พื้นในสำนักซิงเฉินนั้นกว้างใหญ่มาก ภายในสำนักเต็มไปด้วยผู้คนสัญจรไปมาเป็จำนวนมาก ทั้งที่นี่ยังมีเขตร้านค้า เขตแลกเปลี่ยนสินค้า เขตการศึกษาอื่นๆ เหมือนกับเมืองโบราณเล็กๆ
“สมกับที่เป็สำนักซิงเฉิน ไม่ใช่ที่ที่สำนักชิงซานจะเทียบได้เลย” เต้าหลิงกล่าวออกมาในใจ สายตาพลางกวาดไปที่เขตค้าขายรอบๆ ที่ครึกครื้น
เขานึกถึงดินแดนยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เย่วิ่นกล่าวถึงอย่างอดไม่ได้ หรือจะเป็ูเา์ โบราณสถาน ที่พวกนั้นไรกันนะ เต้าหลิงผุดยิ้มขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “เส้นทางของจอมยุทธ์มันเพิ่งจะเริ่มเท่านั้น”
หลังจากผ่านเขตการค้า เขาก็มาถึงเขตฝึกฝน ูเาิญญาแต่ละลูกโอบล้อมไปด้วยพลังเปี่ยมล้น แสงเรืองรองประกายออกมาเป็เส้นๆ ูเาิญญาแต่ละลูกไม่เหมือนกัน มีบางลูกเต็มไปด้วยพลังเข้มข้น บางลูกก็ใหญ่กว่าหลายเท่า
ที่ที่เต้าหลิงอยู่นั้นสามารถพูดได้ว่าเป็สถานที่แห่งความอุดมสมบูรณ์ เพราะว่ามันตั้งอยู่ด้านในสุด ทั้งยังติดกับทางช้างเผือกซึ่งเป็หนึ่งในูเาิญญาที่สูงที่สุดของสำนัก
้านี้ก็มีคนอยู่อาศัย ทว่าบนยอดสุดกลับไม่มีใครอยู่เลย คิดว่าน่าจะปิดขั้นพลังอยู่ เต้าหลิงเดินมาถึงป่าไผ่สีม่วง สายตามองไปยังวิหารเก่าแก่ที่อยู่ข้างหน้า
“ปิดขั้นพลัง” เมื่อเห็นป้ายที่แขวนอยู่ตรงหน้าวิหาร เต้าหลิงก็ขมวดคิ้วแล้วมองไปที่ที่พักของตน เขามั่นใจว่าเขาไม่ได้เดินมาผิดทางแน่ๆ เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ลงมือเคาะประตู
เขายืนรออยู่ตรงนั้นราวสิบกว่าลมหายใจ ประตูสีทองแดงถูกเปิดออก มีชายหนุ่มหนวดเครารุงรังคนหนึ่งเดินออกมา สายตาของเขามองไปที่คนเคาะประตูด้วยความโเี้ แล้วลั่นเสียงคำรามออกไปว่า “บอกเหตุผลที่ดีที่สุดของเ้ามา!”
