เล่มที่ 2 บทที่ 52
“ฟังสิ่งที่เ้าพูด ไหนเ้าลองบอกสิว่า เ้าทำให้ฟางเอ๋อร์เปลี่ยนใจได้อย่างไร? เ้าทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าตัดสินใจเอาชีวิตของยวี้เอ๋อร์อย่างเด็ดขาดได้อย่างไร?”
หลังจากเดินข้ามสะพานโค้งก็ก้าวเท้าไปตามเส้นทางดอกไม้ ปี้เอ๋อร์สังเกตมองสภาพแวดล้อมรอบๆ ก่อนจะพามู่หรงฉิงไปที่ถนนใหญ่ทางด้านขวา
มู่หรงฉิงรู้อยู่ในใจว่า แม้ปี้เอ๋อร์จะไม่รู้จักสวนหลังเรือนของจวนเฉินอย่างทะลุปรุโปร่ง ถึงกระนั้นนางได้มาถึงจุดที่คุ้นเคยกับมันแล้ว ไม่อย่างนั้นตลอดทั้งบ่ายปี้เอ๋อร์คงจะไม่ได้ยินข่าวคราวจนสามารถจัดการยวี้เอ๋อร์ได้หนึ่งยก
ด้วยความเข้าใจของปี้เอ๋อร์เกี่ยวกับจวนเฉิน ทำให้มู่หรงฉิงประหลาดใจจริงๆ พูดได้หรือไม่ว่าปี้เอ๋อร์มีแผนที่ของจวนเฉินแห่งนี้แล้ว?
ระหว่างคิดในใจ ปี้เอ๋อร์ได้อธิบายถึงรายละเอียดของเื่ราวด้านข้างใบหูของนาง โดยเป็การไขข้อสงสัยของมู่หรงฉิง
ครั้นได้ฟังคำพูดของปี้เอ๋อร์ มู่หรงฉิงก็เข้าใจว่า เหตุใดฟางเอ๋อร์ถึงได้เปลี่ยนใจระหว่างทาง ทั้งยังไม่แปลกใจที่ฮูหยินผู้เฒ่าเปลี่ยนใจและ้าปลิดชีพของยวี้เอ๋อร์
ปรากฏว่าในตอนเที่ยง ปี้เอ๋อร์ได้รับคำสั่งให้สืบเสาะหาผู้คนที่ติดต่อกับยวี้เอ๋อร์ หลังจากสอบถามข่าวคราว นางก็หันหลังกลับและเดินกลับไปทางลานเรือน แต่ในระหว่างที่นางรีบกลับ นางได้เห็นฮูหยินผู้เฒ่าพาผู้คนเดินมาแต่ไกลด้วยท่าทางดุดัน
ท่าทีดุดันเกรี้ยวกราดของฮูหยินผู้เฒ่าทำให้ปี้เอ๋อร์รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงลอบเฝ้าดูอย่างลับๆ แต่ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้เห็นจ้าวจื่อซินอุ้มซูมู่หานออกจากสวนหลังเรือนและหายวับไปภายในชั่วพริบตา ด้วยความว่องไวของจ้าวจื่อซิน ถ้าไม่ใช่เพราะนางลอบสังเกตอย่างลับๆ เกรงว่าจะเป็เื่ยากที่จะสามารถตรวจจับได้
เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในเวลานั้น นางก็คิดวิเคราะห์เหตุการณ์ทั้งก่อนและหลัง ถึงเข้าใจว่าจะต้องเป็ฝีมือของยวี้เอ๋อร์อีกหน และเนื่องจากนางรู้แล้วว่ามู่หรงฉิงปลอดภัยดี ปี้เอ๋อร์จึงลอบเฝ้าสังเกตการณ์ด้วยความวางใจ จนกระทั่งยวี้เอ๋อร์ถูกลากออกมาและถูกเฆี่ยนตีด้วยไม้กระดาน ปี้เอ๋อร์จึงคิดแผนการหนึ่งขึ้นมาได้
ระหว่างมู่หรงฉิงกำลังสนทนากับฮูหยินผู้เฒ่า ปี้เอ๋อร์ได้ซ่อนตัวอยู่ในความมืดและคิดแผนการที่จะลงโทษยวี้เอ๋อร์
ในที่สุดก็มีโอกาสให้ปี้เอ๋อร์ได้ลงมือเมื่อเห็นฟางเอ๋อร์เดินกลับไปแล้ว และกลับมาอีกหน ปี้เอ๋อร์จึงแสร้งเดินผ่านพร้อมกับขนมของว่างโดยบังเอิญพร้อมพูดพึมพำอยู่ตลอดเวลาว่า “เ้ายวี้เอ๋อร์คนนี้คิดอะไรอยู่ทั้งวัน? ทำไมนางถึงต้องนัดหมายกับผู้ชายสถุลเช่นนั้นที่ประตูด้านหลังด้วย? ไม่กลัวว่าจะมีคนเห็นแล้วเอาไปนินทาหรือ?”
