ฮูหยินหงยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดบังใบหน้า แสร้งทำท่าทีขี้อาย แต่แท้จริงแล้วเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นแววตาของตน นางเอ่ยกระเซ้า “ท่านประมุข อย่าบอกนะว่าท่านคิดจะทำเื่เช่นนี้กับข้าด้วย นี่มันไม่ได้นะ... ข้ามีสามีแล้ว หากถูกท่านทำเื่ไร้ยางอายเช่นนี้โดยไร้เหตุผล ข้าจะเอาหน้าไปพบสามีได้อย่างไร”
เฉายวนิชะงักไปชั่วขณะ ฮูหยินสกุลหงรีบฉวยโอกาสทำสีหน้าเศร้าโศกเสียใจ “หากเป็เช่นนี้จริงๆ ข้ายอมตายเสียดีกว่า!”
บ่าวรับใช้ที่ได้ยินเช่นนั้นต่างก็แสดงท่าทีไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ดูราวกับพร้อมจะสู้ตายกับเฉายวนิ ทุกวันพวกเขากินอยู่กับสกุลหง หากแสดงความอ่อนแอในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อไปพวกเขาก็ไม่ต้องหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีอีก
ท่ามกลางครรลองสายตาผู้คนมากมาย เฉายวนิยังคงไว้ท่าทีสุขุม เขาไม่้าใช้กำลัง แต่ในใจก็ยังคงเป็ห่วงฮูหยินสกุลหงอยู่มาก จึงคิดจะเข้าไปตรวจสอบให้แน่ชัดด้วยตนเอง
ขณะที่เฉายวนิยังลังเลว่าควรจะลงมือดีหรือไม่ เื้ัก็พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ช้าก่อน!”
เฉายวนิหันไปมองตามเสียง พบหญิงงามซึ่งเป็อนุภรรยาชายผู้มั่งคั่งลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าแดงก่ำ ขณะที่สามียังงุนงงสงสัยว่านางลุกขึ้นยืนทำไม ทันใดนั้นหญิงงามผู้นั้นก็กางแขนออกคล้ายรูปตัว大 พร้อมร้องเรียกเฉายวนิด้วยใบหน้าแดงก่ำ “หากท่านคิดจะแตะต้องฮูหยินสกุลหง ก็ผ่านข้าไปก่อนเถิด!”
ถึงแม้คำพูดของนางจะดูน่าเวทนายิ่งนัก แต่จากแววตาคาดหวังของนางแล้ว ยากที่จะปิดบังความ้าส่วนตัวได้
ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำของอนุภรรยาคนนี้ยังเป็เหมือนการจุดชนวนให้หญิงสาวคนอื่นๆ ต่างพากันส่งเสียงดังลั่นเหมือนฝูงผึ้งแตกรัง พวกนางแย่งกันวิ่งไปหน้าเฉายวนิพลางกล่าวว่า “ไม่นะ จัดการข้าก่อน!”
“ช้าก่อน ข้าสนิทกับฮูหยินสกุลหงมากที่สุด จัดการข้าก่อนถึงจะถูกต้องที่สุด”
สถานการณ์พัฒนาไปในทิศทางที่คาดไม่ถึง
ในชั่วพริบตา เฉายวนิก็ถูกห้อมล้อมไปด้วยหญิงสาว พวกนางต่างแย่งชิงสิทธิ์ในการถูกเขาแตะต้อง เริ่มจากโต้เถียงกันก่อน จากนั้นก็ลงไม้ลงมือชุลมุนวุ่นวายยิ่งนัก
เฉายวนิทนเสียงอึกทึกไม่ไหว เสียงสตรีมากมายดังเซ็งแซ่ข้างหู ทำเอาเขาปวดศีรษะจนแทบแตกเป็เสี่ยงๆ เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อ ปล่อยสายลมเย็นะเืพัดผ่านดับไฟทั้งหมดในห้องโถง
เมื่อแสงไฟสว่างขึ้นอีกครั้ง เฉายวนิก็แบกโจวเทียนหยวนที่เมาไม่ได้สติไว้บนบ่าเสียแล้ว เขายืนอยู่ริมหน้าต่าง เหลือบมองลู่เต้าและคนอื่นๆ แวบหนึ่ง ก่อนจะะโออกไปนอกหน้าต่างหายวับไปในพริบตา
ไม่นานนัก ต้นเหตุแห่งความวุ่นวายก็จากไป ผนึกบนริมฝีปากของลู่เต้าพลันสลาย เขาอ้าปากสูดอากาศเข้าปอดอย่างตะกละตะกลาม
เช่นเดียวกับหญิงสาวคนอื่นๆ ที่ดูราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ พวกนางมีสีหน้าเลื่อนลอยราวกับจำเื่ราวที่เกิดขึ้นไม่ได้
เพื่อเป็การแก้ไขสถานการณ์ที่น่าอึดอัดเช่นนี้ ฮูหยินสกุลหงจึงถือโอกาสนี้ประกาศสละตำแหน่งเ้าบ้านให้กับหงฝู
บางทีอาจเป็เพราะผลตกค้างจากเื่ชีวิตเกือบจะแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่เพิ่งเกิดขึ้น ทำให้การสละตำแหน่งเ้าบ้านจึงไม่ใช่เื่น่าใเท่าใดนัก ผู้คนยอมรับและไม่มีใครสงสัยอะไรมากมาย
และนี่ก็คือผลลัพธ์ที่หงฝูปรารถนา ท่ามกลางผู้คนมีเสียงหนึ่งะโขึ้นว่า “ดื่มอวยพรให้กับเ้าบ้านคนใหม่!”