หลังจากหลินมู่พูดจบ เส้นผมของเขาก็ปลิวไสวอย่างรุนแรง ปราณลมพรั่งพรูออกมาทั่วร่าง ป่าไผ่สีม่วงสั่นคลอนไปมาก่อนะเิออกเพราะแรงกดดัน
ร่างกายของเต้าหลิงพลันหนักอึ้ง ่จังหวะในการหายใจเริ่มติดขัดราวกับมีูเาขนาดใหญ่กดทับร่างอยู่ ทำให้เขาถึงกับอึ้งไป ขั้นพลังของคนคนนี้น่ากลัวยิ่งนัก เดาว่าจะต้องอยู่ในขั้นสถิติญญา อยู่ระดับสูงแน่ เป็พลังที่ขนาดหวังจวิ้นเฟยก็ยังเทียบไม่ติด
หลินมู่ปิดขั้นพลังมาเกือบจะสามเดือนแล้วเพื่อเตรียมตัวสำหรับการทะลวงขั้นพลังย่อย แต่ใครจะไปรู้เล่าว่าเขาจะมาถูกคนรบกวนกลางคัน เขาจะโกรธก็ไม่แปลก
“มีคนบอกให้ข้ามาที่นี่” เต้าหลิงหยิบเหรียญตราสีเงินออกมาพร้อมกับใบรับรองส่งให้กับเขา
ได้ยินดังนั้น ใบหน้าของหลินมู่พลันบิดเบี้ยว เขาอยากจะจับร่างของอีกฝ่ายฉีกให้ขาดเป็สองท่อนเสีย แต่เขามีหลักฐานใบยืนยัน หากลงมือไปคงไม่ดีแน่ สำนักซิงเฉินมีกฎห้ามลงไม้ลงมือกับศิษย์ใหม่ สายตาของเขามองไปที่เต้าหลิงพลางส่งเสียงฮึออกมา “มาใหม่งั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว” เต้าหลิงยักไหล่ขึ้นพลางยิ้มออกมานิ่งๆ
หลินมู่กำหมัดพลางกล่าวออกมา “รอก่อนเถอะ หลังจากนี้สามเดือนข้าจะให้เ้าออกไปจากที่นี่ ทีู่เาิญญาระดับสูงนี้ไม่ใช่ใครก็จะสามารถใช้ได้”
เต้าหลิงยิ้มเจือนๆ พลางมองมู่หลินที่เดินจากไป ภายในใจของเขาก็เข้าใจได้ในทันที ที่ห้องฝึกระดับสูงนี้ ตนนั้นสามารถใช้ได้แค่สามเดือน พูดง่ายๆ ก็คือหลังจากนี้สามเดือนก็จะมีคนมาท้าประลอง
นี่คือกฎของสำนักซิงเฉิน หากไม่ขยันก็จะไม่มีสิทธิเข้ามาฝึกฝน ทีู่เาิญญาระดับสูง ในทุกๆ ่สามเดือนก็จะมีการประลองกันหนึ่งขั้นซึ่งนั่นเป็สิ่งที่ต้องยอมรับ
ทั้งหลังจากนี้สามเดือนก็จะมีคนจำนวนมากมาทีู่เาิญญา โดยปกติแล้วจะไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ในการ่ชิง
เขาิญญาระดับสูงเป็สถานที่แห่งความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง ความเร็วในการฝึกฝนเร็วยิ่งกว่าเวลาฝึกในูเาิญญาปกติสองถึงสามเท่า ซึ่งทำให้ง่ายต่อการทะลวงขั้นพลัง นั่นจึงเป็สาเหตุที่ทำให้หลายคนมาที่นี่เพื่อท้าประลอง
เต้าหลิงก้าวฝีเท้าเข้าไปในห้องฝึก พลางกวาดสายตาไปรอบๆ แล้วนำกระเป๋าหนังสัตว์อสูรที่ซ่อนไว้ตรงหน้าอกออกมา ซึ่งกระเป๋าใบนี้เขาแย่งชิงมาจากวิหคเพลิง มันสามารถใช้ปกปิดพลังได้