ปี้เอ๋อร์พูดพึมพำ เสียงของนางเบามากแต่มันก็ดังเพียงพอที่จะทำให้ฟางเอ๋อร์ได้ยิน หลังจากฟางเอ๋อร์ได้ยินเื่นั้นจึงเกิดความอยากรู้ และเดินเข้ามาหาพร้อมทักทาย “นี่ไม่ใช่ปี้เอ๋อร์หรือ? บ่ายนี้ยังไม่เห็นเ้าเลย เ้าออกจากจวนหรือ?”
ครั้นเห็นฟางเอ๋อร์ ปี้เอ๋อร์ก็ออกอาการใราวกับวิตกกังวลว่าฟางเอ๋อร์จะได้ยินสิ่งที่นางพึมพำในครู่ก่อนอย่างไรอย่างนั้น
ยิ่งปี้เอ๋อร์ระมัดระวังมากเท่าไร ฟางเอ๋อร์ยิ่งรู้สึกว่ามันแปลกมาก จึงก้าวเท้าไปข้างหน้าและคล้องแขนของปี้เอ๋อร์อย่างสนิทสนม “ดูก็รู้ว่าปี้เอ๋อร์เป็คนรักเ้านายมาก ออกไปซื้อขนมของว่างในวันที่อากาศร้อนเช่นนี้”
ฟางเอ๋อร์ชวนคุย ปี้เอ๋อร์จึงหลับตาลงด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย “เ้านายรักและเอ็นดูบ่าวเสมอ พวกบ่าวย่อมต้องพยายามให้มาก”
“ปี้เอ๋อร์พูดถูกต้อง ข้านึกขึ้นได้ว่า วันนี้ข้าเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเฝ้าอยู่ด้านนอกประตู หน้าตาสถุลนัก เขากำลังมองไปรอบๆ และดูเหมือนเป็คนไม่ดีเสียด้วย ไม่ทราบว่า ระหว่างทางกลับมา ปี้เอ๋อร์ได้เห็นเขาคนนั้นหรือไม่?”
“เ้าก็เห็นผู้ชายที่อยู่ที่ประตูด้านหลังคนนั้นด้วยหรือ?” ปี้เอ๋อร์พลั้งปากถามราวกับไม่รู้ตัวแต่หลังจากถามแล้ว นางกลับออกอาการเสียใจที่พูดออกไป
ฟางเอ๋อร์ได้คำตอบที่้าแล้ว และนางก็ไม่ถามอะไรอีก นางบอกกับปี้เอ๋อร์ว่า “ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวไว้ว่า ยวี้เอ๋อร์ทำงานไม่รอบคอบและเกือบจะทำอันตรายเ้านายถึงแก่ชีวิต นี่มันไม่ใช่เื่เล็กน้อย จะต้องทำตามกฎของจวน ได้ยินมาว่าไม้กระดานยังเฆี่ยนไม่ถึงหนึ่งร้อย คนก็หมดสติไปเสียก่อน ปล่อยให้เป็เช่นนี้ไม่ได้ จะต้องเฆี่ยนด้วยไม้กระดานให้เสร็จก่อน จากนั้นขังไว้ในห้องเก็บฟืน ให้ยกเว้นเฉพาะโทษห้ามกินหรือดื่มเป็เวลาสามวันเท่านั้น”
ปี้เอ๋อร์ได้ยินคำนั้นส่งผลให้นางดูเศร้าใจในตอนแรก ก่อนแปรเปลี่ยนสีหน้าเป็ซาบซึ้งพร้อมพูดถ้อยคำประเภท ‘ฮูหยินผู้เฒ่าเป็คนมีเมตตา’ เช่นนั้น
หลังจากฟังคำพูดของปี้เอ๋อร์ มู่หรงฉิงย่อมเข้าใจแล้ว คิดว่าฟางเอ๋อร์จะต้องได้ยินเสียงพึมพำของปี้เอ๋อร์ จากนั้นคงคิดว่าผู้ชายคนนั้นคือคนที่ยวี้เอ๋อร์หามาทำเื่ไม่ดี กอปรกับได้รับการยืนยันจากปี้เอ๋อร์ว่า มีคนรอยวี้เอ๋อร์อยู่ที่ประตูด้านหลังจริงๆ นางก็นึกถึงมู่หรงฉิงและเฉินเทียนหยูที่ถูกคนวางยาพิษ จึงมั่นใจว่าวันนี้จะต้องเป็การกระทำของยวี้เอ๋อร์อย่างแน่นอน ด้วยวิธีข้างต้นฟางเอ๋อร์ย่อมไม่รีรอที่จะกลับไปถามฮูหยินผู้เฒ่า ก่อนเปลี่ยนความหมายของฮูหยินผู้เฒ่าด้วยตนเอง
