าสูงสุดจะเปิดพื้นที่แยกต่างหากให้นักปรุงโอสถเหล่านี้ปรุงโอสถ และจัดหาผู้ช่วยเหลือมาให้อย่างเพียงพอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโอสถให้สูงยิ่งขึ้น!”
หลังจากเจรจาเื่สำคัญกับผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋เรียบร้อยแล้ว ลู่อวี่ก็กลับไปยังูเาเทียนฉยง
ปัจจุบันลู่อวี่มีพลังยุทธ์ขั้นตงซวน การเดินทางไปกลับระหว่างตำหนักมหาเทพกับเขาเทียนฉยง จึงใช้เวลาเพียงหนึ่งวัน
ในขณะเดียวกัน ตำหนักมหาเทพก็ออกคำสั่งเรียกตัวนักปรุงโอสถจากทุกขุมกำลัง รวมถึงออกคำสั่งระดมพลนักปรุงโอสถที่มีชื่อเสียงในเทียนตู
าระหว่างเทียนตูกับดินแดนมารเป็ที่รู้กันโดยกว้าง ผู้คนมากมายต่างให้ความสนใจกับเื่นี้ ยามนี้ตำหนักมหาเทพเรียกรวมตัวนักปรุงโอสถ ไม่ว่าจะเป็ขุมอำนาจใหญ่หรือนักพรตสันโดษ ต่างก็ล่วงรู้ดีว่าหากาครั้งนี้ล้มเหลว พวกเขาล้วนต้องพบกับความตาย จึงไม่มีผู้ใดกล้าละเลย
เพียงสามวัน ตำหนักมหาเทพก็รวบรวมนักปรุงโอสถได้กว่าร้อยคน แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นักปรุงโอสถขั้นหกลงมา แต่การฝึกฝนนักปรุงโอสถนั้นถือเป็เื่ยากยิ่ง การรวบรวมคนได้มากถึงเพียงนี้ในเวลาสั้นๆ นั้นก็ไม่ใช่เื่ง่าย แต่เนื่องด้วยชื่อเสียงของตำหนักมหาเทพและ่เวลาคับขันในกาลศึการะหว่างเทียนตูกับดินแดนมาร การรวบรวมนักปรุงโอสถจากทั่วทุกสารทิศ เพื่อมารับหน้าที่ปรุงโอสถด้วยกันจึงไม่ใช่เื่ยากเกินความสามารถ
แม้แต่เมื่อครั้งที่เสิ่นตานเจวี๋ยกับลู่อวี่แข่งขันกันจัดงานปรุงโอสถถึงสองครั้งสองครา ก็ยังมีนักปรุงโอสถมาร่วมงานเพียงไม่กี่สิบคน และส่วนใหญ่ล้วนเป็นักปรุงโอสถที่ไร้ชื่อเสียง
มายามนี้ตำหนักมหาเทพรวบรวมนักปรุงโอสถมาได้ แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็ขั้นหกลงมา แต่ก็ใช่ว่าไม่มีนักปรุงโอสถขั้นสูงรวมอยู่ด้วย มีนักปรุงโอสถขั้นหกราวๆ เจ็ดถึงแปดคน แม้แต่นักปรุงโอสถขั้นห้าก็ยังมีมาด้วยผู้หนึ่ง
ในโถงประชุมของตำหนักมหาเทพ นักปรุงโอสถทุกคนนั่งเรียงตามกันตามขั้นของตนเอง โดยมีผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋นั่งอยู่้าสุด
ทุกคนรู้ว่าครั้งนี้ตำหนักมหาเทพเป็ผู้นำในการเรียกตัวนักปรุงโอสถมาปรุงโอสถร่วมกัน เพื่อจัดเตรียมโอสถให้แก่นักพรตที่สู้รบอยู่แนวหน้าของเทียนตู เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไร เช่นนั้นแล้ว เมื่อเห็นว่ามีผู้เฒ่าท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุดเป็ถึงนักปรุงโอสถขั้นห้า จึงพานคิดกันไปว่าอีกฝ่ายคงเป็ผู้นำของนักปรุงโอสถทุกคนในครานี้
ขณะที่คิดเช่นนั้น ผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ก็ลืมตาขึ้นมา แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อนายน้อยลู่มาถึง แล้วก็เชิญเข้ามาเถิด ครั้งนี้การรวบรวมนักปรุงโอสถทั้งหมด มีเ้าเป็ผู้นำคอยควบคุม ไม่สู้มาทำความรู้จักกับทุกคนในที่นี้เล่า!”