“ดื่มอวยพร!” ทุกคนในสกุลหงต่างก็ยกจอกขึ้นพร้อมเปล่งเสียง
หงฝูยิ้มอย่างยินดี ก่อนจะดื่มเหล้าจนหมด เขาคว่ำจอกลง แสดงให้เห็นว่าไม่มีเหล้าหลงเหลืออยู่แม้แต่หยดเดียว
บังเอิญสาวใช้หลายนางทยอยยกสำรับเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง ค่อยๆยกอาหารให้แขกแต่ละคน อาหารหนนี้ล้วนเลิศรสโอชะ อาทิ น้ำแกงหูฉลาม เป็ดป่าแปดเซียน ตีนห่านตุ๋นเห็ดหอม เต้าหู้นึ่งหมูสับ ไก่ดำผัดซอสเปรี้ยวหวาน ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว และอื่นๆ อีกมากมาย
เพราะไร้ซึ่งรสชาติอันแปลกประหลาดของหงฮวาแล้ว จึงไม่มีผู้ใดสงสัยในความจริงใจของสกุลหงที่ต้อนรับแขกอีก
งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างครื้นเครงจนถึงเที่ยงคืน จึงได้ส่งแขกคนสุดท้ายผู้เมามายกลับบ้าน
ลู่เต้าที่เหนื่อยล้ากลับมายังที่พัก โถมร่างลงบนเตียง ัันุ่มสบายชวนหลงใหลราวกับมีแรงดึงดูดที่มิอาจต้านทาน เพียงแค่เอนกายลงไม่นานก็เกือบเผลอหลับไป
ไป๋เสียที่กลับเข้าไปในร่างลู่เต้ารู้สึกประหลาดใจ “เื่ราวเกิดขึ้นกะทันหันจนข้ามิทันได้เตือนเ้า ไม่นึกเลยว่าครั้งนี้เ้าจะคาดเดาความตั้งใจของข้าเองได้ นับว่ายอดเยี่ยมนัก”
ในที่สุดก็ผ่านพ้นวันนี้มาได้ ลู่เต้าเอ่ยอย่างอ่อนล้า “เมื่อครู่นี้ข้าเกือบจะได้ไปพบปู่แล้วเชียว”
“ยามเผชิญวิกฤต จงจำไว้ว่าความใจเย็นคือกลยุทธ์ที่ดีที่สุด” ไป๋เสียกล่าวชมการกระทำของลู่เต้า
ทันใดนั้นลู่เต้าก็รู้สึกว่ามีของแหลมๆ มาสะกิดมือ เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็กระบี่อสูรฉิวหมัวที่กำลังใช้ปลายกระบี่สะกิดเขาอย่างแ่เบา
ฉิวหมัวที่ถูกเมินเฉยมาสองวันรีบส่ายพู่ห้อยกระบี่อย่างรวดเร็วเพื่อขอความเอ็นดู ดวงตาของลู่เต้าปรือลง เปลือกตาหนักอึ้งขึ้นทุกที แต่ก็ยังยื่นมือออกไปลูบปลายกระบี่ หรือก็คือส่วนหัวของมันนั่นเอง
เมื่อเป็เช่นนี้ ฉิวหมัวก็ยิ่งส่ายหางแรงขึ้น หวังจะให้ลู่เต้ามาเล่นด้วย แต่ทว่าตอนนี้เป็ยามวิกาลมากแล้ว ประกอบกับความเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งสองวัน ไร้เรี่ยวแรงที่จะเล่นด้วยจริงๆ
ตอนนี้ลู่เต้าแค่อยากจะหลับประเดี๋ยวนี้เลย ทว่า์กลับกลั่นแกล้งเขา ในตอนที่เขากำลังเคลิ้ม ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมา
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ลู่เต้าที่กำลังเคลิ้มเข้าสู่ห้วงนิทราสะดุ้งตื่น ก่อนเอ่ยอย่างอ่อนแรง “ใครกัน...”