คิดว่าเมื่อฟางเอ๋อร์กลับไปรายงานฮูหยินผู้เฒ่า นางคงต้องเติมน้ำมันและเครื่องปรุงรสลงไปด้วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก่อนที่ฟางเอ๋อร์จะกลับไปรายงาน นางน่าจะส่งคนไปตรวจสอบความเป็จริงก่อนแล้ว และหลังยืนยันถ้อยคำของปี้เอ๋อร์ได้ว่าเป็ความจริง นางก็นำเื่ข้างต้นไปเล่าให้ฮูหยินผู้เฒ่าฟังอีกหน
เดิมทีฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบยวี้เอ๋อร์อยู่แล้ว และเมื่อได้ฟัง ‘ข้อเท็จจริง’ ฮูหยินผู้เฒ่าคงจะขุ่นเคืองมาก ย่อมไม่ปล่อยให้ห้องยาแจกจ่ายยาเพื่อรักษายวี้เอ๋อร์
ถึงตรงนี้ มู่หรงฉิงกลับรู้สึกว่าเหตุการณ์คราวนี้เต็มไปด้วยช่องโหว่ ก่อนอื่นฟางเอ๋อร์ก็เหมือนกับชุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่รับใช้เคียงข้างฮูหยินผู้เฒ่าเป็เวลาหลายปี ในเมื่อสามารถเลื่อนขั้นเป็สาวใช้ระดับที่หนึ่งได้ ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่า ฟางเอ๋อร์ไม่ใช่บุคคลที่เรียบง่าย นางจะถูกหลอกด้วยคำพูดสองสามประโยคของปี้เอ๋อร์ได้อย่างไร?
และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น ถ้าฟางเอ๋อร์ส่งคนไปตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบว่าไม่มีคนอยู่ที่ประตูด้านหลังจริงๆ มันจะไม่ทำให้คนสงสัยหรือ?
เมื่อเห็นมู่หรงฉิงดูสงสัย ปี้เอ๋อร์จึงไม่ปล่อยให้คลางแคลงใจอีกต่อไป นางอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า “บ่าวเดินไปรอบๆ อาคารแถวนั้นและพบชายหน้าตาค่อนข้างสถุลและยากจนข้นแค้น จึงให้เงินเขาเล็กน้อย และบอกเขาว่า บ่าวคือยวี้เอ๋อร์ และขอให้เขาอยู่ในสนามหลังเรือนในจวนเฉินตลอดทั้งบ่าย บ่าวจะขอให้เขาทำอะไรบางอย่าง”
“เ้าไม่กลัวว่าจะถูกคนจับได้หรือ?” มู่หรงฉิงตะลึงพรึงเพริด การเคลื่อนไหวของปี้เอ๋อร์ประมาทเกินไป ถ้าถูกคนจับได้จะไม่เป็การยกหินขึ้นมา แต่กลับหล่นทับขาตัวเอง[1]หรือ?
“คุณหนูใหญ่วางใจได้ ที่จริงแล้วเสื้อที่ปี้เอ๋อร์ใส่ในวันนี้มีสองชุด ชุดหนึ่งเป็ชุดธรรมดา และอีกชุดหนึ่งทำจากผ้าแพรเนื้อดี เสื้อผ้าทั้งสองชุดนี้ ถ้าไม่สังเกตดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน เป็เื่ยากที่จะเห็นความแตกต่าง นอกจากนั้นยังบ่าวป้องกันด้วยการคลุมศีรษะและใบหน้าด้วยผ้า และ...” ณ จุดนี้ ปี้เอ๋อร์ได้หยุดพูดชั่วคราว และหลังจากกระแอมไอเบาๆ นางจึงพูดต่อ “ยวี้เอ๋อร์อยู่เคียงข้างคุณหนูใหญ่เป็เวลานานกว่าสิบปีแล้ว จะทรยศคุณหนูใหญ่ได้อย่างไร?”