เมื่อสิ้นเสียงของผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ ประตูห้องประชุมก็มืดลงเล็กน้อย ก่อนจะมีเงาคนเดินเข้ามาอย่างสง่างาม
นักปรุงโอสถทุกคนที่ได้ยินคำพูดของท่านผู้เฒ่าสูงสุดก็เกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย แต่เดิมคิดว่าผู้นำการปรุงโอสถครั้งนี้คือท่านนักปรุงโอสถขั้นห้าที่เห็นก่อนหน้านี้ คิดไม่ถึงว่าจะเป็นายน้อยตระกูลลู่ผู้มีชื่อเสียงในเทียนตู
แม้ว่าคนในที่นี้แทบจะไม่มีผู้ใดเคยเจรจาพาทีกับลู่อวี่ แต่นั่นไม่ถือเป็อุปสรรคต่อการรู้ถึงขีดความสามารถของเขาในด้านการปรุงโอสถ หากได้ปรุงโอสถใกล้ชิดกับลู่อวี่และได้รับคำแนะนำจากเขา การเดินทางไปตำหนักมหาเทพที่เคยคิดว่าเป็งานหนัก ก็กลับกลายเป็ความโชคดีในทันใด
นักปรุงโอสถส่วนใหญ่ในที่นี้ล้วนอยู่ในขั้นหกหรือขั้นเจ็ด แม้จะไม่เคยประจักษ์ความสามารถของลู่อวี่ด้วยตาของตนเอง แต่ย่อมทราบดี ว่าเขาหนิงชุยเฟิงที่เคยทรงอิทธิพล บัดนี้กลับถูกบังคับให้ทิ้งสำนักทิ้งกิจการไปอย่างน่าอับอาย
ดังนั้นเมื่อเห็นลู่อวี่เข้ามา นักปรุงโอสถส่วนใหญ่จึงดีใจไม่น้อย
แต่ก็มีบางคนที่ไม่พอใจ ถึงแม้ว่าลู่อวี่จะมีความสามารถในการปรุงโอสถ แต่เขาก็เป็เพียงเด็กหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ เท่านั้น หากกล่าวถึงวัยวุฒิหรือประสบการณ์ บรรดาคนที่นั่งตรงนี้มีใครไม่เหนือกว่าเขาบ้าง แล้วเหตุใดต้องยอมรับการชี้แนะของเด็กหนุ่มผู้นี้ด้วย? แม้จะมีความสามารถในการปรุงโอสถ แต่นั่นไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่ว่าเขาเป็เพียงคนหนุ่มที่ไร้ประสบการณ์ได้ เช่นนั้นแล้ว จะนำประสบการณ์ใดมาควบคุมดูแลนักปรุงโอสถจำนวนมากเช่นนี้?
ในขณะนั้นเอง นักปรุงโอสถขั้นหกผู้หนึ่งของตำหนักมหาเทพก็ลุกขึ้นเดินเข้ามา เขายิ้มและกล่าวว่า “นายน้อยลู่ คงยังไม่ค่อยคุ้นชินกับแวดวงการปรุงโอสถในเทียนตูสักเท่าไร ส่วนใหญ่คงใช้เวลาไปกับการฝึกฝนหรือไม่ก็ปรุงโอสถ อาจไม่รู้จักบุคคลเหล่านี้มากนัก ข้าเป็นักปรุงโอสถขั้นหกของตำหนักมหาเทพนามว่า ชิงซี หากนายน้อยลู่ไม่รังเกียจ ขอให้ข้าได้แนะนำพวกเขาได้หรือไม่!”