กระเป๋าหนังสัตว์อสูรถูกเปิดออก คลื่นพลังที่น่ากลัวะเิออกมา ทั่วร่างของิญญามิงค์เปล่งแสง
สว่างจ้า ทั้งยังตลบอบอวลไปด้วยพลังที่เข้มข้น ทำให้มวลอากาศรอบทิศบิดเบี้ยว
เห็นดังนั้น เต้าหลิงจึงอ้าปากค้าง แล้วกล่าวออกมา “เ้านี่ดูดซับพลังไปมากขนาดไหนกัน? เดาว่าตอนที่มันตื่นขึ้นมาคงจะทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิติญญาได้ ภายภาคหน้ามันจะต้องแข็งแกร่งจนน่ากลัวมากเป็แน่”
ิญญามิงค์ที่หลอมเืสัตว์อสูร์เข้าไปทำให้เต้าหลิงคิดว่าความเป็มาของิญญามิงค์จะต้องไม่ธรรมดา ถ้ามันตื่นขึ้นมามันจะต้องสู้กับสัตว์อสูรโบราณได้สบายๆ แน่
หลังจากพาร่างของิญญามิงค์ไปนอนในที่สบายๆ แล้ว เต้าหลิงก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลางนำไผ่สีเขียวมรกตที่เก็บได้เมื่อตอนกลางวันออกมา เขารู้สึกได้ถึงความไม่ธรรมดาของมัน
ภาพสะท้อนของไผ่สีเขียวปรากฏขึ้นกลางั์ตาของเต้าหลิง ส่วนรากของมันปลดปล่อยแรงดูดออกมา หากลองมองดีๆ จะเห็นได้ว่ามันกำลังดูดซับพลังฟ้าดินอยู่
“ที่แท้ ไผ่เขียวนี่ก็กลายสภาพแล้ว” เต้าหลิงฉีกยิ้มพลางกล่าวออกมาด้วยความดีใจ “มูลค่าของมันน่าจะสูงกว่าผลผ่านจิตเสียอีก”
ปกติแล้ว พืชทั่วไปที่ถูกดึงรากขึ้นมาจะไม่สามารถดูดซับพลังได้ ทว่าไผ่เขียวนี้สามารถดูดซับพลังได้ ก็แปลว่ามันมีจิติญญาแล้ว และขอแค่ไม่ตัดรากของมัน มันก็จะสามารถดูดซับพลังได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้มันแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก
เต้าหลิงเกาหัวก่อนจะใช้ฝ่ามือจับไปที่ก้านไผ่เขียว กลางฝ่ามือมีพลังมหาศาลพรั่งพรูออกมาแล่นเข้าไปในไผ่เขียว
มีเสียงวิ้งดังขึ้น ไผ่เขียวได้เปล่งแสงสีเขียวมรกตสว่างจ้า พลังิญญาที่น่ากลัวในลำต้นของมันตื่นขึ้น ก่อนะเิออกมาราวกับลมพายุขนาดใหญ่
แค่ไม่กี่ลมหายใจ เต้าหลิงก็รู้สึกได้ว่าพลังของเขาถูกสูบไปเกือบครึ่ง เขาปล่อยมันลงอย่างเบามือ แววตาปิติมองไปยังของสิ่งหนึ่งที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ แล้วกล่าวขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “ของล้ำค่านี้น่ากลัวยิ่งกว่าหอคอยแสงม่วงเสียอีก”
ทั่วลำต้นของไผ่เขียวเป็สีใสดุจอัญมณี มันเปล่งแสงสีเขียวมรกตเรืองรองออกมา พลังของมันอ่อนโยน ทว่าพลังโจมตีนั้นน่ากลัวมาก เต้าหลิงรู้สึกว่าหากถูกโจมตีเข้าร่างกาย ร่างต้องแหลกเป็ส่วนๆ แน่