ทันทีที่ประโยคสุดท้ายจบลง มู่หรงฉิงถึงกับชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินไปข้างหน้าทันที
นี่... เสียงของปี้เอ๋อร์กลายเป็เสียงของยวี้เอ๋อร์ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว นี่... มัน... ช่างเหลือเชื่อจริงๆ
ครั้นเห็นความประหลาดใจของมู่หรงฉิง ปี้เอ๋อร์จึงเปลี่ยนกลับไปใช้เสียงของนางเองโดยพูดว่า “ด้วยวิธีนี้ หากความแตกขึ้นมาจริงๆ ถ้าคนคนนั้นแยกแยะเสียง เขาจะต้องกัดยวี้เอ๋อร์ไม่ปล่อยอย่างแน่นอน”
มันดี! ดีมาก อัศจรรย์! และน่าทึ่งมากจริงๆ
มู่หรงฉิงประหลาดใจชั่วครู่หนึ่ง ก่อนขมวดคิ้วทันที ทักษะการเปลี่ยนเสียงของปี้เอ๋อร์เป็การเพิ่มหมากในการต่อรองให้กับแผนการแก้แค้นของนางจริงแท้ การได้รู้จักปี้เอ๋อร์ ช่างเป็เหมือนเสือติดปีก[2]จริงๆ
มู่หรงฉิงคาดไม่ถึงว่า ปี้เอ๋อร์จะมีทักษะเช่นนั้น มันช่างน่าทึ่งมาก
เนื่องจากปี้เอ๋อร์มีความชำนาญพิเศษอันล้ำเลิศไร้เทียมทาน นางจะสามารถใช้ประโยชน์จากซูมู่หานได้เป็อย่างดี ในตอนแรก นางคิดว่าคนที่น่ารังเกียจเช่นซูมู่หานจะต้องให้เขาไปพบกับยมบาล แต่ดูเหมือนว่า์มีเมตตาและมีความประสงค์จะเก็บชีวิตของซูมู่หานไว้
“นี่คือฉิงเอ๋อร์ใช่หรือไม่? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”
ในจังหวะที่มู่หรงฉิงกำลังขบคิดวิธีการใช้ประโยชน์จากซูมู่หาน จู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลเบาๆ เสียงนั้นเป็สาเหตุให้มู่หรงฉิงลอบพูดพึมพำในใจว่า ข้ารอเ้าเป็เวลานานแล้ว
เมื่อมองไปทางต้นเสียงจึงเห็นว่า แม่รองเฉินเดินเข้ามาอย่างช้าๆ โดยมีสองสาวใช้คอยประคอง
ขณะนั้นดวงอาทิตย์ได้ลาลับไปแล้ว เหลือเพียงแสงสว่างสลัวราง ในยามสายัณห์ยังสามารถเห็นใบหน้าของแม่รองเฉินที่ได้รับการดูแลเป็อย่างดี โดยสีหน้าของนางเจือความวิตกกังวลเล็กน้อย ผิวนวลเนียนตัดกับเสื้อสีมรกต เสริมเน้นให้ผิวดูนวลเนียนละเอียดขาวใส
แม้นางจะอายุมากแล้ว แต่ใบหน้าของนางนั้นดูอ่อนเยาว์เด็กกว่าวัยมาก หญิงที่สวยไม่สร่างเช่นนี้ กลับต้องเป็ม่ายอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีลูกชายหรือลูกสาวแม้แต่คนเดียว ย่อมน่าเสียดายเล็กน้อย
หากพูดถึงเื่นี้ นายท่านรองเฉินก็เป็คนที่มีชีวิตที่ยากลำบากเช่นกัน ได้ยินมาว่าเดิมทีนายท่านรองเฉินมีภรรยาเอกอยู่แล้ว แต่ภรรยากลับไม่ให้กำเนิดทายาท หลังจากแต่งงานกับนายท่านรองเฉินจึงต้องรับอนุภรรยา สำหรับภูมิหลังของอนุภรรยาคนนี้ก็ค่อนข้างน่าสนใจเช่นกัน
แม่รองเฉินมีภูมิหลังไม่ดีนัก นายท่านรองเฉินพากลับมาระหว่างไปทำการค้าเพื่อตอบแทนน้ำใจ แม่รองเฉินเต็มใจที่จะทุ่มเทตัวเองในฐานะอนุภรรยา แต่ไม่นึกไม่ฝันเลยว่า สามวันต่อมาหลังจากอนุภรรยาคนนี้เข้าจวน ภรรยาเอกก็แขวนคอฆ่าตัวตาย