สหายนักพรตชิงซีมีรูปร่างสูงผอม อายุอานามราวๆ ห้าสิบถึงหกสิบปี สวมใส่ชุดนักพรตสีฟ้าที่ดูเก่าสักเล็กน้อย เมื่อเดินเข้ามาให้ความรู้สึกเหมือนมีควันไฟลอยออกมาด้วย คาดว่าน่าจะมีอุปนิสัยคล้ายกับผู้เฒ่าห้าของตระกูลลู่ ลู่หงิ ซึ่งเป็คนที่มักจะใส่ใจในการปรุงโอสถ คนเช่นนี้มักมีจิตใจที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์ ทำให้ลู่อวี่พลอยรู้สึกดีไปด้วย
เื่การแนะนำคนไม่จำเป็ต้องให้ท่านผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋กระทำ เพียงแต่เมื่อครู่ที่เขาเชิญลู่อวี่เข้ามาต่อหน้าผู้คนมากมาย ก็ถือว่าให้เกียรติอย่างสูงสุดแล้ว ลู่อวี่จึงไม่เก็บมาคิดใส่ใจ
“เช่นนั้นก็ขอรบกวนท่านสหายนักพรตชิงซีด้วย!” ลู่อวี่ยกมือขึ้นคำนับด้วยรอยยิ้มและกล่าวอย่างสุภาพ
“นายน้อยลู่ไม่ต้องเกรงใจ!” สหายนักพรตชิงซีกล่าวจบก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง หันหลังพาลู่อวี่ไปยืนยังเบื้องหน้าของผู้เฒ่าท่านหนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ท่านผู้นี้คือสหายนักพรตมู่หลงจื่อ เป็นักปรุงโอสถขั้นห้าที่มีชื่อเสียงในเทียนตูมากว่าร้อยปีแล้ว!”
ป
ผู้เฒ่าท่านนี้มีรูปร่างผอมแห้งผิวดำคล้ำ มีเคราแพะสีเทาขาวบางเบา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ดวงตาดูหม่นหมอง โดยรวมแล้วลู่อวี่มีความประทับใจแรกที่ไม่ค่อยดีนัก
แต่เพราะเป็การพบปะกันครั้งแรก ลู่อวี่จึงไม่ได้ตัดสินผู้ใดจากรูปลักษณ์ภายนอก เขาพยักหน้าเล็กน้อยเป็การทักทาย นักปรุงโอสถขั้นห้าในสายตาของลู่อวี่ที่ถือเป็นักปรุงโอสถชั้นสูง ล้วนไม่ใช่บุคคลสำคัญใด ยิ่งเขายังเป็เพียงนายน้อยตระกูลลู่อีกด้วย ในตระกูลลู่เองก็มีนักปรุงโอสถขั้นห้าอยู่ถึงสองคน จึงไม่รู้สึกว่าต้องให้ความสำคัญเป็พิเศษ
สหายนักพรตชิงซีเห็นปฏิกิริยาของลู่อวี่ก็ไม่กล้าพูดอะไร เพราะลู่อวี่เพิ่งขับไล่เสิ่นตานเจวี๋ยกับศิษย์พี่ของเขาออกจากเทียนตูไปไม่นาน ทำให้สถานะในแวดวงการปรุงโอสถของเทียนตูสูงส่งยิ่งขึ้น ในด้านความเชี่ยวชาญเื่การปรุงโอสถ มู่หลงจื่อยังด้อยกว่าเสิ่นตานเจวี๋ย หากลู่อวี่จะไม่ให้ความสำคัญ ก็ไม่นับว่าผิดแปลกแต่อย่างใด
แต่ถึงแม้สหายนักพรตชิงซีจะคิดเช่นนี้ แต่มู่หลงจื่อผู้ผอมแห้งกลับรู้สึกไม่พอใจ เขาเพียงพยักหน้าเล็กน้อยตอบรับลู่อวี่ด้วยท่าทางเ็า ไม่ยอมลุกขึ้นทักทาย ในใจพลันนึกคิดว่า เด็กหนุ่มผู้นี้ช่างไม่ให้ความสำคัญกับเขาเอาเสียเลย คราวนี้ข้าจะต้องดูให้ได้ว่าเ้ามีความสามารถอะไร ถึงได้หยิ่งยโสเช่นนี้!
หากไม่ใช่เพราะเื่นั้น ยามนี้ผู้ที่ควรจะได้เป็นักปรุงโอสถอันดับหนึ่งของเทียนตูแทนเสิ่นตานเจวี๋ยก็คือตัวเขาเอง ไม่ว่าจะชื่อเสียงหรือสถานะก็คงจะขึ้นไปจนถึงขีดสุดแล้ว จะปล่อยให้เด็กหนุ่มที่ยังไม่รู้จักโลกมากดหัวได้อย่างไร แต่วันหน้ายังมีเวลา เด็กหนุ่มที่มีพร์แต่ยังไม่เคยเห็นโลกกว้างเช่นนี้ ค่อยจัดการภายหลังก็ยังไม่สาย
สหายนักพรตชิงซีเห็นเช่นนี้ก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ ไม่พูดอะไรเพิ่มเติม เดินไปยังเบื้องหน้าของผู้เฒ่าอีกท่านหนึ่งที่มีอายุประมาณห้าสิบปีแล้วกล่าวแนะนำต่อว่า “ท่านผู้นี้คือเซี่ยิซาน ผู้นำการปรุงโอสถของตระกูลเซี่ย ไม่เพียงแต่มีความเชี่ยวชาญในด้านปรุงโอสถเท่านั้น แต่ยังมีพลังฝีมือสูงอีกด้วย ปัจจุบันเป็ยอดฝีมือ่ปลายของขั้นตงซวน!”