“ท่านผู้มีพระคุณ ท่านหลับหรือยังขอรับ”
เป็เสียงของหงฝู
“มาแล้ว” ลู่เต้าเอ่ยงัวเงีย ได้แต่จำใจลุกจากเตียงไปเปิดประตู
เมื่อประตูถูกเปิดออก พี่น้องสกุลหงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า หงฝูมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสดูสดชื่น แตกต่างกับหงฮวาที่ทำหน้าบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด
“พวกเ้าเองหรือ ดึกป่านนี้แล้วยังไม่นอนอีกหรือ” ลู่เต้าคิดว่าแค่พูดคุยกันเล็กน้อยที่หน้าประตูก็คงพอแล้ว
ไม่นึกเลยว่าหงฝูกลับพาหงฮวาเดินผ่านเขาเข้าไปในเรือนอย่างรวดเร็ว
ตอนแรกหงฮวายังไม่อยากจะเข้าไปด้วยซ้ำ แต่พี่ชายของนางดึงรั้งไว้ นางจึงจำใจต้องหาเก้าอี้ในห้องนั่ง
“ท่านผู้มีพระคุณ ข้ามีเื่สำคัญอยากปรึกษาขอรับ”
“ยังมีธุระอีกหรือ” ลู่เต้าปิดประตูด้วยความไม่พอใจ ก่อนเอ่ยถาม “ตอนนี้เ้าก็ได้เป็เ้าหอเงินสาขาเมืองัทมิฬสมใจแล้ว ยังไม่พอใจอีกหรือ”
“เพิ่งจะได้ดำรงตำแหน่งเ้าหอ มีเื่ให้จัดการมากมาย ข้ายุ่งจนหัวหมุนไปหมดแล้ว” หงฝูกล่าวตรงไม่อ้อมค้อม “ความจริงแล้วที่ข้ามาหาท่านในยามวิกาลเช่นนี้ ก็เพราะหวังว่าท่านจะยอมร่วมมือกับอาฮวา เข้าร่วมการประลองพ่อครัวิญญาในอีกสองวันข้างหน้าขอรับ”
‘การประลองพ่อครัวิญญาหรือ’ ลู่เต้าจำได้รางๆ ว่าเคยมีคนพูดถึงเื่นี้ในชีวิตก่อน
“ถูกต้องขอรับ” หงฝูปรับความเข้าใจ “เป็การแข่งขันเพื่อคัดเลือกพ่อครัวิญญาที่จัดขึ้นทุกๆ สามปี โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องเป็พ่อครัวและผู้ฝึกตนที่จับคู่กัน หากอาหารที่ทำได้รับการยอมรับจากกรรมการ ก็จะได้รับคุณสมบัติเป็พ่อครัวิญญาระดับสามัญชน การแข่งขันครั้งนี้นับว่าเป็การแข่งขันยิ่งใหญ่ คนในเมืองที่ใฝ่ฝันอยากเป็พ่อครัวต่างให้ความสำคัญอย่างยิ่งขอรับ!”
“เ้าใฝ่ฝันอยากจะเป็แม่ครัวเช่นนั้นหรือ” ลู่เต้าหันไปถามหงฮวาด้วยความอยากรู้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หงฮวาก็พยักหน้าอย่างเขินอาย และไม่กล้าสบตากับลู่เต้านานนัก
หงฝูรีบเอ่ยชมน้องสาว “ที่จริงแล้ว ฝีมือการทำอาหารของอาฮวานั้นยอดเยี่ยม นางได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้มาจากท่านแม่ั้แ่เด็ก ขอเพียงแค่นางเข้าร่วมการแข่งขัน ต้องชนะเลิศอย่างแน่นอนขอรับ”
ไป๋เสียเอ่ยแ่เบา “ฝีมือการทำอาหารของเด็กสาวผู้นี้นับว่าไม่เลว หากในวันแข่งขันนางทำได้ตามปกติ การได้เป็แม่ครัวิญญาก็คงไม่ใช่เื่ยาก”
“โอ้ จริงหรือ งั้นรับปากพวกเขาดีหรือไม่” ลู่เต้าถามในใจ
“แบบนั้นมิใช่ว่าเราจะทำงานให้เปล่าๆ อีกหรือ” ไป๋เสียกล่าว
เมื่อเห็นว่าลู่เต้าเงียบไม่ตอบเหมือนกำลังลังเลใจ หงฝูจึงรีบกล่าวเสริม “ตราบใดที่ท่านผู้มีพระคุณยอมตกลง ไม่ว่าจะเป็ข้อเรียกร้องใดๆ ขอเพียงข้าทำได้ ข้ายินดีทำให้ทั้งสิ้นขอรับ!”