หลังจากภรรยาเอกคนแรกฆ่าตัวตาย นายท่านรองเฉินไม่ได้รู้สึกเศร้าเสียใจเป็เวลานานนัก เขาไม่ได้สนใจคำตักเตือนของฮูหยินผู้เฒ่าและนายท่านเฉินแต่อย่างใด ก่อนเลื่อนตำแหน่งอนุภรรยาเป็ภรรยาเอกโดยสมบูรณ์
เมื่อสังเกตดูหน้าตาของแม่รองเฉินในเวลานี้ คิดว่าใน่เวลานั้น แม่รองเฉินคงจะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้นายท่านรองเฉินหลงใหลถึงกับเสียสติ
กลับมาพูดถึงประเด็นหลัก กล่าวกันว่าหลังจากนายท่านรองเฉินเลื่อนตำแหน่งแม่รองเฉินเป็ภรรยาเอกเป็เวลาหนึ่งปี นายท่านรองเฉินก็ติดเชื้อลมเย็นและเสียชีวิตในท้ายที่สุด
ถ้าให้กล่าวกันว่าลมเย็นนั้นคร่าชีวิตคน ย่อมไม่เคยได้ยินมาก่อน มิหนำซ้ำขณะนั้นนายท่านรองเฉินยังอายุไม่มาก จึงไม่สนใจเกี่ยวกับลมเย็นเพียงเล็กน้อยนี้เลย แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ ลมเย็นที่เขาไม่ได้ใส่ใจกลับคร่าชีวิตของนายท่านรองเฉินที่อายุยังไม่มากจริงๆ
ั้แ่นายท่านรองเฉินจากไป แม่รองเฉินก็อาศัยอยู่ในจวนอย่างผ่านๆ ไปวันๆ นางไม่ทะเลาะวิวาทหรือสร้างปัญหา จวนนี้ให้อะไรนางก็จะใช้สิ่งนั้น
แม้ว่านายท่านรองเฉินจะเป็ลูกที่เกิดจากอนุภรรยา แต่ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าฮูหยินผู้เฒ่าโเี้ต่อลูกอนุ และทรัพย์สินกิจการของครอบครัวก็ได้รับการดูแลโดยนายท่านเฉินและนายท่านรองเฉิน สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น ฮูหยินผู้เฒ่ายังเคยพูดมาก่อนว่า ถ้านายท่านรองเฉินมีความสามารถก็จะแบ่งกิจการให้อยู่ในนามของเขา และปล่อยให้เขาเป็คนจัดการด้วยตัวเอง
พิสูจน์ให้เห็นว่า ฮูหยินผู้เฒ่าดูแลเอาใจใส่นายท่านรองเฉินอยู่มากเช่นกัน ดังนั้นจึงค่อนข้างไม่พอใจกับแม่รองเฉินที่มีภูมิกำเนิดที่ไม่รู้จัก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หลังจากนายท่านรองเฉินเสียชีวิต ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่าแม่รองเฉินรู้จักตัวเองดี นางรู้ว่าอะไรควรจะทำ อะไรที่ไม่ควรทำซึ่งมีความชัดเจนเป็อย่างมาก ดังนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจึงเปิดตาข้างหนึ่งและปิดตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้นางใช้ชีวิตอยู่ในจวน ถ้าแม่รองเฉินสร้างปัญหาในจวน ฮูหยินผู้เฒ่าจะต้องไล่นางออกจากจวนอย่างแน่นอน
ด้วยสาเหตุนั้นแม่รองเฉินจึงอาศัยอยู่ในจวนได้เป็เวลาหลายปี
หลังจากหวนนึกถึงสิ่งที่รับรู้มา มู่หรงฉิงก็ก้าวเท้าไปข้างหน้าสองก้าวก่อนจะคำนับและทักทายแม่รองเฉิน “ฉิงเอ๋อร์น้อมทักทายแม่รอง”
“ไม่จำเป็ต้องมากพิธี เราต่างก็เป็ครอบครัวเดียวกัน” แม่รองเฉินรีบประคองมู่หรงฉิงทันที ก่อนจะจับมือของมู่หรงฉิงและพูดว่า “ดวงอาทิตย์ตกแล้ว ทำไมพวกเ้าถึงได้เดินมาที่เรือนนี้ล่ะ? ที่นี่ห่างไกลจากเรือนของเ้ามาก”
ใช่! ห่างไกลมากเชียวล่ะ และก็ห่างจากเรือนของเ้ามากเช่นกันใช่หรือไม่? เ้าคงจะเดินเป็เวลานานแล้วใช่หรือไม่?