เซี่ยิซานหัวเราะเบาๆ ส่ายหน้าและกล่าวว่า “สหายนักพรตชิงซีอย่าล้อข้าเล่นเลย พูดถึงความเชี่ยวชาญในด้านปรุงโอสถต่อหน้านายน้อยลู่เช่นนี้ จะต่างอะไรกับกล่าวถึงเื่ขำขันเล่า จากนี้ไปขอให้นายน้อยลู่ช่วยชี้แนะด้วย ข้าอิจฉาสหายนักพรตหงิมากจริงๆ!”
ลู่อวี่หัวเราะพลางเอ่ยต่อว่า “ชี้แนะอันใดเล่า ท่านสหายนักพรตเซี่ยกล่าวเกรงใจกันเกินไปแล้ว!”
ถึงแม้ว่าการชี้แนะคนเหล่านี้จะง่ายสำหรับลู่อวี่ ทว่าไม่ใช่เพียงเพราะท่าทางและนิสัยดีจึงจะสามารถทำได้ หากแต่เมื่อผู้อื่นมีท่าทีสุภาพต่อเขา เขาเองก็ไม่ได้ทำตัวหยิ่งยโสตอบกลับ หากสามารถทำได้ การชี้แนะเพียงเล็กน้อยก็ไม่ถือว่าเป็เื่เสียหาย
คนต่อๆ มาที่สหายนักพรตชิงซีแนะนำส่วนใหญ่ ล้วนเป็นักปรุงโอสถที่ถูกฝึกฝนมาจากตระกูลและสำนักใหญ่ทั้งสิ้น โดยมากเป็นักปรุงโอสถขั้นหกหรือขั้นเจ็ด สำหรับนักปรุงโอสถคนอื่นๆ นั้นไม่ได้แนะนำตัวอย่างละเอียด เพราะทั้งภูมิหลังและระดับความสามารถของพวกเขาไม่มากพอที่จะถูกแนะนำเป็พิเศษต่อหน้าลู่อวี่ เขาเองก็ไม่ใคร่สนใจทำความรู้จักกับคนมากกว่าร้อยชีวิตด้วย
คราวนี้สหายนักพรตชิงซีกล่าวว่า “นายน้อยลู่ ไม่ทราบว่าต่อไปจะจัดการอย่างไรหรือ?”
ในฐานะนักปรุงโอสถของตำหนักมหาเทพ การเข้าร่วมในการปรุงโอสถครั้งนี้ถือเป็เื่รอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการประสานงานกับลู่อวี่ในการจัดการเื่ต่างๆ เป็หลัก
“ไปดูสถานที่ที่ท่านผู้เฒ่าสูงสุดจัดไว้ให้ตำหนักตันหลิงเสียก่อน แล้วค่อยจัดการเื่อื่น” ลู่อวี่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ปัญหาเื่คนสำหรับการก่อตั้งตำหนักตันหลิงได้ถูกแก้ไขแล้ว ส่วนเื่สถานที่นั้น ลู่อวี่ไม่ได้รู้สึกกังวลใจแต่อย่างใด เพราะด้วยความสามารถของตำหนักมหาเทพ นับว่าเป็เื่ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ แต่ถึงแม้ว่าจะจัดสถานที่ไว้แล้ว ลู่อวี่ก็ยังต้องคอยดูและตรวจสอบว่ามันตรงกับความคิดของเขาหรือไม่
เมื่อเขาได้ควบคุมตำหนักตันหลิงแล้ว สถานะของตระกูลลู่ในเทียนตูจะต้องถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น สำหรับนักปรุงโอสถที่มาจากทั่วทุกสารทิศ ถือเป็เพียงกลุ่มคนที่ไม่ต้องให้ความสำคัญก็เท่านั้นเอง