อีกทั้งเขาคิดว่าถ้า้าใช้พลานุภาพ์ของไผ่เขียวก็คงจะต้องทะลวงเข้าขั้นสถิติญญาเสียก่อน พลังของไผ่เขียวในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถควบคุมได้
“บางทีมันอาจจะสามารถฝึกฝนจนกลายสภาพเป็ร่างิญญาได้” เต้าหลิงขบริมฝีปากแน่น ครั้งนี้เขาได้อะไรมามากมายไม่เว้นแม้แต่ของล้ำค่า ไผ่เขียวนี้จะต้องเป็ของล้ำค่าที่หาได้ยากอย่างแน่นอน
หลังจากเก็บไผ่เขียวลงไป เต้าหลิงก็ปิดประตูห้องแล้วเดินออกมา พลางแขวนป้ายปิดขั้นพลังเอาไว้ และมุ่งหน้าไปที่หอคอยผ่านจิต
“เห็นหรือยัง? ศิษย์ใหม่ที่ติดสิบอันดับต้นๆ” มีคนชี้ไปที่เต้าหลิงแล้วพูดขึ้น พวกเขาไม่ได้เห็นเต้าหลิงอยู่ในสายตา ไม่ว่าพร์ของเขาจะสูงเพียงไร แต่พวกเขาเห็นอัจฉริยะที่ตายเร็วมานักต่อนักแล้ว
“สถานที่แห่งความสมบูรณ์เป็สถานที่ที่มีระดับสูงมาก ข้าเดาว่าพอถึงเวลา จะต้องมีคนจำนวนไม่น้อยไปแย่งชิงมาแน่ จากนี้อีกสามเดือน คงจะครึกครื้นขึ้นมาน่าดู ข้าเองก็จะไปแย่งชิงมาเหมือนกัน”
“เ้ามั่นใจหรือ? ข้าได้ยินมาว่าเ้าเด็กนั่นเพิ่งจะไปล่วงเกินศิษย์พี่หลินมู่มา พวกเ้าอย่าคิดเลยดีกว่า”
ได้ยินดังนั้น ผู้คนโดยรอบก็ถอนหายใจออกมา หลินมู่เป็ยอดยุทธ์ สถานที่แห่งความสมบูรณ์ซึ่งเขาจับตามองเอาไว้ เดาว่าคงไม่มีใครกล้าเข้าไปแย่ง เพราะคนที่เก่งกว่าก็ไปแย่งชิงเขาิญญาโบราณกันหมด นั่นเขาิญญาโบราณเลยนะ
พื้นที่แห่งความอุดมสมบูรณ์อันน่ากลัว ถึงจะเป็อัจฉริยะจากตระกูลขุนนางโบราณ ต่างก็จ้องกันตาเป็มัน มีเพียงศิษย์ที่น่ากลัวที่สุดของสำนักเท่านั้นที่จะสามารถไปฝึกฝนที่นั่นได้
ได้ยินเสียงกล่าวขึ้นมารอบๆ เต้าหลิงก็เดินจากไปด้วยใบหน้ามืดเป็เส้น ฝีเท้ารีบก้าวตรงไปที่หอคอยผ่านจิต
...
ภายในวิหารแห่งหนึ่งในสำนักซิงเฉิน สีหน้าของหวังจวิ้นอี้เย็นะเืจนน่าผวา ลิ่วล้อที่อยู่รอบๆ แทบไม่กล้าจะหายใจออกมาเพราะว่าน้องชายของเขาตายไปแล้ว
ตระกูลหวังเป็ตระกูลขุนนางระดับสูงของราชวงศ์ต้ากัน ทั้งแคว้นชิงมีน้อยคนนักจะกล้าหาเื่ ครั้งนี้ที่มีคนตายจะต้องเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นแน่นอน
เขากำหมัดแน่นจนมีเสียงกระดูกลั่นออกมา สายตาจ้องเขม็งไปที่หวังย่าแล้วกล่าวขึ้น “เ้ามั่นใจงั้นหรือว่าพี่ชายของเ้ามีความบาดหมางกับคนที่ได้อันดับหนึ่งของเขตสิบ?”