คิดในใจ แต่บนใบหน้ากลับประดับความเศร้าใจ “ฉิงเอ๋อร์ ฉิงเอ๋อร์กำลังจะออกจากจวน... แต่เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับเส้นทางในจวนแห่งนี้ จึงหลงทาง...”
ก่อนที่มู่หรงฉิงจะพูดจบ นางได้ซับน้ำตาที่หางตาด้วยผ้าเช็ดหน้า และน้ำตาก็ไหลร่วงลงมา
เมื่อเห็นสีหน้าของมู่หรงฉิง ดวงตาของแม่รองเฉินจึงเป็ประกาย นางพูดด้วยเสียงอ่อนโยนนุ่มนวล “ข้าได้ยินเื่ที่เกิดขึ้นในเรือนของเ้าแล้ว โธ่! นั่นก็เป็ความโชคร้ายของสาวใช้คนนั้นที่บังเอิญเจอกับคราวเคราะห์”
พูดจบ นางก็ดึงมู่หรงฉิงเข้าหาตัว “แม้ว่าจวนเฉินจะเป็จวนวาณิช ถึงกระนั้นก็ทำการค้ากับราชวงศ์เสมอมา นอกจากนั้นยังมีชื่อเสียงในเมืองหลวงเช่นกัน จวนแห่งนี้จึงกว้างใหญ่และทางเดินย่อมคดเคี้ยวเลี้ยวเป็ร้อย เ้าเพิ่งจะเข้ามาในจวน เป็ธรรมดาที่ไม่คุ้นเคยกับเส้นทาง”
แม่รองเฉินจับมือของมู่หรงฉิง พลางพาเดิน ทว่ามู่หรงฉิงกลับลอบถอนหายใจ โอ๊ย! ใส่เจี้ยโม่[3]มากเกินไป แสบตาจริงๆ
ในใจคิดว่ามาที่นี่เพื่อแสดงละครย่อมต้องหลั่งน้ำตา แต่มู่หรงฉิงไม่สามารถหลั่งน้ำตาให้ยวี้เอ๋อร์ได้จริงๆ ดังนั้นปี้เอ๋อร์ จึงไปหยิบเจี้ยโม่มาวางบนผ้าเช็ดหน้าผ้าแพร แต่ไม่คิดเลยว่าจะมือหนักและใส่มากไปเล็กน้อย ครู่ก่อนเพื่อแสดงให้สมจริง นางจึงถูผ้าเช็ดหน้าแรงขึ้นเล็กน้อย เวลานี้น้ำตาจึงไหลซึมออกมาไม่หยุด
ครั้นเห็นน้ำตาของมู่หรงฉิงยังคงร่วงหล่นลงมา แม่รองเฉินก็ถอนหายใจอีกหน “เอาล่ะ ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังโกรธอยู่ บางทีหลังจากนี้อีกสองสามวัน ฮูหยินผู้เฒ่าอาจจะปล่อยวางเื่นี้ลงก็ได้ ท้องฟ้ามืดแล้ว เ้าก็อย่าดึงดันวิ่งออกไปด้านนอกจวนเลย ในห้องของข้ามียาอยู่บ้าง ข้าไปเอายามาใช้เมื่อสองสามวันก่อน แต่ยังใช้ไม่หมด เ้าสามารถนำไปให้ยวี้เอ๋อร์ใช้ก่อนได้”
---------------------------
[1] ยกหินขึ้นมาแต่กลับหล่นทับขาตัวเอง หมายถึง คิดจะทำร้ายผู้อื่น แต่ผลร้ายนั้นกลับย้อนมาหาตัวเอง
[2] เสือติดปีก หมายถึง เพิ่มความแข็งแกร่งที่เดิมก็แข็งแกร่งอยู่แล้ว ก็เพิ่มให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
[3] เจี้ยโม่ คือวาซาบิ