“ได้ยินที่มันพูดหรือไม่” ไป๋เสียแสยะยิ้มเ้าเล่ห์ ก่อนชี้แนะลู่เต้า “ถามเ้าอ้วนนั่นสิว่าหาตราอนุญาตผ่านเข้าเมืองประดาัได้หรือไม่”
ลู่เต้าเอ่ยถามไป เมื่อได้ยินเช่นนั้น หงฝูก็ทำหน้างุนงงเหมือนไม่เข้าใจในสิ่งที่เขา้า
“ด้วยอำนาจของสกุลหง ตราอนุญาตผ่านทางเพียงอันเดียวหาใช่เื่ยากเย็น เพียงแต่เส้นทางจากเมืองัทมิฬไปเมืองประดาันั้นเต็มไปด้วยอันตราย มีทั้งโจรป่าที่คอยปล้นฆ่า และผู้ควบคุมิญญาที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตคน” หงฝูถามต่อ “ท่านผู้มีพระคุณตั้งใจจะไปจริงๆ หรือขอรับ”
ลู่เต้าพยักหน้า หงฝูจึงลุกขึ้นยืน “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะให้คนไปเตรียมให้ท่านผู้มีพระคุณเดี๋ยวนี้”
หงฝูหันไปบอกหงฮวา “เช่นนั้นเ้ากับท่านผู้มีพระคุณปรึกษากันก่อนเถิดว่าในวันแข่งขันจะใช้อาหารชนิดใด ส่วนข้า ขอตัวก่อน”
เขารีบเดินออกจากห้องอย่างรู้ความ ปล่อยให้ลู่เต้าและหงฮวาอยู่ตามลำพัง
เมื่อหงฝูปิดประตูอย่างเงียบเชียบก็ยิ้มแห้งๆ พลางคิด ‘พี่ชายทำได้เพียงเท่านี้ ต่อไปก็คงต้องปล่อยให้เ้าจัดการเองแล้ว’
หงฝูกับน้องสาวต่างพึ่งพาอาศัยกันและกันมาหลายปี หากหงฮวามีเื่ไม่ชอบมาพากล พี่ชายอย่างเขาจะไม่รู้ได้อย่างไร เพื่อที่จะสร้างโอกาสให้หงฮวากับลู่เต้า หงฝูจึงตัดสินใจหน้าด้านทำถึงเพียงนี้
ชายหญิงอยู่ร่วมห้องกันตามลำพัง ลู่เต้ากับหงฮวาต่างนิ่งเงียบ เมื่อไม่มีหงฝูคอยพูดคุยสร้างบรรยากาศ บรรยากาศก็เย็นเยียบลงเฉียบพลัน
เพื่อทำลายความอึดอัด ลู่เต้าจึงกัดฟันเอ่ยขึ้น “ว่าแต่...”
เขายังพูดไม่ทันจบ หงฮวาก็สะดุ้งลุกขึ้นจากเก้าอี้ราวกับใอะไรบางอย่าง แม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็เช่นนี้
บางทีอาจจะรู้ตัวว่าตนเองเสียมารยาท ใบหน้าของหงฮวาจึงแดงก่ำ นางโค้งคำนับแล้วกล่าวว่า “รบกวนแล้วเ้าค่ะ!” จากนั้นก็รีบวิ่งออกจากห้องไปเหมือนที่หงฝูทำเมื่อครู่
ภายในห้องกลับเหลือเพียงลู่เต้าอยู่เพียงลำพังอีกครั้ง เขาได้แต่พูดอย่างจนใจ “พี่น้องคู่นี้ไม่ได้ตั้งใจมาแกล้งข้าเล่นใช่หรือไม่”
ในที่สุดก็ได้พักผ่อนเสียที ลู่เต้าที่อ่อนเพลียทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ ไม่นานเสียงหายใจอันแ่เบาก็ดังขึ้น
จนกระทั่งยามเที่ยงคืน ลู่เต้าก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากเก้าอี้ ที่แท้ก็เป็เพราะเขากระหายน้ำจนตื่นนั่นเอง
เขาเดินโซเซไปที่โต๊ะเพื่อรินน้ำดื่ม แต่ระหว่างนั้นก็พบว่าแม้ตอนนอนหลับ ไป๋เสียก็ยังคงนั่งสมาธิอยู่
เมื่อเห็นดังนั้นลู่เต้าก็แสยะยิ้ม เขาดื่มน้ำจนหมด แก้วก่อนจะเดินเข้าไปหาไป๋เสียอย่างระมัดระวัง…