หวังจวิ้นอี้โกรธตัวสั่น หวังจวิ้นเฟยจะตายไปแล้วก็ช่าง แต่กำไลมิติล้ำค่าได้หายไปด้วย ของสิ่งนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องชิงมันกลับคืนมาให้ได้
สีหน้าของหวังย่าดูไม่ดีนัก หากหวังหลิ่งถูกเต้าหลิงฆ่าตายจริงๆ คิดว่าเขาคงจะไม่ปล่อยนางไว้แน่ ตอนนี้วิธีการที่สุดก็คือ จะต้องหาต้นไม้ใหญ่เป็ที่พึ่ง ซึ่งหวังจวิ้นอี้ก็เป็ทางเลือกที่ดีที่สุดเพราะเขาเป็คนสำคัญในตระกูลหวัง ทั้งยังมีอำนาจบารมีสามารถจัดการเต้าหลิงได้อย่างสบายๆ
“ข้ามั่นใจ เต้าหลิงเป็คนชั่วช้าต่ำทราม ก่อนหน้านี้พี่ชายของข้าได้ผลึกหินฟ้ามา เขาก็ชอบเข้ามายุ่มย่ามด้วยตลอด ข้าว่าเขาจะต้องขโมยผลึกหินฟ้าไปแน่” หวังย่ารีบพยักหน้า
“ผลึกหินฟ้า!” หัวใจของหวังจวิ้นอี้ราวกับถูกเปลวเพลิงแผดเผา นั่นมันเป็ของล้ำค่าหายากที่ต้องขุดขึ้นมาจากส่วนลึกของเหมืองโบราณเท่านั้น ซึ่งทำให้มูลค่าของมันพุ่งขึ้นจนสูงลิบ เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าเ้านั่นจะมีของดีอย่างผลึกหินฟ้าด้วย
เมื่อเห็นว่าหวังจวิ้นอี้มีท่าทีสนอกสนใจ ภายในใจของหวังย่าก็เต็มไปด้วยความปิติ ก่อนที่นางจะเสี้ยมต่อไปว่า “นั่นผลึกหินฟ้าห้าชั่งเลยนะ แต่เดิมทีพี่ชายของข้าหลังจากที่เข้าสำนักซิงเฉินได้แล้ว เขากะจะมอบมันให้กับตระกูล แต่คิดไม่ถึงว่าเ้าบ้านนอกเต้าหลิงนั่นจะขโมยมันไป”
หวังจวิ้นอี้แทบจะล้มไปกับพื้น หูของเขาไม่ได้ฟังประโยคหลังจากนั้นที่นางกล่าวออกมาเลย นางว่าไงนะผลึกหินฟ้าห้าชั่ง
นั่นมันสมบัติสมบัติล้ำค่าเชียวนะ! ผลึกหินฟ้าหนักห้าชั่งสามารถนำมาเจียระไนเป็เกราะในได้หนึ่งชิ้น มูลค่าของมันไม่สามารถประเมินค่าได้ ถ้าเทียบระหว่างเศษผลึกหินฟ้าห้าชั่งกับผลึกหินฟ้าห้าชั่งทั้งก้อน มูลค่าของมันนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
ของล้ำค่าที่เติบโตขึ้นมาจนมีน้ำหนักห้าชั่ง ของล้ำค่าระดับนี้นับได้ว่าเป็ของล้ำค่าชั้นยอด หากนำมาหลอมหรือเจียระไนแล้ว พลานุภาพของมันน่ากลัวมาก จอมยุทธ์ชราบางคนที่เห็นมันยังตาร้อนผ่าว
“ดีมาก จะได้จบเื่นี้พร้อมกันเลย” หวังจวิ้นอี้หัวเราะฮ่าฮ่าดังลั่น หากเขาได้ผลึกหินฟ้ามาแล้วมอบให้กับตระกูล เขาจะต้องได้ผลประโยชน์มหาศาล
เมื่อเห็นดังนั้น หัวใจที่บีบรัดแน่นของหวังย่าก็คลายออก หากหวังจวิ้นอี้ลงมือละก็ จะต้องจัดการเต้าหลิงได้แน่
“พวกเ้าคิดหาวิธีไปจับเต้าหลิงมาซะ หากจับได้ ข้าจะมีรางวัลให้อย่างงาม” หวังจวิ้นอี้สะบัดมือออกไปอย่างปิติ ลิ่วล้อที่อยู่โดยรอบก็รีบถอยออกไปทันที พวกเขารู้ดีว่าของล้ำค่าสำคัญมากเพราะราคาของมันสูงจนไม่อาจจะประเมินค่าได้
